เถ้าแก่ถงยังไม่ทันได้พ่นออกมา เม็ดน้ำตาลที่ละลายในปากทันทีทำให้เขาต้องรีบหุบปากแล้วเม้มไว้ เพราะเกรงว่าน้ำลายจะไหลออกมาเสียเปล่า
"อืม... หวาน..."
เขาใช้ชีวิตมาห้าสิบปี เป็เถ้าแก่โรงเตี๊ยมมาสามสิบปี นี่เป็ครั้งแรกที่ได้กินน้ำตาลแดงที่ละเอียดถึงเพียงนี้! เมื่อมองดูเม็ดน้ำตาลที่ร่วงลงพื้นเพราะความรีบร้อนของตนเอง เขาก็ทั้งเสียดายและนึกเสียใจ ช่างสิ้นเปลืองของดีเสียจริง น้ำตาลแดงเช่นนี้ควรบรรจุในเครื่องปั้นดินเผาแล้วเก็บรักษาอย่างระมัดระวังถึงจะถูก
"เ้าอวี่ เ้าไปเอาน้ำตาลแดงแบบนี้มาจากที่ใด?"
เถ้าแก่ถงค่อย ๆ เก็บเม็ดน้ำตาลทีละเม็ดลงบนฝ่ามือ พลางเลียบเคียงถามถึงที่มา ในตะกร้ามีน้ำตาลแดงเพียงห้าสิบถึงหกสิบจิน หากเป็การซื้อขายครั้งเดียว ถ้าหลินอวี่บอกชื่อผู้ขาย เขาจะสามารถให้ค่าธรรมเนียมเพิ่มอีกไม่กี่ตำลึงเงิน
"เรียนท่านลุงถงตามตรง ข้าไม่คิดปิดบัง... นี่เป็สูตรลับเฉพาะของครอบครัวข้าที่เคี่ยวขึ้นมาขอรับ"
พอหลินอวี่พูดจบ เถ้าแก่ถงก็ไม่รีบเก็บเม็ดน้ำตาลอีกต่อไป เขามองไปทางประตูครู่หนึ่ง จากนั้นจึงทำสัญญาณมือเงียบ ๆ ให้ขึ้นไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสอง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเตรียมจะปิดประตูคุยเื่ธุรกิจ
หลินอวี่เห็นเขาให้ความสำคัญเช่นนี้ แม้ใบหน้าจะไม่แสดงออก แต่ในใจกลับยินดีจนเนื้อเต้น ดูท่าราคาน้ำตาลแดงน่าจะสูงกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก!
เมื่อถึงห้องส่วนตัว เถ้าแก่ถงปิดประตูแล้วถามอย่างมีเลศนัยว่า "เ้าอวี่ เ้ายังมีน้ำตาลแดงแบบนี้อีกกี่จิน?"
"ครึ่งเดือนสามารถจัดหาให้ได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นจินขอรับ"
รอบการเติบโตของอ้อยป่ามีจำกัด หลังจากครึ่งเดือนมันจะกลายเป็แกลบทั้งหมด หากซื้ออ้อยหวานวัตถุดิบจะแพงเกินไป ลำพังเงินจากการขายน้ำตาลในวันนี้ไม่สามารถหมุนเวียนได้ทัน สามารถผลิตจำนวนมากได้ แต่จะก้าวะโเกินไปไม่ได้ เพราะยิ่งทุนน้อย ความเสี่ยงในการลองผิดลองถูกก็ยิ่งสูง
ถึงกระนั้น เมื่อเถ้าแก่ถงได้ยินตัวเลขหนึ่งหมื่นจิน เขาก็ยังตื่นเต้นจนเนื้อเต้น รีบดึงมือหลินอวี่ให้ลงนั่ง
"เ้าอวี่ สูตรเคี่ยวน้ำตาลแดงนี้ใครเป็คนคิด?"
