"ใช่ ฉันเป็คนบอกให้นายเลือกร้านอาหาร...นายจะเลือกร้านหรูหรือภัตตาคารราคาแพงก็ได้ แต่นายกลับเลือกลูกชิ้นปิ้งกับเหล้าเนี่ยนะ?"
เฉินตงเหลือจะเชื่อ ถ้าเขาสามารถยกขาขึ้นมาก่ายหน้าผากได้เขาคงทำไปแล้ว
ลู่อันกินโดยไม่พูดอะไร ทั้งยังสั่งลูกชิ้นเพิ่มอีกสิบไม้
"ตัวแค่นี้กินเก่งชะมัด" เฉินตงบนอุบอิบ ถึงไม่สบอารมณ์แต่พอน้ำหวานเข้าปาก ความโกรธก็มลายหายไปเป็ปลิดทิ้ง
ชายหนุ่มในวัยสามสิบปีค้นพบว่าลูกชิ้นปิ้งราดซอสมะขามเป็กับแกล้มที่ดีเมื่อทานคู่กับของมึนเมา
ทั้งสองกินและดื่มอยู่พักใหญ่ ลู่อันคอแข็งอย่างน่าเหลือเชื่อ เขาดื่มหมดไปมากกว่าหนึ่งขวดในขณะที่เฉินตงยังจิบแก้วที่สองอยู่เลย
"นี่ เบาหน่อย" เฉินตงเตือนเมื่อเห็นว่าลู่อันกำลังจะสั่งอีกขวด "ฉันรู้ว่านายเสียใจเื่แฟน แต่ดื่มหนักเกินไปมันไม่ดีต่อร่างกาย"
เปลือกตาลู่อันกะพริบปริบ ไม่เข้าใจว่าเฉินตงกำลังพูดถึงเื่อะไร
"ไม่รู้นะว่าคุณเข้าใจผิดไปถึงไหน แต่ผมไม่ได้ดื่มเพราะเสียใจที่เลิกกับแฟน ผมก็แค่ชอบดื่ม"
พูดจบเด็กหนุ่มก็ยกมือสั่งของมึนเมาเพิ่มอีกขวด
ถึงภายนอกจะดูไม่เป็ไร แต่เฉินตงไม่มีทางรู้เลยว่าภายในจิตใจของเด็กหนุ่มคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ ลู่อันอาจกำลังเศร้าโศก ร่ำไห้ เ็ปทรมานอยู่คนเดียว โดยไม่ให้ใครรับรู้...
เฉินตงเข้าใจความรู้สึกนั้นเป็อย่างดี นอกจากนี้ เขายังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่สองคนนั้นต้องเลิกรากัน เขารู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย
"ฉันขอโทษ..."
ลู่อันงุนงง "ขอโทษผมทำไม?...อ๋อ เื่บัตรเครดิตสินะ"
"..."
"ถึงมันจะมีส่วน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด" ลู่อันยกแก้วขึ้นดื่ม "ผมกับเหยียนเต๋อคงมากันได้เท่านี้ ผมมีข้อกำหนดในการให้อภัยคนอื่นอยู่เสมอ เหยียนเต๋อรู้ดีว่าผมเป็คนยังไง แต่เขาก็ยังรับบัตรนั่นมา มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำผิด เพราะงั้น ผมไม่เสียใจที่เลือกแบบนี้..."
ความเด็ดเดี่ยวของเด็กหนุ่มทำเอาคนที่อายุมากกว่าอย่างเฉินตงรู้สึกนับถือ
"ดี! ไม่ต้องไปจมปลักกับคนแบบนั้นแหละดีแล้ว!" เฉินตงยื่นแก้วมา "ดื่มให้ลู่อัน!"
"เมื่อครู่อย่างกับพูดกับตัวเองเลยนะครับ"
แกร๊ง!
ทั้งสองดื่มอีกแก้ว อีกแก้ว และอีกแก้ว
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง คนที่เคยชวนลู่อันดื่ม กลับสลบเหมือด ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เมาจนไม่เหลือความน่าเคารพ
นอกจากเฉินตงจะเมาหัวราน้ำเป็ภาระให้ลู่อันต้องแบกกลับ เขายังไม่ได้จ่ายค่าอาหารอย่างที่ตกลงกันไว้ด้วย สุดท้ายลู่อันก็เป็คนจ่ายทั้งหมด
ลู่อันไม่ติดใจอะไร เดิมเขาก็ไม่ได้้าให้ชายคนนั้นเลี้ยงอยู่แล้ว
ลู่อันพยุงชายตัวโตไปที่รถ
"คุณครับ ถึงรถแล้ว...ส่งกุญแจมา ผมจะขับเอง"
คนที่คอพับก่อนหน้านี้เงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าเป็สีแดงเรื่อ เปลือกตาปิดปรือ ปากขยับเปล่งเสียงพูดอย่างยากลำบาก
"นาย นาย~...มีใบขับขี่ไหม?"
