บทที่ 22
ตระกูลผู้บำเพ็ญ
ชายหนุ่มยกมือทั้งสองข้างประสานกันแล้วก็คารวะ “าุโไม่ทราบว่าท่านมาเมืองนี้ในครั้งแรกใช่หรือไม่ขอรับ”
จางหยุนยิ้มแล้วพยักหน้า เขาไม่รู้สึกประหลาดใจที่มีคนเข้ามาถามแบบนี้ เมื่อเห็นว่าภายในเมืองแห่งนี้มีมนุษย์ธรรมดาอาศัยอยู่ด้วย จางหยุนก็คิดเอาไว้ั้แ่ในตอนแรกแล้วว่าก็น่าจะมีพวกไกด์นำทางแบบนี้ปรากฏตัวขึ้น
เมื่อจางหยุนยอมรับว่าตนเองมาเมืองนี้ครั้งแรก ก็เห็นความยินดีบนใบหน้าชายหนุ่มอย่างชัดเจน ชายหนุ่มรีบก้าวเท้าเข้ามาจากนั้นก็เอ่ย “เช่นนั้นท่านผู้าุโขาดคนนำทางหรือไม่ขอรับ”
“ข้ากำลังหาโรงเตี๊ยมพักอยู่” จางหยุนตอบกลับ
ชายหนุ่มรีบตอบกลับอย่างกระตือรือร้น “เช่นนั้นท่านผู้าุโ้าที่พักแบบใดบอกข้าได้ขอรับ เห็นเช่นนี้แต่ข้าอยู่ภายในเมืองนี้ั้แ่เกิด เชี่ยวชาญกับเส้นทางแล้วก็ที่พักภายในเมืองแห่งนี้เป็อย่างดี”
จางหยุนยิ้ม “เดินไปคุยไปเถอะ”
“ขอรับ!!” ชายหนุ่มตอบรับอย่างยินดี
หลังจากนั้นทั้งสองก็เดินออกจากถนนเส้นหลักที่หนาแน่นไปด้วยผู้คน เดินไปยังถนนเส้นเล็กที่มีคนน้อยกว่าเหมาะสมกับการพูดคุย
จางหยุนล้วงมือเข้าในแขนเสื้อ ก่อนที่จะหยิบเหรียญปฐีออกมาอีกหนึ่งเหรียญ ยื่นส่งให้กับชายหนุ่ม
ชายหนุ่มที่รับหน้าที่เป็ไกด์นำทางใบหน้าตกตะลึง จ้องมองเหรียญปฐีที่ถูกส่งมาให้
“ท่านผู้าุโนี่..”
จางหยุนหัวเราะพลางกล่าว “ถือว่าเป็ค่านำทางแล้วก็ข้าอยากจะฟังเื่เล่าจากเ้าด้วย”
“เออ…แต่กระนั้นเงินนี้ก็ออกจะมากไป” ชายหนุ่มแสดงท่าทางเขินอาย พลางกับยกมือขึ้นมาเกาหัวอย่างทำตัวไม่ถูก
จางหยุนมองท่าทางของชายหนุ่ม ชายหนุ่มไม่เหมือนแสร้งทำ เพราะแบบนั้นน่าจะเป็คนที่เพิ่งเริ่มทำหน้าที่นี้ใหม่ๆ เลยมีความเขินอายอยู่บ้างเวลารับเงินมากเกินไป
“ไม่เป็ไรถ้าเกิดว่าเ้าคิดว่ามาก เช่นนั้นหลังจากหาที่พักได้พรุ่งนี้เ้าก็มาพาค่าชมเมืองอีกสักวันก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มได้ยินแบบนั้นก็รีบพยักหน้าตอบรับอย่างยินดี รับเหรียญปฐีนั้นเอาไว้ในมือด้วยใบหน้าปิติยินดี
ตัวของเขาไม่คิดว่าตัวเองนั้นจะได้รับค่าตอบแทนเป็หนึ่งเหรียญปฐี โดยทั่วไปแล้วสำหรับคนนำทางแบบพวกเขาเงินที่ส่วนใหญ่จะได้รับก็เป็พวกตำลึงทองของมนุษย์
สำหรับเหรียญปฐีที่เป็สกุลเงินของผู้ฝึกตน แน่นอนว่าย่อมมีมูลค่ามากกว่าเงินของมนุษย์ธรรมดาอยู่แล้ว
