ผ่านวันคืนสุดทรหดไปอย่างรวดเร็วข่าวการฆ่าตัวตายของคนร้ายแพร่หลายไปทั่วอังกฤษราวกับระลอกคลื่นที่ซัดโถมกระหน่ำเข้าฝั่งพวกตำรวจได้รับการยอมรับจากสังคมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเจสันอดจะยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าเปี่ยมสุขของแฟรงค์ที่ยิ้มออกมาไม่หุบเมื่อปิดคดีลงได้อย่างแล้วเสร็จ
ในเมื่อคดีได้ปิดตัวลงอย่างบริบูรณ์เสียแล้วหน้าที่ต่อไปของเจสันเหลือเพียงการจัดการปัญหาหัวใจของตัวเองที่คั่งค้างเอาไว้ชั่วขณะ
เขาร้อนรนหลังจากส่งข้อความนัดคริสไปด้วยหัวใจที่ระส่ำระส่ายกลัวว่าเธอจะไม่ตอบข้อความกลับแต่ผิดคาดที่เธอตอบตกลงมาทันที เขานัดเธอเกี่ยวกับสถานที่พร้อมเวลานัดอีกครั้งหนึ่งหัวใจที่แป้วเริ่มสูบฉีดอีกครั้งอย่างเริงร่าตั้งหน้าตั้งตารอจนอดหลับอดนอนเกือบทั้งคืน
“เอาล่ะแบบนี้คงเหมาะแล้วล่ะมั้ง?”
เจสันที่กำลังยืนอยู่หน้ากระจกเซตผมที่ปรกปิดหน้าผากเสยขึ้นพร้อมหวีผมจนเรียบแปล้ มองสภาพตัวเองในชุดสูตรสีกรมที่ทับชุดแขนยาวสีขาวเอาไว้อย่างมั่นอกมั่นใจ
เมื่อสำรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายจนดีแล้วก็เหลือบไปมองนาฬิกาตรงฝาผนังบ่งบอกใกล้ถึงเวลานัดเพียงชั่วอึดใจเดียวแล้ว
เขาตรงดิ่งทำท่าจะออกมาจากบ้านขณะที่กำลังบิดลูกบิดออกบังเอิญมีมือแห้งกรังกำลังจะเอื้อมบิดประตูจากด้านนอกเช่นกันใบหน้าของทั้งสองประจันกันอย่างกระชั้นชิด เจสันมองอีกฝ่ายเพียงชั่ววินาทีสีหน้าที่เปี่ยมสุขได้แปรเปลี่ยนเป็สีหน้าใทันที
“คะ..คุณปู่!”
ชายร่างสูงใบหน้าซูบตอบอมยิ้มออกมาก่อนจะเข้าสวมกอดชายหนุ่มที่เรียกเขาว่าปู่ฝ่ายโดนกอดได้แต่อึ้งตลึงไปชั่วขณะกอดจะสวมกอดตอบชายแก่อย่างดีอกดีใจ
“ไม่เจอกันนานเลยนะหลานรัก”
หลังจากผละออกจากกันชายแก่เดินเข้ามาข้างในห้องพร้อมถือถุงพะรุงพะรังมาวางกองไว้เจสันรีบเดินตามเข้ามาข้างใน
“คุณปู่กลับมาทั้งทีทำไมถึงไม่บอกผมก่อนล่ะครับ”
“ฉันไม่อยากให้แกต้องลำบากแบกหน้าไปรับฉันนะสิเดี๋ยวจะวุ่นวายแกเสียเปล่า”
เจสันอดที่จะทำแก้มป่องแง่งอนเสียไม่ได้แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้ทันทีว่าเขามีธุระที่จะต้องไปทำ เขาเริ่มแสดงอาการเลิ่กลั่กทันที
“เอ่อ..คุณปู่ผมมีธุระจะต้องไปทำ ยังไงก็...”
“หือมีนัดกับสาวสินะ?”
“มะ..ไม่ใช่ครับเอ่อ..”