"ไม่มีครับ" ลู่อันยอมรับ "แต่ผมขับรถเป็ เถ้าแก่ที่ร้านขนส่งเคยสอนผมขับรถบรรทุกหลายครั้ง"
เฉินตงโบกมือ "ไม่! ไม่ได้!" เขาพยายามจะเปิดประตู แต่กลับกลายเป็แงะกระจกรถแทน "เอ ทำไมประตูมันเปิดไม่ออกนะ"
ลู่อันกลอกตา "จะขับรถในสภาพแบบนั้นหรือครับ?"
"ใช่!"
"คุณได้ตายก่อนวัยอันควรแน่"
เฉินตงถึงกับยืนขึ้น ทำหน้าไม่พอใจ เดินโอนเอนเข้ามากระชากคอเสื้อลู่อัน "นี่! เด็กไม่มีมารยาท! แช่งฉันเหรอ?!"
"กำลังช่วยต่างหาก"
ในขณะที่เฉินตงกำลังยืนด่ารถของตัวเองว่า เด็กไม่มีมารยาท! ลู่อันเดินออกไปที่ถนน ไม่นานรถที่เขาเรียกผ่านแอปพลิเคชันก็มาถึง
"ไปครับ" ลู่อันพยายามแกะชายตัวโตออกจากรถ
"จะ จะพาฉันไปไหน"
"กลับบ้านครับ ยังจำที่อยู่ได้ไหม?"
เฉินตงพยักหน้า "วันนี้เพิ่งย้ายบ้าน..."
"เหรอครับ? แล้วบ้านอยู่ที่ไหน?"
ร่างกายเฉินตงไหลลงไปนั่งกองกับพื้นทำให้ลู่อันต้องย่อตัวลงนั่งตาม ชายคนนั้นกด ๆ จิ้ม ๆ ที่หน้าจอโทรศัพท์พักหนึ่งก่อนจะหันหน้าจอให้ดู
มันเป็ตำแหน่งแผนที่ที่ถูกบันทึกเอาไว้
หัวคิ้วของลู่อันกระตุก เขามักมีอาการแบบนี้เวลาััได้ถึงเื่วุ่นวายที่จะเกิดขึ้น
เมื่อลองตรวจสอบตำแหน่งที่เฉินตงส่งให้ ลู่อันถึงได้เข้าใจว่าทำไมหัวคิ้วของเขาถึงกระตุก
"นี่มันอะพาร์ตเมนต์ของผมไม่ใช่หรือครับ?"
"ใช่ไง"
"คุณมาอยู่อะพาร์ตเมนต์เดียวกับผมได้ยังไง..." ลู่อันหยุดถาม พอจะรู้แล้วว่านี่ต้องเป็ฝีมือของลู่ซูลี่
ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้แค่ย้ายผู้ช่วยมาอยู่อะพาร์ตเมนต์เดียวกับน้องชาย แต่ยังเลือกห้องที่อยู่ติดกันด้วย
...อำนาจของเงินมันน่ากลัวแบบนี้เองสินะ...
ลู่อันจำเป็ต้องจัดการปัญหาไปทีละอย่าง ตอนนี้เขาควรนำชายขี้เมากลับบ้านก่อนที่เฉินตงจะวิ่งไปหาเื่กับถังขยะใบอื่นอีก
ใช้เวลาพักใหญ่กว่าลู่อันจะยัดเฉินตงเข้าไปในรถรับส่ง เ้าของรถถึงกับต้องลงมาช่วยด้วยอีกแรง ลู่อันยกเบาะหลังให้ชายขี้เมา
เมื่อกลับมาถึงอะพาร์ตเมนต์เฉินตงก็หลับไปแล้ว
ลู่อันต้องไปขอกุญแจห้องของเฉินตงจากผู้ดูแล มันคงจะดีกว่าถ้าอะพาร์ตเมนต์แห่งนี้สร้างลิฟต์ ลู่อันจะได้ไม่ต้องมาเหนื่อยลากชายขี้เมาขึ้นไปบนชั้นสาม
ทั้งสองมาหยุดที่หน้าห้องของเฉินตง
"ถึงแล้วครับ"
"..."
