ก่อนหน้านั้นชั่วครู่…
สายลมหนาวเหน็บพัดหอบเอากลิ่นคาวเืเก่าๆที่แห้งกรังและกลิ่นควันไฟค้างคืน เข้ามาปะทะใบหน้าคมเข้มของแม่ทัพใหญ่แห่งหลงเฉิง “กู้เทียนอี้”
เขายืนตระหง่านอยู่บนเนินดินสูง เบื้องหน้าคือทัศนียภาพที่ชวนให้หายใจไม่ทั่วท้อง... กำแพงเมืองจินหลิงที่ทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา กำแพงหินสีทองหม่นที่ดูราวกับสัตว์ร้ายกำลังหมอบคลาน
มันขึ้นชื่อลือชาในหมู่ทหารผ่านศึกว่าเป็ “กำแพงกินคน” หรือไม่ก็ “สุสานแม่ทัพ” เพราะตลอดสิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีแม่ทัพหน้าไหนข้ามผ่านมันไปได้ หรือแม้แต่จะรอดชีวิตกลับมาได้อย่างไม่พ่ายแพ้พิกลพิการ
แต่วันนี้... มันจะกินเขา หรือเขาจะพังมันให้ราบเป็หน้ากลอง ก็จะได้รู้กัน!
ชุดเกราะที่กู้เทียนอี้สวมใส่นั้นเป็สีดำสนิทอมประกายเงิน แผ่นเหล็กกล้าแต่ละชิ้นถูกตีและซ้อนทับกันอย่างประณีตแ่า ยามต้องแสงตะวันรำไร มันจะส่องประกายวิบวับดุจดวงดาวโลหะในราตรีอันมืดมิด นี่คือสัญลักษณ์อันน่าเกรงขามของ “กองทัพดาราเหล็ก” (鐵星軍) กองพลไร้พ่ายที่เขาฟูมฟักมากับมือ
“ท่านแม่ทัพ!”
เสียงเรียกตื่นตระหนกดังแทรกเสียงลม ฉีหยาง รองแม่ทัพหนุ่มควบม้าฝ่าฝุ่นทรายเข้ามาหยุดเทียบข้าง ใบหน้าของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าและฝุ่นดิน หายใจหอบถี่ด้วยความเร่งรีบ
“หน่วยหน้าเตรียมบันไดเมฆและรถกระทุ้งประตูพร้อมแล้วขอรับ... แต่...” ฉีหยางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาเหลือบมองไปที่ยอดกำแพงเมือง
“ทัพฟ้าไร้เมฆาของพวกมันเริ่มขยับแล้วขอรับ บนเชิงเทินนั่น... ข้าเห็นประกายหัวลูกศรระยิบระยับจนแทบไม่มีที่ว่าง พวกมันเตรียมการต้อนรับเราไว้ชุดใหญ่เต็มอัตราแน่”
กู้เทียนอี้ไม่ได้หันมามองคู่สนทนา ั์ตาคมกริบยังคงจ้องเขม็งไปยังประตูเมืองด้านตะวันออก ด่านสุดท้ายที่ขวางกั้นระหว่างเขากับคูเมือง และเป็ปราการด่านหน้าก่อนจะล้วงเข้าไปควัก “หัวใจ” ของจินหลิงออกมา
“ขยับก็ให้มันขยับไปสิ” น้ำเสียงของแม่ทัพใหญ่ราบเรียบ แต่หนักแน่นดุจหินผา “คิดว่าข้าพาทหารมาเดินเล่นชมดอกไม้หรืออย่างไร?”
“แต่ท่านแม่ทัพ...”
“สิบปีที่ผ่านมา เราเสียพี่น้องกองทัพอื่นๆไปมากพอแล้ว เืที่ทาบนกำแพงนั่นขัดเท่าไหร่ก็คงไม่ออก” กู้เทียนอี้เอ่ยแทรก สายตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นที่น่ากลัว
“ข้ารับคำสั่งมาแล้ว และวันนี้ข้าต้องรู้ให้ได้ว่า ใครกันแน่ที่ชักใยสั่งให้าบ้าๆ นี่ลากยาวไม่จบไม่สิ้น... และใครกันแน่ที่มีความสามารถมากพอจะจบมันลงในวันนี้ เป็ข้าหรือเป็องค์ชายสามแห่งจินหลิง”
ฉีหยางชะงักคำพูดที่เตรียมจะคัดค้าน เมื่อได้เห็นแววตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟแค้นและปริศนาบางอย่างของท่านแม่ทัพ เขาก็รู้ทันทีว่าไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้งบุรุษผู้นี้ได้อีกแล้ว จึงทำได้เพียงก้มศีรษะคำนับ
“รับทราบ! ข้าน้อยจะไปสั่งการเดี๋ยวนี้!”