“ไม่ต้องมาทำเฉไฉเสียหรอกนาแค่ดูการแต่งตัวของแกปู่ก็พอจะดูออกแล้วล่ะ ไปเถอะอย่างน้อยปู่ก็ดีใจที่แกเดินหน้าต่อไปได้แล้ว ไอวี่เองก็คงจะยินดีกับแกเหมือนกันปู่คิดแบบนั้น”
ทั้งสองจ้องหน้ากันนิ่งถึงจะไม่พูดอะไรอีกแต่ความรู้สึกและผูกพันของทั้งสองก็สื่อถึงกันอย่างลึกซึ้งแทบจะทำเอาเจสันหลั่งน้ำตาออกมาจนต้องหันหน้าหนี
“ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
พูดเสร็จเจสันก็รีบจ้ำอ้าวออกมาทันทีเขาเดินดุ่มๆไปตามทางเดินที่ขนัดแออัดไปด้วยรถราที่ติดเนืองแน่นอยู่เต็มถนน
หลังจากขึ้นรถบัสมาประมาณยี่สิบนาทีก็มาถึงแถบชายทะเลแห่งหนึ่งเจสันเดินลงมาจากรถพร้อมดูนาฬิกาอีกรอบก่อนจะเดินไปยังบริเวณจุดนัดพบตรงป้ายสถานที่
“งืม”
เขางึมงำออกมาพร้อมสอดส่ายสายตามองหาเพียงไม่นานก็พบร่างบางของหญิงสาวที่กำลังยืนโดดเดี่ยวในชุดราบเรียบเขารีบเดินเข้าไปทักทันที
“รอนานมั้ยครับคุณผู้หญิง”
ร่างบางหันมามองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยใบหน้าไม่สามารถบ่งบอกอารมณ์ของเธอได้อย่างเด่นชัดทำเอาเขาถึงกับชะงักกึกไปชั่วครู่
“มีอะไรถึงนัดฉันมาที่นี่หรือเปล่าคะ?”
ช่างเป็การพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชาเสียนี่กระไรทำเอาเจสันเริ่มใจแป้วขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เขาแค่นยิ้มออกมาก่อนจะพยักเพยิกตอบ
“อะไรกันถ้าไม่มีธุระสำคัญแล้วจะขอพบคุณไม่ได้อย่างนั้นเหรอครับ?”
“ไม่ได้หมายความอย่างนั้นหรอกค่ะ”ถึงเธอจะยิ้มออกมาหลังพูดจบแต่เจสันคิดว่ามันช่างเป็ยิ้มที่แสนเ็าเสียจริง
“ผมพยายามติดต่อคุณไปหลายครั้งแต่ปรากฏว่าคุณไม่ได้รับสายของผม”
“พอดี่นี้ฉันงานยุ่งนิดหน่อยค่ะ”
“อะ..อย่างงั้นเหรอครับ”
บรรยากาศเริ่มชวนอึดอัดอีกครั้งเจสันพยายามชักชวนหญิงสาวให้เดินตามเขามาตามทางเดินลาดยาวซึ่งนำไปสู่ผืนทะเลสีฟ้าใสฉาบทอด้วยแสงอาทิตย์ยามอัสดงจนเหมือนกับกำลังส่องสว่างเปล่งประกายสวยงามฝูงคนค่อนข้างบางตากว่า่เช้า ส่วนใหญ่เวลานี้จะเป็เวลาสำหรับพวกคู่รักที่เที่ยวจับมือถือแขนเดินชมบรรยากาศพลอดรักกันอย่างสนุกสนาน
“ทะเลที่นี่สวยจังเลยนะครับคุณว่ามั้ย?”
