เสียงนาฬิกาปลุกจากสมาร์ตโฟนดังขึ้นในความมืดสลัวของเช้าวันจันทร์ มินตราช้อนเปลือกตาขึ้นอย่างเหนื่อยอ่อน ดวงตากลมโตคู่นั้นยังคงบวมช้ำเล็กน้อยจากหยาดน้ำตาที่ไหลรินเกือบตลอดทั้งคืน เด็กสาวพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงแคบ ๆ ในห้องพัก พลางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างที่สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาบางเบา ท้องฟ้าสีเทาครึ้มสอดรับกับความหม่นหมองในหัวใจของเธอในเวลานี้ได้อย่างพอดี
เธอก้าวเดินไปยังห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา ภาพสะท้อนในกระจกเงาเผยให้เห็นใบหน้าที่ดูซีดเซียวและไร้ชีวิตชีวา มินตราสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกพลังกายและสติที่แตกซ่านให้กลับคืนมา วันนี้เธอมีภารกิจสำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จ นั่นคือการสร้างกำแพงระยะห่างระหว่างตัวเธอกับคุณปกป้อง หัวหน้าแผนกการตลาดที่เป็รักแรกของเธอและเป็ผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว
เด็กสาวเปิดตู้เสื้อผ้าพลางเอื้อมมือไปหยิบขวดโลชั่นกลิ่นแป้งเด็กผสมพีชที่เคยทาอยู่ทุกวัน กลิ่นหอมหวานอ่อนละมุนที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้เธอเสมอ มินตราจ้องมองขวดสีชมพูหวานในมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจวางมันกลับลงที่เดิมแล้วหยิบโลชั่นสูตรไร้น้ำหอมธรรมดาขึ้นมาทาแทน เธอเลือกเสื้อผ้าโทนสีเข้มและเรียบง่ายที่สุด เสื้อเชิ้ตคอปกสีน้ำเงินเข้มตัวหลวมและกางเกงสแล็กสีดำทรงสุภาพ กระโปรงทรงเอสั้นเหนือเข่าที่เคยสวมถูกเก็บลึกเข้าไปในตู้ มินตรายังรวบผมยาวสลวยของตนขึ้นแล้วเกล้าเป็มวยเรียบร้อยไว้ด้านหลัง เพื่อลดทอนความเป็เด็กและพยายามทำให้ดูเป็ผู้ใหญ่และเป็ทางการมากขึ้น
เธอ้าเป็เพียงพนักงานระดับปฏิบัติการคนหนึ่งที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองอย่างไร้ตัวตนที่สุด
มินตราเดินทางมาถึงออฟฟิศั้แ่เช้าตรู่ก่อนเวลางานเกือบหนึ่งชั่วโมง แผนกการตลาดในเวลาแปดโมงเช้าช่างเงียบสงบ แสงไฟส่วนกลางยังเปิดไม่ครบทุกดวง เด็กสาวเดินไปที่โต๊ะทำงานของตนเอง วางกระเป๋าลงก่อนจะก้าวเดินไปยังห้องแพนทรีเพื่อชงเครื่องดื่มร้อน ๆ หวังว่าคาเฟอีนจะช่วยบรรเทาอาการมึนศีรษะจากการนอนไม่หลับได้บ้าง
กลิ่นหอมกรุ่นของผงกาแฟคั่วบดลอยอบอวลอยู่ในอากาศ มินตราใช้ช้อนคนน้ำตาลในแก้วกระดาษช้า ๆ เสียงช้อนกระทบขอบแก้วดังคลอเคล้าไปกับเสียงเครื่องทำน้ำร้อนที่ส่งเสียงครางแ่เบา ในหัวของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับภาพััอุ่นร้อนของฝ่ามือใหญ่ที่ทาบทับลงมาบนหลังมือของเธอเมื่อวันศุกร์ ััที่ปลุกเร้าอารมณ์เสน่หาและทิ้งรอยรักฝังลึกไว้ในความรู้สึก