เมื่อรองแม่ทัพจากไป ความเงียบสงัดก็โรยตัวลงมาชั่วขณะ กู้เทียนอี้สูดลมหายใจลึก เอื้อมมือขวาไปจับด้ามกระบี่ที่พาดอยู่กลางหลัง กระบี่ดาราเหล็ก ที่ตีจากอุกกาบาตทมิฬ ใบมีดคมหนา สีเงินหม่น ไร้ประกายแต่เปี่ยมด้วยรังสีสังหาร
วินาทีที่ปลายนิ้วััความเย็นเยียบของด้ามกระบี่ เขาก็หลับตาลงเพียงชั่วอึดใจเพื่อรวบรวมสมาธิ... แต่แล้ว ในความมืดมิดหลังเปลือกตานั้น ภาพบางอย่างกลับแล่นเข้ามาจู่โจมเขาราวกับสายฟ้า
...ภาพของทิวเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกขาว... กลิ่นดอกท้อจางๆ ที่ลอยมาตามลม... “เ้าศิษย์พี่คนโง่! ท่าร่างแค่นี้ก็จำไม่ได้หรือ?” เสียงหัวเราะสดใสของเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังกังวาน ก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท เสียงที่คอยพร่ำบอกเขาว่า... “อย่าดื้อนักเลยน่า”
ภาพนั้นเลือนรางราวกับภาพวาดที่ถูกน้ำหกใส่ แต่ความรู้สึกอุ่นวาบที่กลางอกกลับชัดเจนจนน่าใ
วูบ!
ทันใดนั้น ทุกอย่างก็ดับวูบลงเหมือนหมอกควันที่ถูกลมพายุพัดกระเจิง กู้เทียนอี้ลืมตาโพลงขึ้นอีกครั้ง ภาพเด็กหนุ่มในความทรงจำหายวับไป เหลือเพียงภาพกำแพงเมืองศัตรูที่ตั้งตระหง่าน แววตาที่เคยสั่นไหววูบหนึ่งกลับมาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งพันปีดังเดิม
“เื่นี้เอาไว้ทีหลังเถอะ...” เขาพึมพำกับตนเอง ก่อนจะชูมือขวาขึ้นสูงเหนือศีรษะ กำหมัดแน่น
“ส่งสัญญาณ... บุก!!!”
ทันทีที่สิ้นเสียงตวาด กลองศึกของทัพหลงเฉิงนับร้อยใบก็ถูกรัวกระหน่ำพร้อมกัน
“ตึง! ตึง! ตึง!!!”
เสียงกลองดังกัมปนาทประสานไปกับเสียงแตรเขาสัตว์ยาวเหยียดที่เป่าร้องโหยหวนราวกับเสียงคำรามของัโบราณที่ตื่นจากการจำศีล
“ฆ่าให้หมด!!!”
เสียงโห่ร้องของทหารนับแสนดังก้องะเืเลื่อนลั่น กองทัพดาราเหล็กเคลื่อนพล! ม้าศึกหุ้มเกราะนับพันตัวตะบึงกีบเท้าลงบนพื้นดินจนแผ่นธรณีสั่นะเื เืในกายทหารทุกนายเดือดพล่าน ฝุ่นควันตลบอบอวลลอยขึ้นเป็ม่านสูงเสียดฟ้า บันไดปีนกำแพงถูกหามวิ่งดาหน้าเข้าไปอย่างไม่กลัวตาย ทหารโล่เหล็กแปรขบวนเข้ามาชิดกันแ่าราวกับกำแพงเหล็กเคลื่อนที่ได้
และเบื้องบน... บนยอดกำแพงจินหลิงที่เสียดแทงท้องฟ้า เหล่าทหารแห่ง กองทัพฟ้าไร้เมฆา ภายใต้การนำขององค์ชายสาม ก็ง้างสายธนูจนสุดแขน รอคอยจังหวะที่จะปลิดิญญาผู้รุกราน
าที่แท้จริง... ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว!