แสงแดดอ่อนๆยามบ่ายส่องผ่านกระจกใสของร้านรับถ่ายภาพชื่อดัง ออมนั่งเคียงข้างกับพ่อแม่อยู่บนโซฟานุ่มตัวหนึ่งดวงตาจับจ้องไปที่อัลบั้มภาพตัวอย่างที่วางแผ่ตรงหน้า เธอค่อยๆ เลื่อนดูตัวอย่างรูปถ่ายแต่ละใบด้วยความสนใจทุกภาพที่ช่างภาพถ่ายทอดออกมาล้วนมีเสน่ห์เล่าเื่ราวใน่เวลานั้นเอาไว้
“ลูกสนใจผลงานคนนี้เหรอ ไหนแม่ขอดูหน่อยสิ?” เสียงของแม่ดังขึ้นข้างกาย
ออมไม่ได้ตอบในทันทีแต่เพียงแค่ส่งยิ้มให้พลางเปิดหน้าถัดไปซึ่งเป็ภาพถ่ายที่เน้นแสงเงาอย่างมีชั้นเชิงพ่อที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งวางแก้วกาแฟลงแล้วขยับแว่นสายตาเพื่อพิจารณารูปภาพนั้นอย่างตั้งใจ
“ช่างภาพคนนี้ถ่ายรูปสวยมากนะ ดูเป็ธรรมชาติไม่แต่งเยอะจนเกินไป” พ่อเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม “การจัดวางองค์ประกอบภาพดูไม่ฝืนดูเป็ธรรมชาติเหมือนไม่ได้ตั้งใจถ่าย แต่กลับสื่ออารมณ์ออกมาได้ลึกซึ้ง”
ออมพยักหน้าเห็นด้วยดวงตาเป็ประกายเมื่อเห็นฝีมือของช่างภาพที่ชื่อ...พี่โอ๊ต “ค่ะพ่อหนูซ้อมใหญ่...วันอังคารหน้าแล้ว แม่ลองติดต่อหน่อยนะคะว่า พี่โอ๊ตว่างหรือเปล่า? หนูอยากให้วันสำคัญของเราออกมาดีที่สุด”
แม่หัวเราะเบาๆพลางเอื้อมมือมาลูบศีรษะลูกสาวด้วยความเอ็นดู “ลูกแม่นี่ใจตรงกับพ่อเลยนะพ่อก็อยากให้คนนี้มาถ่ายให้ลูกนั่นแหละ”
2 วันต่อมา...
บรรยากาศภายในสตูดิโอถ่ายภาพวันนี้เต็มไปด้วยความสดใสและเสียงหัวเราะพี่ออม, น้ำ, ดรีมและไข่เจียวแสงไฟสตูดิโอที่สว่างจ้าสะท้อนกับกระจกเงาบานใหญ่รอบห้องออมในชุดครุยเต็มยศยืนอยู่หน้ากระจก เส้นไหมของชุดครุยและตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยบนหน้าอกดูสง่างามและน่าภาคภูมิใจใบหน้าของเธอถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีตเน้นความสวยงามที่เป็ธรรมชาติ ไม่เข้มจัดจนเกินไปนัก
“พี่ออมสวยมาก! ใส่ชุดครุยแล้วดูดีจังค่ะวันนี้พี่ออมของน้องน้ำต้องสวยที่สุดในโลกเลย!” น้ำที่ยืนอยู่ข้างๆเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ดวงตาของน้ำเป็ประกายขณะมองพี่สาวคนสนิทอย่างชื่นชม
“แน่นอนสิ วันนี้เราต้องเก็บภาพสวยๆ ไว้เยอะๆ เลยนะ”ดรีมเสริมขึ้นพร้อมกับจัดแจงท่าทาง “วันนี้ดรีมคิดว่าพี่ออมสวยสุดๆค่ะ”
การถ่ายภายในสตูฯดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แสงไฟและเสียงชัตเตอร์ดังขึ้นเป็จังหวะเริ่มั้แ่ภาพเดี่ยวของออมที่ดูสง่างาม ภาพคู่กับเพื่อนสนิทที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มภาพสามคนและภาพรวมกลุ่มสี่คนที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานทุกครั้งที่ช่างภาพกดชัตเตอร์ ภาพแห่งความสุขก็ถูกบันทึกไว้ทั้งหมด
ในมุมหนึ่งของสตูดิโอไข่เจียวไม่ได้เพียงแค่นั่งรอ แต่เขากำลังทำหน้าที่เป็ช่างภาพจำเป็ กล้องดิจิทัลธรรมดาที่อยู่ในมือของเขาถูกใช้งานซ้ำแล้วซ้ำเล่าเขาพยายามจับจังหวะรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของทุกคนเอาไว้ผ่านเลนส์ของตัวเองเพื่อเก็บเป็ความทรงจำส่วนตัวที่จะไม่มีวันลืม