"ข้าเห็นท่านพ่อเคี่ยวน้ำตาลแบะแซ จึงเกิดแิ ลองผิดลองถูกหลายครั้งจนสรุปออกมาได้ขอรับ"
เถ้าแก่ถงพยักหน้าด้วยความปลาบปลื้ม เ้าอวี่ฉลาดและขยันขันแข็ง หากิญญาตาเฒ่าหลินรับรู้คงหลับตาลงได้อย่างเป็สุข ครั้งนี้เขาค่อย ๆ เปิดผ้าป่านออก ใช้นิ้วจิ้มลงไปหยิบน้ำตาลกำเล็ก ๆ เข้าปาก เมื่อแน่ใจว่าน้ำตาลทั้งตะกร้าไม่มีปัญหา เขาก็ยิ้มจนหน้าย่น พลางดึงตะกร้าเข้ามาไว้ในอ้อมกอด
"ทั้งหมดนี้ข้าเหมาหมด คิดให้จินละหนึ่งตำลึงเงินก่อน หากลูกค้าให้ผลตอบรับดีข้าจะเพิ่มราคาให้"
เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยสบตากัน เห็นแววตาประหลาดใจและยินดีของอีกฝ่าย น้ำตาลหนึ่งจินหนึ่งตำลึงเงิน ท่านพี่คาดการณ์ได้อย่างแม่นยำยิ่ง!
น้ำตาลแดงนี้มีเอกลักษณ์และจำนวนจำกัด หลินอวี่เชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป ราคาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน
"ข้าเชื่อท่านลุงถงขอรับ ในตะกร้านี้มีทั้งหมดสี่สิบจิน ท่านลุงถงสามารถชั่งน้ำหนักดูได้ว่าครบหรือไม่"
คนคุ้นเคยย่อมตกลงกันง่าย เถ้าแก่ถงยิ้มอย่างเมตตายิ่งขึ้น รีบหยิบตั๋วเงินห้าสิบตำลึงเงินออกมาวางบนโต๊ะทันที
"ไม่ต้องชั่งแล้ว เ้าเก็บตั๋วเงินนี้ไว้เถิด ครั้งหน้าอีกนานเท่าใดจึงจะมาส่งน้ำตาลได้อีก?"
"อีกสามวันขอรับ เพียงแต่ตั๋วเงินห้าสิบตำลึงเงินนี้ไม่พอ"
ไม่พอ?
ภายใต้สายตาที่ตกตะลึงของเถ้าแก่ถง เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยที่รอไม่ไหว ต่างนำเงินคนละสิบตำลึงเงินที่ถืออยู่ในมือวางลงบนโต๊ะ
"ท่านลุงถง ตรงนี้ยังมีอีกยี่สิบจิน ท่านคงไม่ว่าว่ามันมากเกินไปกระมังขอรับ?"
หลินอวี่เอ่ยหยอกล้อพร้อมรอยยิ้ม ว่ามากงั้นหรือ? น้ำตาลแดงที่หายากเช่นนี้ มีแต่จะว่าน้อยไป ไม่มีทางว่ามาก เถ้าแก่ถงรีบหยิบตั๋วเงินห้าตำลึงเงินอีกสองใบ ยัดใส่มือหลินอวี่
"ไม่มากเลย เ้าอวี่เ้าเก่งขึ้นมาก ข้าต้องรีบแจ้งข่าวดีนี้แก่เ้าของร้าน อีกสามวันข้าจะส่งรถไปรับที่หมู่บ้านสือหลินด้วยตัวเอง"
"แล้วพบกันขอรับ"
หลังจากเก็บตั๋วเงินเข้าอกเสื้อและทักทายกันเล็กน้อย ทั้งสามคนก็เดินออกจากโรงเตี๊ยมชิงเจียง หลินอวี่เดินตรงไปยังทิศทางของตลาดตามความทรงจำ เื้ัของเขา เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยก้มมองมือที่ว่างเปล่า รู้สึกราวกับเพิ่งตื่นจากฝันอันแสนหวาน ทุกอย่างดูไม่สมจริงเลย
"พี่หลิน พวกเราหาเงินได้หกสิบตำลึงเงินภายในสามวันจริง ๆ หรือเ้าคะ?"