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่ก้าวเดินตรงเข้ามายังห้องครัวทำให้นิ้วมือที่กำลังคนแก้วน้ำชะงักกึก กลิ่นน้ำหอมแนวไม้ผสมยาสูบอันอบอุ่นและลุ่มลึกที่ลอยล่องมาก่อนตัวส่งสัญญาณเตือนภัยในใจให้กรีดร้อง มินตรารู้สึกว่าหัวใจดวงน้อยเต้นตูมตามขึ้นมาทันทีโดยไม่อาจควบคุม
เป็พี่ป้อง… ชายหนุ่มวัยสี่สิบที่ก้าวเข้ามาในห้องแพนทรีพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ
วันนี้เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตทำงานสีเทาเข้มเนี้ยบกริบ ทรงผมจัดแต่งเป็ระเบียบ ใบหน้าคมคายยังคงดูสุขุมและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ดึงดูดของผู้ใหญ่ ั์ตาคมปลาบของเขาตวัดมองสบตากับเธอทันทีที่ก้าวพ้นขอบประตู แววตาของเขาวูบวาบและมุมปากหยักโค้งขึ้นน้อย ๆ คล้ายจะส่งยิ้มและเอ่ยทักทายเหมือนเช่นทุกเช้า
มินตรารีบก้มหน้าลงต่ำเพื่อหลบเลี่ยงสายตาคู่นั้นทันที เธอขยับตัวชิดเคาน์เตอร์ครัวเพื่อเปิดทางให้เขาเดินผ่าน พลางเอ่ยคำทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบและห่างเหิน
“สวัสดีค่ะ… คุณปกป้อง”
คำสรรพนามที่เปลี่ยนไปทำเอาปกป้องชะงักเท้าที่กำลังก้าวเดินทันที ชายหนุ่มค้างมือที่กำลังจะเอื้อมหยิบแก้วน้ำของตนเอง ั์ตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย จ้องมองแผ่นหลังบอบบางของเด็กสาวที่รีบยกแก้วกาแฟขึ้นถือแล้วก้าวเดินสวนออกจากห้องแพนทรีไปโดยไม่แม้แต่จะรอฟังคำตอบรับหรือหันกลับมามองเขาอีกเลย
ปกป้องเม้มริมฝีปากแน่น แววตาสั่นไหวด้วยความไม่เข้าใจ ท่าทางของมินตราในวันนี้ช่างเ็าและห่างเหินราวกับเป็คนละคนกับเด็กสาวที่เคยจ้องมองเขาด้วยสายตาวิบวับและสั่นระริกคนเดิม
ชายหนุ่มยืนมองแก้วน้ำร้อนในมืออยู่ครู่ใหญ่ พลางลอบถอนหายใจออกมาแ่เบา ความรู้สึกสับสนแล่นริ้วเข้ามาในอกอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ปกติแล้วเขาคือผู้ถือไพ่เหนือกว่าในทุกสถานการณ์ แต่คราวนี้กระแสความเงียบงันของมินตรากลับทำให้เขาเป็ฝ่ายกระวนกระวายใจขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด
มินตราเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานของตนเอง วางแก้วกาแฟลงพลางทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยสองขาที่ยังคงสั่นเทา เธอรู้ดีว่าคำทักทายและท่าทีที่ห่างเหินเมื่อครู่น่าจะทำให้พี่ป้องรู้สึกตัวแล้ว แต่นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุดที่เธอควรทำ เพื่อดึงตัวเองออกมาจากความสัมพันธ์ที่ไม่มีวันสมหวังและเต็มไปด้วยความผิดศีลธรรมนี้
