ซูเข่อซิงจะคิดหรือทำอะไรที่จวนโหวตอนนี้ซินหยางเฟิ่งไม่รับรู้และไม่นึกถึง
เช้าวันนี้นางเพียง้าทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้สมรรถภาพทางกายของนางแข็งแรงระดับดีเยี่ยมหญิงสาวเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยการวิ่งรอบบ้านสองหลังเหมือนเมื่อวานนางตั้งใจว่าเมื่อสภาพร่างกายของนางอยู่ตัวดีแล้ว ก็จะค่อยๆเพิ่มจำนวนรอบการวิ่งในแต่ละวัน
หลังจากวิ่งเสร็จนางก็ไปตักน้ำที่บ่อซึ่งบ่อน้ำของหมู่บ้านมีสองบ่อ กลางหมู่บ้านบ่อหนึ่ง ท้ายหมู่บ้านอีกบ่อหนึ่งใครสะดวกจะตักน้ำจากบ่อไหนก็ได้
ซินกัง “เดี๋ยวข้าไปตักเองเ้าเป็เด็กผู้หญิงงานนี้มันหนักเกินไปสำหรับเ้า”
ซินหยางเฟิ่ง “ข้าจะช่วยเ้าตักถือว่าเป็การออกกำลังกายอย่างหนึ่ง”
ซินกัง “เอาอย่างนั้นก็ได้”
เมื่อตักน้ำเสร็จ สะใภ้จางก็เรียกกินข้าววันนี้สะใภ้จางเป็คนทำอาหารเช้า มันเป็เพียงอาหารเช้าง่ายๆเท่านั้น มีแป้งย่างผักดอง และผัดผักป่าที่เก็บมาเมื่อวานนี้
ปกติแล้วผู้ชายสามคนของครอบครัวจะออกไปรับจ้างซึ่งแล้วแต่ว่าใครจะจ้าง ่นี้งานรับจ้างคือการดายหญ้าในไร่ของหัวหน้าหมู่บ้านได้รับค่าจ้างคนละสามสิบอีแปะต่อวัน สะใภ้จางและซินลี่ถังรับจ้างปักผ้าซึ่งสามารถทำที่บ้านได้ แม่เฒ่ามู่คอยดูแลซินกุ้ย นี่คือสถานการณ์ปกติของครอบครัวนี้
แต่วันนี้เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จซินหยางเฟิ่ง้าจะขึ้นเขาไปเก็บผักป่า ซินกังจึงอยากไปช่วยนางเก็บผักป่าด้วย
ซินกัง “เ้าเป็ผู้หญิง ขึ้นเขาคนเดียวมันอันตราย”
ซินหยางเฟิ่งอยากถอนหายใจสักสิบรอบไม่รู้ว่าพูดไปกี่ครั้งแล้วว่าไม่เป็ไร ไม่มีอะไรน่ากลัว
“ถ้ามีอันตรายจริงข้าสามารถช่วยเหลือตัวเองได้”
ซินกังไม่ฟัง เหล่าซินและแม่เฒ่ามู่ก็เห็นด้วยกับซินกังเหล่าซินหันไปพูดกับซินหยางเฟิ่ง
“เ้าพาเขาไปด้วยเถอะ หากพบอันตรายจะได้ช่วยกันเป็ผู้หญิงตัวคนเดียวเดินเข้าป่าแบบนั้นอาจมีใครรังแกเ้าได้”
แม่เฒ่ามู่ “อย่างน้อยให้เขาช่วยแบกของได้”
ซินหยางเฟิ่งไม่อยากจะอ้างอะไรอีกแล้วเพราะที่พวกเขา้าให้พาคนไปด้วยก็เกิดจากความเป็ห่วงนางทั้งสิ้นนางจึงยอมพยักหน้า “ก็ได้”
เมื่อตกลงกันได้แล้วทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน
ระหว่างทาง เจอชาวบ้านหลายคนที่เดินสวนมาเมื่อเห็นหน้าซินหยางเฟิ่งชัดๆ บางคนก็คันปากอยากถาม แต่ได้ข่าวมาว่าอดีตคุณหนูจวนโหวผู้นี้ นอกจากจะอัปลักษณ์แล้วยังปากร้ายและขี้โมโหด้วยพวกเขาจึงไม่อยากทักทาย บางคนเหยียดปากด้วยความรังเกียจ หันไปซุบซิบกัน ไม่รู้ว่าตั้งใจซุบซิบให้ได้ยินหรือเปล่าแต่ซินหยางเฟิ่งได้ยินแว่วๆ
“คุณหนูอัปลักษณ์ตกยาก มาทำเป็เดินให้ใครดูกัน”
“คนประหลาด หน้าตาอัปลักษณ์อย่างนี้ยังจะกล้าเดินอีกหรือ ไม่มียางอายเลย”
“อย่าไปเดินใกล้นางนะ ไม่แน่ว่านั่นอาจจะเป็โรคก็ได้”
“ท่านแม่ ข้ากลัว ข้าไม่อยากอัปลักษณ์เช่นนาง”
“เอ๊ะ นางทำผิดอะไรมาหรือเปล่าคนที่เคยเลี้ยงดูมาตั้งสิบกว่าปีถึงไม่เอา”
“โธ่ ก็อัปลักษณ์ปานนั้นพอรู้ว่าอุ้มผิดตัวเขาคงรีบเอามาคืนแทบไม่ทันเลยน่ะสิ”
สารพัดคำนินทาแว่วเข้าหูมาทีละประโยค สองประโยคดังมาเป็ระยะๆ แบบพยายามไม่ให้นางได้ยิน หรือเปล่านะ
แม้จะได้ยินอะไรไม่น่าฟังบ้าง แต่ซินหยางเฟิ่งก็ไม่สนใจผิดกับซินกัง ที่ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เขาแอบชำเลืองมองนางเพื่อดูว่าอารมณ์ของนางเปลี่ยนหรือไม่หลังจากได้ยินเสียงชาวบ้านนินทาแล้วเขาก็ผ่อนลมหายใจ เมื่อเห็นว่าสีหน้าของซินหยางเฟิ่งไม่เปลี่ยน
ซินหยางเฟิ่งหันไปมองซินกังที่คอยหันมาชำเลืองมองนางเป็ระยะๆ นางยกคิ้วขึ้นสูงเป็เชิงถาม
แม้ไม่ออกเสียงแต่ซินกังก็เข้าใจว่าซินหยางเฟิ่งอยากพูดอะไร เขาจึงถาม “เ้าไม่ได้ยินหรือไม่โกรธหรือ ที่คนพวกนั้นนินทาเ้า”
“อันนินทากาเลเหมือนเทแกลบมันไม่แสบเหมือนเอาตูดไปครูดหิน” ซินหยางเฟิ่งพูดหน้าตายในขณะที่เท้าก็ยังเดินไปข้างหน้า
ซินกังหน้าแดง หูแดง “เ้าเ้ากล้าพูดไม่น่าฟังเช่นนี้ได้อย่างไร”
“อ้าว ข้าพูดผิดตรงไหนเหรอ” ซินหยางเฟิ่งถามกลับหน้าตาย
“ฮึ่ม คราวหน้าเ้าอย่าพูดเช่นนี้อีกนะ มันไม่ดี”ซินกังหน้าบาง ไม่รู้จะทำอย่างไรกับนางดี ได้แต่เดินนำดุ่มๆ
‘คนโบราณหน้าบางจริงๆ’ ซินหยางเฟิ่งคิดในใจ หัวเราะเบาๆแล้วก็ส่ายหน้าเลิกสนใจซินกัง
ขณะที่เดินอยู่ มีชายหนุ่มสองคนเดินผ่าน คนหนึ่งผอมสูงคนหนึ่งไม่ผอมไม่อ้วนแต่เตี้ย พวกเขาสองคนคุยกันโดยไม่เก็บเสียงเลยสักนิด
ชายหนึ่ง “เฮ้ย อยากรู้จริงๆจะมีใครกล้าไปสู่ขอนางไหมนะ”