"ถ้าพูดให้ถูกก็คือสองวัน"
หลินอวี่หยิบตั๋วเงินห้าตำลึงเงินสองใบแบ่งให้ทั้งสองคน ทั้งสองคนมีชีวิตมาจนป่านนี้ อย่าว่าแต่ได้ััตั๋วเงินเลย แทบจะบอกได้ว่านี่เป็ครั้งแรกที่ได้เห็น ใครจะคิดว่าเมื่อสองวันก่อนเพิ่งมาถึงหมู่บ้านสือหลิน ยังกังวลว่าจะไม่มีเงินจ่ายภาษีห้าร้อยเหวิน แต่ตอนนี้ในมือกลับกำตั๋วเงินห้าตำลึงเงินไว้
หยางเวยกอดตั๋วเงินไว้แนบอก ในหัวนึกถึงอาหารนานาชนิดจนต้องกลืนน้ำลายไม่หยุด เฉินเจียวเหนียงเองก็ยินดีอย่างยิ่งในใจ แต่ยังคงส่งตั๋วเงินคืนให้หลินอวี่
"ท่านพี่ ท่านเป็หัวหน้าครอบครัว และเงินนี้ท่านก็เป็คนหามาได้ ให้ท่านเป็คนเก็บรักษาจะเหมาะสมกว่าเ้าค่ะ"
"เงินก้อนใหญ่ข้าจัดการ เงินก้อนเล็กเป็เงินค่าขนมของพวกเ้า ใช้จ่ายได้ตามสบาย"
ไม่รอให้เฉินเจียวเหนียงปฏิเสธอีก หลินอวี่ก็ก้าวเท้าเข้าไปในร้านขายผ้า เขาซื้อชุดผลัดเปลี่ยนให้ทั้งสามคนคนละสามชุด ไม่เลือกของแพง ใช้เพียงผ้าป่านเนื้อละเอียดก็พอ แต่ต้องดูเรียบร้อยสะอาดตา
วันนี้พบท่านลุงถงอาจจะไม่ต้องพิถีพิถันนัก แต่ในวันหน้าเมื่อต้องพบเ้าของโรงเตี๊ยม ควรจะรักษามารยาทพื้นฐานไว้
เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยเมื่อสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ก็ยิ่งดูสวยงามและโดดเด่น จนทำให้บุรุษบนท้องถนนต้องเหลียวมองเป็ระยะ พลางถามไถ่ว่าเป็ลูกสาวบ้านใด หลินอวี่ต้องจูงมือภรรยาทั้งสองข้างไว้จึงจะเดินเที่ยวต่อได้ เพื่อไม่ให้ทั้งสองถูกจ้องจนเกินไป
จากนั้นเขาก็ซื้อผ้าปูที่นอนและผ้าห่มอีกสองชุด วางกองเต็มโต๊ะ อาจเป็เพราะกลิ่นอายของคนรวยใหม่ชัดเจนเกินไป เถ้าแก่จึงแนะนำให้เช่ารถวัว รวมค่าเช่ารถแล้ว ทั้งหมดใช้เงินไปสี่ตำลึงเงิน
"ขอเพียงใช้สอยอย่างประหยัด เงินจำนวนนี้ก็ใช้ได้นานจริง ๆ "
คำรำพึงของหลินอวี่ทำให้หยางเวยเม้มปากหัวเราะคิกคัก ส่วนเฉินเจียวเหนียงทำท่าเหมือนอยากจะพูดแต่ก็เงียบไป ทว่าในฐานะภรรยาที่ยึดสามีเป็ใหญ่ ไม่มีใครขัดขวางการใช้เงินของหลินอวี่เลย
หลังจากเช่ารถแล้ว ก็เริ่มการซื้อของครั้งใหญ่ ซื้อกระทะเหล็กสิบใบ เสื่อสำหรับทำน้ำตาลยี่สิบม้วน ชา ข้าว น้ำมัน เกลือ และยังมีซีกหมูอีกครึ่งตัว... จนกระทั่งรถวัวขนาดครึ่งจั้งไม่สามารถให้นั่งคนได้อีก หลินอวี่เขย่าถุงผ้าที่ใส่เงิน พบว่ายังเหลืออีกยี่สิบตำลึงเงิน
"เจียวเหนียง เสี่ยวเวย พวกเ้าเหนื่อยหรือไม่ บนรถนั่งไม่พอแล้ว ไม่สู้เช่ารถเพิ่ม..."