(ไม่มีเสียงตอบรับจากชายขี้เมาที่ท่านเรียก)
ลู่อันถอนหายใจเป็ครั้งที่ร้อยเห็นจะได้ เขาถือวิสาสะไขกุญแจเข้าห้องของเฉินตงโดยพลการ
ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากลับเป็กล่องลังมากมายกองพะเนินเทินทึกอยู่เต็มทางเดิน คาดว่าน่าจะเป็ข้าวของเครื่องใช้ของชายที่เพิ่งย้ายมาใหม่คนนี้
ที่แย่คือกล่องพวกนั้นเกะกะขวางทางเข้า หากจะให้ขนของทั้งหมดออกไปลู่อันคงไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืนเป็แน่
เขาหันไปมองเฉินตงที่นอนแผ่อยู่บนพื้นหน้าประตูห้อง "ช่วยไม่ได้นะ"
สุดท้ายลู่อันตัดสินใจพาชายคนนั้นมาพักที่ห้องของเขาเป็การชั่วคราว อย่างไรเสียห้องของทั้งสองก็อยู่ติดกัน และพรุ่งนี้พวกเขายังต้องไปนำรถที่จอดทิ้งไว้กลับมา เพราะจักรยานของลู่อันก็อยู่ในนั้นเช่นกัน
ลู่อันทิ้งให้เฉินตงนอนบนโซฟาในขณะที่เขาเดินเข้าไปชำระล้างร่างกายให้สะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวเข้านอน
ทว่าตอนที่กลับออกมาที่ห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เขากลับไม่พบร่างสูงบนโซฟา ชายคนนั้นไม่ได้หายไปไหน เขากำลังนอนซุกตัวใต้ผ้าห่มบนเตียงขอลู่อัน
"นี่คุณครับ คุณเป็แขก ไม่ควรมาแย่งเตียงเ้าของห้องนะครับ"
เฉินตงตอบกลับด้วยเสียงกรน
ลู่อันไม่ยอมถูกเอาเปรียบแบบนี้แน่ ต่อให้ต้องเหนื่อย แต่เขาก็เลือกที่จะลากเฉินตงกลับไปที่โซฟาอีกครั้ง
"นอนตรงนี้ เข้าใจไหมครับ"
"Zzzzzzz"
"..."
ลู่อันะโขึ้นเตียงนอน ห่มผ้าห่มหนา ดึงตุ๊กตาหมีตัวโตเข้ามากอด ถึงจะรู้สึกแปลก ๆ ที่มีคนอื่นนอนอยู่ในห้อง แต่เขาจำเป็ต้องนอนเพราะพรุ่งนี้เขายังต้องไปทำงานพิเศษ่เช้าและไปเข้าเรียนใน่บ่าย
ความอบอุ่นจากตัวตุ๊กตาหมีทำให้เปลือกตาของลู่อันค่อย ๆ ปิดลง ไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไป
ในขณะที่นอนลู่อันไม่ได้ฝัน มันคงจะดีกว่านี้ถ้าเขาสามารถไปท่องเที่ยวในความฝันได้เหมือนอย่างคนอื่น ๆ มีเพียงความอบอุ่นที่แทรกเข้ามา ราวกับถูกโอบกอดด้วยวงแขนอบอุ่น ทำให้ร่างกายของลู่อันไม่หนาวอีกต่อไป
หารู้ไม่ว่าความอบอุ่นนั่นไม่ได้มาจากตุ๊กตา แต่เป็ใครบางคนที่ติดหรูอยู่สบาย ไม่คุ้นชินกับเบาะแข็ง ๆ ของโซฟา ทำให้ชายคนนั้นหอบเอาร่างขี้เมาของตัวเองปีนขึ้นมาบนเตียงนอน ซุกตัวอยู่ข้าง ๆ ร่างบางที่กำลังกอดตุ๊กตา
อุณหภูมิของเมืองเทียนเหมินหนาวเย็นขึ้นอีกเมื่อพ้น่เที่ยวคืน ทำให้ชายหนุ่มสองคนที่อยู่บนเตียงต่างโอบกอดกันและกัน คนหนึ่งเข้าใจว่าคนที่กอดคือเหยียนเต๋อคนรักเก่าของเขา ส่วนอีกคนก็เข้าใจว่าสิ่งเล็ก ๆ ที่เขาโอบกอดเป็หมอนข้างนุ่มนิ่มที่อุ่นกว่าปกติ
ด้วยความเข้าใจผิดเช่นนั้นทำให้ทั้งสองนอนกอดก่ายกันจนถึงเช้า
กว่าจะได้สติ รับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น พวกเขาก็แทบจะสิงร่างกันอยู่แล้ว