ชายสอง “ทำไม พูดแบบนี้เ้าอยากได้นางหรือ”
ชายหนึ่ง “ฮึ่ย เ้าก็พูดไปเรื่อย อัปลักษณ์ขนาดนี้ให้เปล่าๆ ข้ายังไม่เอาเลย แต่ถ้ามีข้าวสารเพิ่มด้วย แล้วให้แต่งกับนางไม่แน่ว่าข้าอาจจะยอมรับนางมาเป็อนุก็ได้”
ชายสอง “จุ๊ๆๆ พูดเบาๆ ประเดี๋ยวนางได้ยินเ้าไม่รู้หรือ ข่าวเขาว่านางขี้โมโหนะ”
ชายหนึ่ง “อ๋า อย่านะ ข้ากลัวจนตัวสั่นแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่าโอ๊ย! ขาข้า”
ชายหนึ่งยังหัวเราะไม่ทันจบก็ร้องลั่นด้วยความเ็ปที่ใกล้บริเวณขาพับข้างหนึ่ง และที่น่องอีกข้างหนึ่งเขาทรุดตัวล้มลงกับพื้น
“เฮ้ย เ้าเป็อะไร โอ๊ย! หัวข้า โอ๊ย! ไหล่ข้า”ชายสองใ ที่จู่ๆ เพื่อนของเขาก็ถลาตัวล้มลงขณะที่กำลังถามเพื่อนด้วยความเป็ห่วง จู่ๆ เขาก็เจ็บศีรษะและไหล่ข้างหนึ่งเขารู้สึกเหมือนมีอะไรแข็งๆ ปลิวมากระแทกจากด้านหลัง
ชายหนุ่มทั้งสองหันหลังไปดูก็เห็นซินกังและซินหยางเฟิ่งที่เพิ่งเดินสวนกัน ห่างจากพวกเขาประมาณสิบก้าวชายสองชี้หน้าซินกังและซินหยางเฟิ่งทันที
“เป็เ้า เป็พวกเ้าใช่หรือไม่ ที่ลอบทำร้ายข้า”
ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่อยู่ไม่ห่างจากบริเวณนั้นไม่มากนักสามสี่คน หันหน้าไปมองพวกเขาทั้งสี่
ซินกังขมวดคิ้ว ยกนิ้วชี้ไปที่คางของตัวเอง “ข้าเ้าหมายถึงข้าหรือ”
“ถ้าไม่ใช่เ้าแล้วจะเป็ใคร” ชายสองยังคงถามต่อสีหน้าไม่ยอมง่ายๆ พร้อมมีเื่มากเพราะปกติเขาก็เป็อันธพาลประจำหมู่บ้านอยู่แล้ว ไม่กลัวฟ้า ไม่เกรงดิน คนอื่นๆรำคาญ จึงไม่อยากจะมีเื่กับพวกเขาสองคนโดยไม่จำเป็
ซินหยางเฟิ่งถามเสียงเรียบ“ทำไมเ้าคิดว่าเป็พวกข้าล่ะ ทำไมข้าต้องไปทำอะไรพวกเ้าด้วย”
ชายหนึ่งตอบกลับโดยไม่ทันคิด “เพราะข้านิน..”เหมือนจะนึกได้ เขาหยุดพูดกะทันหัน
“หือ เพราะอะไรหรือ” ซินหยางเฟิ่งยกคิ้วสูงถามต่อน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ใด
“ฮึ่ม! ไม่รู้ละ จะเพราะอะไรก็ช่างแต่พวกเ้าทำให้พวกข้าเจ็บ พวกเ้าต้องจ่ายค่าเสียหาย” ชายสองกล่าว
ชายหนึ่งลุกขึ้นยืนได้แล้วเขาเดินเขยกขามายืนเคียงข้างชายสอง “ใช่ พวกเ้าต้องชดเชยค่าเสียหายให้พวกข้าไม่แน่ว่าเมื่อข้ากลับถึงบ้าน ข้าอาจจะขาพิการเพื่อนข้าอาจจะความจำเสื่อมเลยก็ได้”
“อ้อ แล้วเ้าเห็นข้าทำร้ายเ้าหรือ”ซินหยางเฟิ่งถามอย่างใจเย็น สายตาเรียบนิ่ง
“ถึงข้าไม่เห็นแต่ก็ต้องเป็พวกเ้าแน่นอนพวกเ้าอยู่ด้านหลังข้า ต้องเป็คนที่ขว้างก้อนหินใส่ข้าแน่ๆหากไม่ใช่พวกเ้าแล้วจะเป็ใครได้” ชายหนึ่งพูดเสียงดัง
“ถึงเ้าจะทำเสียงดังข่ม มันก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะถ้าเ้าคิดว่าข้าทำ ข้าก็ต้องเป็คนทำหรือ มีหลักฐานไหม เ้าเห็นไหมมีใครเห็นบ้างไหมว่าข้าขว้างหินใส่พวกเขาน่ะ พวกท่านเห็นหรือไม่”ซินหยางเฟิ่งพูดกับชายหนึ่ง แล้วหันไปถามคนอื่นๆ
คนอื่นๆ ส่ายหน้า พวกเขาไม่ได้โกหก หรือเข้าข้างใครพวกเขาไม่เห็นจริงๆ พวกเขาได้ยินสองคนนั้นคุยกัน ถึงจะไม่ตั้งใจฟังก็ต้องได้ยินเพราะชายอันธพาลสองคนนั้นคุยกันไม่เบาเสียงเลย
“ข้าเห็นแค่พวกเ้าเดินคุยกันซินกังเดินตรงไปข้างหน้าแล้วหันมาดูพวกเ้านิดหน่อยส่วนแม่นางน้อยเพียงแค่หันมามองพวกเ้าเท่านั้นข้าไม่เห็นนางยกมือขว้างหินหรืออะไรสักอย่างเลย” ชาวบ้านคนหนึ่งพูด
ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วยแม้จะไม่ได้จับตามองทุกอิริยาบถ แต่การที่คนถือหินขว้างใครสักคนก็เป็ไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครเห็น
“พวกเ้าได้ยินแล้วใช่ไหมหรือเ้าอยากจะหาเื่กับผู้หญิงอ่อนแอตัวเล็กๆ อย่างข้าให้ได้”ซินหยางเฟิ่งเลิกคิ้วสูง แล้วถาม
หากเป็ชาติที่แล้วถ้าเพื่อนสมาชิกทีมของนางได้ยินคำถามนี้ พวกเขาจะต้องรีบส่ายหน้าจนแก้มสั่นแล้วบอกว่า “ม่ายยยย อย่ามาโกหกตาใส อย่าพูดว่าตัวเล็กอ่อนแอ”
เมื่อเห็นว่าชาวบ้านรอบๆ ไม่ให้ความร่วมมือสองอันธพาลจึงได้แต่ทิ้งคำพูดสุดคลาสสิกไว้ก่อนจากไป
“ฮึ่ม! ฝากไว้ก่อนเถอะ”
“ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านป้า ท่านลุง ที่เป็พยานให้ข้า”ซินหยางเฟิ่งหันไปกล่าวขอบคุณชาวบ้านที่ร่วมเป็พยานให้นาง
ชาวบ้านที่ได้รับคำขอบคุณก็แปลกใจเพราะไม่เห็นเหมือนข่าวลือเลย ที่ว่านางเป็คุณหนูเย่อหยิ่งขี้โมโห
หญิงวัยป้าคนหนึ่งพูด “ไม่เป็ไรๆ โชคดีจริงๆที่มีคนอยู่เยอะ พวกเ้าก็ระวังตัวกันไว้บ้างนะ เ้าสองคนนั้นไม่ใข่คนดีเด่อะไรพวกมันอาจจะหาโอกาสมาทำร้ายพวกเ้าในภายหลังก็ได้”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านป้าที่เตือน”ซินหยางเฟิ่งยิ้มให้ป้าที่พูดเตือน
จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันเดินต่อเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางที่แต่ละคนตั้งเป้าไว้
ซินหยางเฟิ่งหันหลังกลับเดินต่อ ที่มุมปากมีรอยยิ้มจางๆเพราะแน่นอนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็ฝีมือเล็กๆ น้อยๆ ของนางในความคิดของซินหยางเฟิ่ง การลงโทษเพียงเล็กๆ น้อยๆต่อชาวบ้านปากเสียแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ถ้าไม่ใช่ปัญหาใหญ่จริง นางก็จะไม่ทำร้ายใครอีกทั้งนางอยากจะลบภาพคุณหนูขี้โมโห ไร้เหตุผลแต่ในขณะเดียวกันหากมีใครมุ่งเป้ามาที่นาง นางก็จะไม่เงียบ นางจะโต้ตอบกลับ
“ข้าเห็นนะว่าเ้าดีดลูกหินใส่พวกมันน่ะ” ซินกังพูดเบาๆขณะเดิน
ซินหยางเฟิ่ง “อ้อ”
ซินกัง “นี่เ้าจะไม่แก้ตัวสักหน่อยหรือ”
ซินหยางเฟิ่ง “ไม่ละ”
ซินกัง “ถ้าเช่นนั้นเ้าก็พูดโกหกน่ะสิเ้าบอกพวกเขาว่าไม่ได้ขว้างหินใส่นี่”
ซินหยางเฟิ่ง “ข้าไม่ได้โกหก ข้าไม่ได้ขว้าง ข้าแค่ดีด”
เพราะการขว้างหินต้องยกมือสูงๆ ถึงจะมีแรงส่งแต่หากดีดหินไม่ต้องยกมือ ถ้าฝึกจนชำนาญ การดีดวัตถุก็สามารถปลิวไปถูกเป้าหมายได้
ซินกัง “......” “ไหนเ้าบอกว่าอันนินทากาเลเหมือนเทแกลบไง”
ซินหยางเฟิ่ง “ใช่ มันไม่แสบเหมือนเอาตูดไปครูดหิน”
ซินกัง “.....” “ยังจะพูดอีกเ้าเป็สตรีจริงไหมเนี่ย” เด็กหนุ่มหน้าแดงอีกแล้ว
ซินหยางเฟิ่ง “ฮ่าฮ่าฮ่า เ้าหน้าบางจริงๆ”
ซินกัง “......” “แล้วทำไมเ้าโกรธล่ะ”
ซินหยางเฟิ่ง"บางคนนินทาในระดับที่ข้าไม่จำเป็ต้องเก็บมาใส่ใจก็ได้แต่บางคนก็พูดจาเกินเลยถึงขั้นที่เรียกว่าดูิ่ ถือเป็การทำลายชื่อเสียงของข้าหากข้าไม่แผลงฤทธิ์สักหน่อย ข้าก็จะนอนไม่หลับ หากข้านอนไม่หลับข้าก็จะอารมณ์ไม่ดี หากข้าอารมณ์ไม่ดี ข้าก็จะโมโห หากข้าโมโห ข้าก็จะ..."
“พอๆๆๆ ไม่ต้องพูดแล้ว” ซินกังรีบขัด
“หึหึหึ” ซินหยางเฟิ่งหัวเราะเบาๆแล้วเดินตามเด็กหนุ่มไป
ซินกังรู้สึกว่าการพูดคุยกับซินหยางเฟิ่งก็ไม่ใช่เื่ยากสักนิดอาจเป็เพราะก่อนหน้านี้นางหงุดหงิดง่ายขี้โมโห เขาจึงไม่กล้าและไม่อยากคุยกับนางแต่ตอนนี้เมื่อลองเข้าหาดูแล้วเขาคิดว่านิสัยนางค่อนข้างน่าคบหาจนชดเชยความอัปลักษณ์บนใบหน้าได้เลย