สำหรับแขกที่ใจปล้ำหยิบเงินเทพเซียนแบบนี้ออกมา ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองอาจจะไม่มีโอกาสได้พบเจออีกแล้ว เพราะแบบนั้นเขาเลยกระตือรือร้นเป็พิเศษ รีบเล่าเกี่ยวกับเื่ต่างๆในขณะที่กำลังจะพาเดินทางไปยังโรงเตี๊ยม
ไม่เพียงแค่ชายหนุ่มยังบอกให้จางหยุนถามเกี่ยวกับเื่เมืองแห่งนี้ได้ทุกอย่าง ถ้าเกิดว่าตัวเองรู้จะบอกให้หมด
จางหยุนจึงไม่เกรงใจและค่อยๆถามเกี่ยวกับเื่ที่ตนเองสงสัย อย่างแรกที่เขาถามก็คือเกี่ยวกับเื่ทหารที่อยู่ด้านหน้าเมือง
แน่นอนว่าเขาสงสัยว่าทำไม ภายในเมืองของผู้ฝึกตนแบบนี้ก็ยังจำเป็ต้องมีระบบกองทัพด้วย
ชายหนุ่มผู้นั้นก็รีบอธิบายออกมาอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้สงสัยเลยว่าทำไมจางหยุนไม่รู้เกี่ยวกับเื่
โดยสิ่งที่อีกฝ่ายอธิบายออกมาก็ง่ายมาก กองกำลังทหารที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา มันเองก็จัดตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมกฎระเบียบ กองทหารพวกนี้ก็เหมือนกับกองกำลังดูแลรักษาเมือง แล้วควบคุมกฎระเบียบของเมืองแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วที่อยู่เหนือทหารพวกนี้ก็คือขุมกำลังของผู้บำเพ็ญเพียรที่ควบคุมดูแลเมืองแห่งนี้อยู่
ง่ายๆก็คือกองกำลังทหารก็คือกองกำลัง ใต้บัญชาของตระกูลบำเพ็ญเพียร พวกเขาแค่จัดตั้งมันขึ้นมาเพื่อที่ใช้กองทัพของราชวงศ์มนุษย์เป็ต้นแบบเพราะว่ามันสามารถดูแลและควบคุมได้ง่าย
จางหยุนกล่าวว่าตนเองนั้นเป็ผู้ฝึกตนต่างถิ่น เพิ่งเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ไม่ได้ศึกษามาก่อน เลยอยากจะรู้ว่าตระกูลบำเพ็ญใดที่เป็ขุมกำลังใหญ่ที่ควบคุมเมืองแห่งนี้อยู่
ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ เพราะว่าก็มีคนหลายคนที่เดินทางมาโดยที่ไม่ศึกษาอะไรเหมือนกัน เพราะแบบนั้นชายหนุ่มเลยอธิบายให้ฟัง
นั่นจึงทำให้จางหยุนได้รู้ว่าเมืองแห่งนี้มีตระกูลบำเพ็ญสองตระกูล ที่เป็ตระกูลที่คอยควบคุมดูแลเมืองแห่งนี้หรือเรียกง่ายๆว่าเป็ตระกูลบำเพ็ญที่เป็เ้าของเมืองวายุแดง ตระกูลบำเพ็ญทั้งสองคือตระกูลหวัง และตระกูลอู๋
ทั้งสองเป็ตระกูลผู้บำเพ็ญใหญ่ของเมืองแห่งนี้ เป็เ้าของเมืองแล้วก็เป็คนที่ก่อตั้งกองทหารดูแลเมืองขึ้นมา
โดยที่กองทหารที่จัดตั้งขึ้นมาภายในเมือง พวกระดับสูงของกองทัพที่ดูแลเมือง ล้วนแล้วแต่เป็คนของทั้งสองตระกูลที่ใส่เข้าไปทั้งนั้น เพราะแบบนั้นอำนาจของกองทัพที่ดูแลเมืองวายุแดงทั้งสองตระกูลจึงแบ่งไปคนละครึ่ง