“ค่ะ”
น้ำเสียงของเธอยังคงดังเดิมเขาพาเธอมาตามทางที่มีบันใดขึ้นสู่ชะแง่งหินซึ่งเป็จุดชมวิวที่สูงและสวยที่สุดของที่นี่มีดอกไม้สีแดง ม่วง ส้ม มากมายหลายสีปลูกเรียงเอาไว้ตลอดทางเดินขึ้นสู่จุดชมวิวพอโผล่พ้นขึ้นมา้าสุดก็ปรากฏผืนทะเลเบื้องล่างที่ห่างออกไปไกลที่สามารถมองเห็นได้ไกลสุดลูกหูลูกตาฝูงนกกำลังโบยบินผ่านหมู่เมฆเป็ฝูงเพื่อกลับรัง เรือประมงหลายลำแล่นออกสู่น่านน้ำไปเป็พรวน
“สวยจังเลย”
เจสันเหลือบมองหญิงสาวที่เผลอพูดออกมาอย่างไม่รู้ตัวใบหน้าครึ่งซีกของเธอที่มีแสงแดดยามบ่ายส่องทอประกายจนใบหน้าที่สวยงามเริ่มเปล่าประกายยิ่งขึ้นกว่าเดิม
หัวใจของชายหนุ่มเริ่มเต้นตึกตักขึ้นมาอย่างไร้ทางต่อต้านเขารีบข่มความรู้สึกเอาไว้ไม่เช่นนั้นเขาอาจหลุดพลั้งเผลอพูดอะไรบางอย่างออกไปเป็แน่
“่นี้งานข่าวของคุณเป็ยังไงบ้าง?”
“หืม? เื่นั้นวันนี้ค่อนข้างวุ่นกว่าปกติเลยล่ะค่ะไม่นึกเลยว่าคนร้ายที่ก่อเื่ทั้งหมดจะเป็คนที่ฉันเคยพบเคยเจอมาก่อนไม่นึกเลยว่าคนน่าสงสารแบบเขาจะกล้าก่อเหตุแบบนี้ขึ้นมาได้”
คริสนึกถึงใบหน้าของชายภารโรงที่เธอได้พบเจอกันอย่างไม่คาดคิดด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยหลังจากได้ข้อมูลมาเธอกลับรู้สึกว่าเขาช่างเป็คนที่น่าสงสารเหลือเกิน แต่เธอเองก็ไม่เห็นด้วยในการกระทำซึ่งเกินกว่าเหตุแบบนี้เช่นกันความสงสารและความถูกต้องเข้าต่อต้านกันจนจิตใจฟุ้งซ่านไปหมด
“ทุกคนก็มีเื่ที่หนักใจของตัวเองเหมือนกันหมด”
“คะ?”
“ไม่ว่าจะเป็คนรวยหรือจนคนดีหรือไม่ ทุกคนต่างก็มีความหนักใจได้ทั้งนั้น ผมไม่อาจที่จะพูดได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเป็ความผิดของเขาทั้งหมดทุกอย่างมันมีตัวแปรที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมา หากไม่มีตัวแปรที่ทำให้เขาเกิดความวิตกกังวลขึ้นมาก็คงไม่เกิดเื่นี้ขึ้นผมเองก็คิดว่าเขาช่างเป็คนที่น่าสงสารเสียจริง แต่ในเมื่อเขาได้เลือกทางเดินของเขาแล้วก็มีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่จะยุติปัญหาของตัวเองได้”
สายลมหน้าหนาวพัดสาดกระทบร่างจนหนาวเหน็บทั้งสองกระชับชุดคลุมไว้แน่น เจสันหันหน้าเอาจริงเอาจังมองมาทางคริส
“คุณรู้มั้ยที่นี่เป็ที่ๆผมเคยมากับไอวี่ แฟนของผม”
“...”
ใบหน้าที่เคยเย็นะเืเริ่มปรากฏได้เด่นชัดยิ่งกว่าเดิมแต่เจสันไม่สนใจ เอ่ยคำพูดพรรณนาต่างๆออกมาอย่างน้ำไหลไฟดับ
“ใบหน้าของคุณช่างคล้ายคลึงกับเธอเสียจริง”
“พอเถอะค่ะฉันรู้..”
“ตอนแรกที่ผมเข้าหาคุณอาจจะเพียงแค่เพราะเวลาที่ผมจ้องมองคุณมันเหมือนได้สะท้อนเห็นไอวี่ออกมาจากตัวคุณ”
“...”
“แต่พอได้ใช้เวลาร่วมกับคุณมันทำให้ผมได้เข้าใจทั้งหมดว่าที่ผมคิดไว้นั้นมันผิดเสียถนัดจนผมเหมือนเป็ตัวบัดซบเสียจริง”
เสียงธรรมชาติรอบข้างยังคงบรรเลงต่อไปราวกับเสียงเพลงที่ดังคลอสร้างบรรยากาศโดยรอบคอยเอาใจช่วยอย่างลุ้นระทึก
“ผมไม่รู้ว่าคุณจะคิดเหมือนผมบ้างหรือเปล่าแต่ทุกครั้งที่ผมได้อยู่ใกล้คุณ ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำมันทำให้ผมมีความสุขมากเสียจนพูดออกมาได้ไม่หมด ผมไม่รู้ว่านี่มันคือสิ่งที่เขาเรียกว่ารักหรือเปล่าั้แ่ที่ผมเสียไอวี่ไปผมไม่ได้เกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาอีกเลย แต่พอคุณ..คริสพอได้มีคุณเข้ามาในชีวิตของผม ความรู้สึกต่างๆที่ได้ตายด้านมาตลอดมันเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่ง...”
พูดได้เพียงเท่านี้หยาดน้ำตาของลูกผู้ตายก็ไหลลงอาบแก้มรู้สึกจุกตรงลำคอจนพูดออกมาไม่เป็ประโยค มือไม้เริ่มสั่นไหวไปตามอารมณ์ ภาพหญิงสาวตรงหน้าเริ่มฝ้าฟางเพราะถูกหยาดน้ำตาบดบัดทัศนียภาพแต่หากเขาไม่ได้ตาฝาดไป รู้สึกได้ว่าตัวของเธอกำลังสั่นเทิ้ม ใบหน้ายับยู่ยี่เพราะพยายามข่มน้ำตาไม่ให้ไหลเจสันแทบจะคิดว่าตาของเขาคงฝาดไปจริงๆ
“เจสัน...”คริสเอ่ยออกมาเสียงแ่เบา
“ผะ..ผมชอบคุณผมชอบคุณจริงๆนะคริส”
สิ้นคำพูดเขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักตัวที่โถมทับเขามาจากดานหน้าคริสซึ่งเคยยืนห่างจากเขาไปหลายเมตรได้วิ่งเข้ามาสวมกอดเขาอย่างแรงความรู้สึกอบอุ่นห้อหุ้มร่างกายและจิตใจของเจสันเอาไว้จนเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเขาหลับตาพริ้ม
“ผมชอบคุณจริงๆ!”
“ฉะ..ฉันเองก็ชอบคุณเหมือนกันค่ะเจสัน”
เสียงของเธอสะอื้นไม่ต่างกันได้ยินเสียงหัวใจเต้นดังออกมาทะลุอก แต่ไม่รู้เหมือนกันว่ามันออกมาจากตัวเขาหรือจากตัวหญิงสาวกันแน่หรือบางทีอาจจะมาจากตัวทั้งคู่เลยก็ได้
“จริงเหรอ?”
“...”
เธอไม่ตอบแต่งุดหน้าลงบนหน้าอกของเจสันอย่างเขินอายที่จะตอบถึงแม้เธอจะไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมามากกว่านี้แต่ความรู้สึกอบอุ่นที่ส่งผ่านมาจากตัวเธอก็มากพอที่จะทำให้เจสันรู้สึกดีใจปนโล่งอกออกมาราวกับโลกที่ได้มลายหายไปแล้วได้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง
“คุณจะไม่พูดอะไรจริงๆเหรอ?”
“ไม่ค่ะ”
“หึๆ”
ทั้งสองสวมกอดกันอย่างกลมกลืนท่ามกลางดวงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้าแต่ถึงความสว่างจะค่อยๆเลือนมลายหายไปแต่ความสว่างภายในหัวใจของทั้งสองกำลังเปล่งประกายราวกับมันพึ่งได้เริ่มต้นขึ้นเพียงเท่านั้น