ตลอดทั้งวัน บรรยากาศภายในแผนกการตลาดเต็มไปด้วยความตึงเครียดเงียบงัน มินตราสร้างกำแพงระยะห่างขึ้นมาอย่างเด็ดขาด ทุกครั้งที่ปกป้องเรียกคุยงานหรือตรวจเอกสาร มินตราจะรักษาระยะห่างของร่างกายไว้อย่างเคร่งครัด เธอจะยืนห่างจากโต๊ะทำงานของเขาอย่างน้อยหนึ่งเมตรครึ่ง ถือเอกสารแนบอก และวางมันลงบนโต๊ะแทนการส่งให้ถึงมือโดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงการััปลายนิ้วแบบครั้งก่อน ๆ
“เอกสารงบประมาณส่วนนี้ มินต์ตรวจสอบข้อมูลและแก้ไขรายละเอียดตามที่แจ้งเรียบร้อยแล้วค่ะคุณปกป้อง ถ้าไม่มีงานอื่นให้มินต์ทำเพิ่ม มินต์ขอตัวกลับไปทำงานที่โต๊ะก่อนนะคะ”
น้ำเสียงที่ราบเรียบไร้โทนเสียงขึ้นลงเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ ทำให้ปกป้องทำได้เพียงพยักหน้ารับคำเรียบ ๆ แววตาคมกริบคอยจับจ้องมองตามร่างบางที่เดินห่างออกไปทุกฝีก้าวด้วยความรู้สึกหงุดหงิดลึก ๆ ในใจ เขาพยายามหาจังหวะชวนคุยเื่อื่น แต่ท่าทีที่เป็ทางการและเว้นระยะของเธอทำให้เขาไม่มีโอกาสก้าวข้ามขอบเขตหน้าที่การงานได้เลย
แต่ความอึดอัดที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองกลับไม่อาจรอดพ้นสายตาของพนักงานคนอื่น ๆ ในแผนกไปได้
ที่โต๊ะทำงานฝั่งตรงข้าม แพรว รุ่นพี่สาววัยสามสิบสองปีที่ทำงานมานานและชอบสังเกตพฤติกรรมของคนในออฟฟิศ กำลังนั่งหมุนปากกาในมือเล่นอย่างเนิบช้า สายตาคมจิกคู่นั้นคอยกวาดมองสลับไปมาระหว่างห้องทำงานกระจกของปกป้องกับโต๊ะทำงานของพนักงานใหม่อย่างมินตราด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
แพรวสังเกตเห็นความผิดปกติมาั้แ่สัปดาห์ก่อน สายตาแปลก ๆ ที่ลอบส่งให้กันระหว่างหัวหน้าแผนกกับเด็กใหม่คนนี้มันดูมีพิรุธจนหล่อนเก็บไปคิด และพอมาวันนี้ ความห่างเหินที่จงใจจนเกินพอดีและการหลบเลี่ยงสายตาอย่างผิดธรรมชาตินั้น ยิ่งทำให้แพรวรู้สึกว่าต้องมี ‘อะไรบางอย่าง’ เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองอย่างแน่นอน
รุ่นพี่สาวเหยียดยิ้มบาง ๆ หล่อนลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงเข้ามาคุยงานกับมินตราที่โต๊ะทำงานทันที
“มินต์จ๊ะ… ช่วยหาไฟล์สรุปผลตอบรับกิจกรรมโปรเจกต์เก่าตรงนี้ให้พี่หน่อยสิ พอดีพี่ค้นในไดรฟ์รวมของแผนกแล้วหาไม่เจอเลยจ้ะ” แพรวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็มิตร ทว่าแววตากลับจ้องมองใบหน้าหวานของรุ่นน้องเขม็งเพื่อจับผิด
“ได้ค่ะพี่แพรว เดี๋ยวมินต์ลองค้นในโฟลเดอร์สำรองข้อมูลให้นะคะ” มินตราตอบรับเสียงเรียบ ก้มหน้าพิมพ์แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างตั้งอกตั้งใจเพื่อเลี่ยงการสบตา
แพรวแสร้งทำเป็โน้มตัวลงมาใกล้ พิงสะโพกกับขอบโต๊ะทำงานของมินตรา ก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบเบา ๆ “่นี้มินต์ดูเงียบ ๆ ไปนะจ๊ะ… มีเื่เครียดอะไรในใจหรือเปล่า? หรือว่าทำงานกับคุณปกป้องแล้วอึดอัดใจ?”