ส่วนพื้นที่ที่ดูแลเมืองแห่งนี้ ก็ถูกแบ่งให้กับทั้งสองตระกูลเท่าๆกันเช่นวกัน โดยที่ตระกูลหวังจะได้พื้นที่ครึ่งบนทางเหนือ ส่วนตระกูลอู๋จะได้ครึ่งล่างทางใต้ ง่ายๆก็คือเมืองแห่งนี้คือเมืองที่สองตระกูลบำเพ็ญเป็เ้าของทรัพย์สินกันคนละครึ่ง
จางหยุนได้ฟังเกี่ยวกับเื่นี้แล้วก็รู้สึกเปิดหูเปิดตา แล้วเขาเองก็มีข้อสงสัยหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของตนเอง ตระกูลผู้บำเพ็ญที่สามารถควบคุมดูแลและเป็เ้าของเมืองเมืองหนึ่งได้ จะต้องเป็ตระกูลบำเพ็ญที่มีตัวตนหรือว่ามีผู้บำเพ็ญในระดับใด
แน่นอนว่าในเมื่อมีคนคอยให้ถาม จางหยุนย่อมไม่เก็บคำถามของตนเองไว้ในใจ เขาเอ่ยถามออกไปในทันทีเกี่ยวกับเื่ตระกูลบำเพ็ญใหญ่ทั้งสองที่เป็เ้าของเมืองวายุแดง
ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้ปิดบัง ได้บอกเกี่ยวกับขุมกำลังของทั้งสองตระกูล ตระกูลหวังแล้วก็ตระกูลอู๋ ถูกเรียกว่าตระกูลระดับสร้างรากฐาน
ตระกูลระดับสร้างรากฐานคือตระกูลที่อย่างน้อยก็มีตัวตน ที่อยู่ในระดับสร้างรากฐานสองคนขึ้นไป
ชายหนุ่มที่รับหน้าที่เป็ไกด์นำทาง ทั้งที่ไม่ใช่ผู้ฝึกตนแต่เหมือนว่าจะรู้เื่เราไม่น้อย จนถึงจุดนี้ก็ยังให้ความรู้เพิ่มเติมมาอีกว่า ตระกูลผู้บำเพ็ญถ้าเกิดว่ามีสร้างรากฐานเพียงแค่คนเดียว จะถูกเรียกเพียงแค่ว่าเป็ตระกูลบำเพ็ญกึ่งสร้างรากฐานเท่านั้น
เหตุผลที่ตระกูลบำเพ็ญจะต้องมีผู้บำเพ็ญระดับสร้างรากฐานสองคนขึ้นไป ถึงจะถูกเรียกว่าตระกูลระดับสร้างรากฐาน ก็เป็เพราะว่าถ้าเกิดว่ามีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้นกับอีกคนนึง ตระกูลนี้ก็ยังถือว่าเป็ขุมกำลังระดับสร้างรากฐานเหมือนเดิม
การที่มีผู้บำเพ็ญระดับสร้างรากฐานสองคน ง่ายๆก็คือมันจะทำให้ตระกูลนี้มั่นคงมากขึ้น ไม่ใช่ตระกูลที่เมื่อสูญเสียผู้บำเพ็ญเป็คนนึงแล้วตระกูลจะล่มสลายแล้วโดนศัตรูเข้าจู่โจม
จางหยุนไม่รู้สึกรำคาญเกี่ยวกับนิสัยที่พูดเกินกว่าถามของชายหนุ่ม ในทางกลับกันเขากลับรู้สึกพึงพอใจเสียด้วยซ้ำที่อีกฝ่ายยอมเล่าเื่ละเอียดเล็กๆน้อยๆพวกนี้ให้เขาได้รู้ นั่นทำให้เขานั้นไม่จำเป็จะต้องถามเองแล้วรู้เพิ่มขึ้นด้วย
เมื่อเดินผ่านถนนมาหลายเส้น สุดท้ายพวกเขาก็เดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมที่ชายหนุ่มแนะนำในที่สุด