"ท่านพี่ พวกเราไม่เหนื่อยเ้าค่ะ เดินกลับก็ได้ อีกอย่างยังช่วยเข็นรถได้ด้วย"
เฉินเจียวเหนียงรีบขัดจังหวะความคิดที่เขาจะจ่ายเงินอีกยี่สิบเหวินเพื่อเช่ารถ หลินอวี่สบตากับเ้าวัวเหลืองแก่ที่เดินโซเซ เห็นสายตาที่ดูตัดพ้อของมัน เมื่อหันไปเห็นสีหน้าที่เสียดายเงินของภรรยาทั้งสอง เขาจึงยอมจ่ายยี่สิบเหวินซื้อซาลาเปาไส้หมูสองเข่ง เดินกินกลับบ้าน
กว่าจะถึงหมู่บ้านสือหลินฟ้าก็มืดแล้ว ระหว่างทางไม่พบผู้คน อีกทั้งบ้านตั้งอยู่ในที่ห่างไกล จะหาคนมาช่วยขนของลงก็ลำบาก จนกระทั่งขนของเสร็จ เคี่ยวน้ำมันหมูจนเป็กากหมูแล้วบรรจุลงในโถดินเผา จัดระเบียบของทุกอย่างเข้าที่ ดวงจันทร์ก็ลอยเด่นอยู่ทางทิศใต้พอดี
"นอนเถิด" คืนนี้หลินอวี่ไม่เกรงใจ ล้มตัวลงนอนบนเตียงไม้ที่ปูไว้ทันที เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยสบตากัน หลังจากล้างหน้าล้างตาอย่างง่าย ๆ ก็ค่อย ๆ ปีนขึ้นเตียง แม้ว่าวันนี้จะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่พวกนางกลับรู้สึกมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
โดยเฉพาะหลินอวี่ที่ถูกเบียดอยู่ตรงกลาง ในฝันเขายังคงหัวเราะ "เหะ ๆ " ไม่หยุด เพราะท่านอนที่ไม่เรียบร้อย มือและเท้าจึงไม่อยู่นิ่ง คอยลูบไล้ไปตามตัวของเฉินเจียวเหนียง ทำให้เฉินเจียวเหนียงส่งเสียงเตือนเบา ๆ แต่ก็ไม่หักใจปลุกเขาให้เปลี่ยนท่าทาง ทำได้เพียงขยับตัวเข้าไปใกล้และกุมมือที่ไม่รักดีคู่นั้นไว้ จากนั้นจึงหลับสนิทในที่สุด
ราตรีค่อย ๆ เลือนหายไป แม้ว่าเมื่อวานเฉินเจียวเหนียงจะเหนื่อยเพียงใด แต่พอฟ้าสาง นางก็ตื่นขึ้นมาด้วยความเคยชินและคิดจะลงไปทำงานในทุ่งนา ฝ่ามือที่อบอุ่นบนหน้าอกทำให้นางชะงักไปครู่หนึ่ง
เมื่อเห็นใบหน้าด้านข้างของหลินอวี่ที่กำลังหลับลึก นางจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองแต่งงานเป็ภรรยาแล้ว และไม่ต้องทำงานหนักเยี่ยงวัวควายให้ครอบครัวอีกต่อไป นางหยิบมือของหลินอวี่มาแนบแก้ม อยากจะนอนี้เีต่ออีกสักนิด
ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น พร้อมกับมีคนทุบประตูบ้านอย่างแรง ตึง ตึง ตึง!
"เ้าอวี่ แย่แล้ว! ท่านป้าสามถือโฉนดที่ดินบ้านเ้าไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน บอกว่าจะใช้ที่นาลุ่มสองหมู่ของบ้านเ้า เพื่อชดเชยภาษีคนโสดหนึ่งตำลึงเงินให้เ้า!"