คำถามตรง ๆ ของแพรวทำเอามินตราสะดุ้งวาบในอก ปลายนิ้วมือที่จับแป้นพิมพ์เย็นเฉียบขึ้นมาทันที เด็กสาวรีบปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้ปกติที่สุดก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะพี่แพรว มินต์ก็ทำงานตามปกติค่ะ ่นี้งานตัวเลขนโยบายใหม่ค่อนข้างเยอะ มินต์เลยต้องใช้สมาธิมากหน่อยค่ะ”
“เหรอจ๊ะ… แต่พี่เห็น่นี้เราดูไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้คุณปกป้องเหมือนแต่ก่อนเลยนี่นา ปกติพี่เห็นคุณปกป้องเขาเอ็นดูเราเป็พิเศษ ป้อนงานสำคัญให้ตลอด ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงได้ทำตัวห่างเหินเหมือนคนแปลกหน้าแบบนี้ล่ะจ๊ะ?” แพรวยิ้มมุมปาก ั์ตาคมกริบราวกับใบมีดโกน “รู้ไหมจ๊ะมินต์ ในออฟฟิศน่ะ ข่าวลือมันแพร่กระจายเร็วกว่าฝุ่นซะอีกนะ โดยเฉพาะเื่ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง… ถ้าไม่มีอะไรจริง ๆ ก็ทำตัวให้เป็ปกติเถอะจ้ะ คนอื่นเขาเห็นจะได้ไม่เอาไปพูดกันสนุกปาก พี่เตือนด้วยความหวังดีนะ”
คำพูดที่แฝงแววข่มขู่และจับผิดของรุ่นพี่ทำให้มินตรารู้สึกอึดอัดแน่นในหน้าอกจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นกาแฟรสเข้มจากแก้วในมือของแพรวที่ลอยมาปะทะจมูกทำให้เธอรู้สึกเวียนหัวลึก ๆ ความกดดันรอบตัวบีบคั้นจนเธอทำได้เพียงพยักหน้ารับคำเบา ๆ
“ค่ะพี่แพรว ขอบคุณสำหรับคำเตือนนะคะ มินต์จะระวังตัวค่ะ”
แพรวยิ้มอย่างผู้ชนะก่อนจะหยิบเอกสารที่มินตราส่งให้แล้วเดินกลับโต๊ะทำงานของตน ทิ้งให้เด็กสาวนั่งตัวสั่นเทาอยู่เพียงลำพัง ความกลัวว่าความลับจะถูกเปิดเผยและความรู้สึกลึก ๆ ที่ต้องต่อสู้กับเพลิงกิเลสในใจบีบคั้นจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาระบายความอัดอั้น
เวลาล่วงเลยไปจนถึง่ค่ำ แสงไฟนีออนในแผนกเริ่มทยอยดับลงทีละดวงเมื่อพนักงานทยอยกลับบ้าน มินตราเก็บของใส่กระเป๋าสะพายอย่างช้า ๆ ร่างกายและจิตใจของเธออ่อนล้าเต็มทีจากการต่อสู้กับแรงดึงดูดตลอดทั้งวัน
ก่อนจะก้าวขาเดินออกจากแผนก สายตาเ้ากรรมกลับทรยศความตั้งใจอีกครั้งด้วยการเหลือบมองไปยังห้องทำงานผนังกระจกของปกป้อง ชายหนุ่มยังคงนั่งทำงานอยู่ท่ามกลางแสงไฟสีส้มสลัวในห้องทำงานส่วนตัว ในจังหวะนั้นเอง ราวกับเขารับรู้ได้ถึงกระแสสายตา ปกป้องเงยหน้าขึ้นมาจากเอกสารทันที
ดวงตาคมกริบของทั้งสองสบตากันผ่านกระจกใสบานใหญ่
มันเป็ชั่ววินาทีที่โลกทั้งใบเงียบสงัด แววตาของมินตราเต็มไปด้วยความเ็ปและตัดพ้อ ขณะที่ดวงตาคมคายของปกป้องกลับลุ่มลึกและเต็มไปด้วยกระแสความไม่เข้าใจปนความน้อยใจอย่างปิดไม่มิด ราวกับเขากำลังตั้งคำถามกับเธอผ่านความเงียบงันว่าเหตุใดเธอถึงต้องสร้างกำแพงกั้นเขาเช่นนี้
มินตราเป็ฝ่ายหลบสายตาก่อนอย่างรวดเร็ว เธอรีบก้มศีรษะลงเล็กน้อยตามมารยาทแล้วหมุนตัวก้าวเดินจากไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งให้ความหนาวเหน็บและความตึงเครียดทางอารมณ์ยังคงอบอวลอยู่ในพื้นที่ทำงานออฟฟิศ ยิ่งพยายามเว้นระยะห่าง ความรู้สึกโหยหาและปั่นป่วนในอกกลับยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับพายุร้ายที่รอวันพัดกระหน่ำทำลายล้างกำแพงของเธอลงในไม่ช้า