“มาๆ มาถ่ายรูปกับดรีมหน่อย! พี่ออมด้วยนายไข่เจียวด้วยๆ!” ดรีมเป็คนเริ่มขยับเข้าหากลุ่มเพื่อนเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้เป็อย่างดี
การถ่ายทำในสตูดิโอจบลงด้วยความอิ่มเอมใจแต่ความสนุกยังไม่จบเพียงเท่านี้ ทั้งสี่คนตัดสินใจเดินทางต่อไปยังสวนสาธารณะใกล้ๆเพื่อใช้แสงธรรมชาติและบรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่เป็ฉากหลัง พวกเขาเดินเล่นถ่ายรูป และพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งแสงอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้าเข้าสู่่พลบค่ำอย่างรวดเร็ว
ความเย็นของอากาศยามค่ำคืนเริ่มเข้าปกคลุมท้องฟ้าที่เคยสลัวกลับมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็วลมกรรโชกแรงพัดผ่านยอดไม้จนใบไม้ส่ายไหว เสียงฟ้าร้องคำรามแว่วมาแต่ไกล
“ถ่ายชุดครุยแป๊บเดียว แต่ถ่ายกันเองนี่นานมากเลยนะเนี่ย”ดรีมบ่นปนขำขณะที่พยายามปัดเศษใบไม้ที่หล่นลงมาบนไหล่
ในขณะที่ทั้งสี่คนกำลังเดินอยู่ข้างทางเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านหยดน้ำฝนหยดแรกก็ตกลงกระทบใบหน้าออมตามมาด้วยสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
“เหวอ! ฝนตกหนักมาก! วิ่งเร็ว!” ไข่เจียวะโขึ้น “อะไรจะลงเม็ดได้เร็วขนาดนี้!!”
ทุกคนต่างรีบวิ่งหาที่กำบังอย่างลนลานสายฝนที่สาดซัดเร็วมาก พวกเขาเหลือบไปเห็นป้ายรถเมล์ที่อยู่เบื้องหน้าแต่เมื่อไปถึงก็พบว่ามีผู้คนยืนเบียดเสียดกันอยู่เต็มไปหมดจนแทบไม่มีที่ว่างท่ามกลางความวุ่นวายนั้น มีตู้โทรศัพท์เก่าๆสามตู้ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วตั้งอยู่ข้างๆ ป้ายรถเมล์
ด้วยความไม่มีทางเลือกอีกแล้วทั้งสี่คนจึงตัดสินใจวิ่งเข้าไปหลบในตู้โทรศัพท์ที่ว่างอยู่ออมกับดรีมขยับเข้าไปอยู่ในตู้แรก ไข่เจียวเลือกตู้ตรงกลางส่วนน้ำขยับไปที่ตู้ริมสุด
ทว่าตู้โทรศัพท์เหล่านี้ไม่มีประตูที่มิดชิดมีเพียงประตูกระจกกั้นบางส่วนเท่านั้น เมื่อพายุฝนโหมกระหน่ำสายฝนที่สาดแรงจึงพุ่งทะลุเข้ามาภายในตู้ออมและดรีมต้องช่วยกันขยับแผ่นกั้นและใช้ร่างกายบังเพื่อไม่ให้เปียกไปมากกว่านี้
ทางด้านน้ำเธออยู่ในชุดเสื้อยืดและกระโปรงพลีทยาว ในมือยังคงกอดถุงใส่ชุดครุยของออมไว้แน่นแรงลมและหยาดฝนที่สาดเข้ามาอย่างหนักทำให้น้ำเริ่มเปียกชื้นไปตามลำตัวเธอพยายามขยับหนีไปชิดมุมตู้ แต่พื้นที่แคบเกินกว่าจะหลบพ้น สายฝนค่อยๆ พุ่งเข้าใส่ตู้โทรศัพท์ของน้ำแรงและหนักหน่วงมากจนเธอเริ่มสั่น
ไข่เจียวที่อยู่ในตู้ตรงกลางมองผ่านม่านสายฝนเห็นน้ำกำลังลำบากเขาเห็นหยดน้ำฝนที่สาดโดนตัวน้ำและถุงชุดครุยของออมตลอดเวลา ทำให้เขารีบวิ่งฝ่าม่านฝนออกมาจากตู้ของตัวเองแล้วพุ่งเข้าไปที่ตู้ของน้ำเขาไม่ได้เข้าไปเพื่อหลบฝน แต่เข้าไปเพื่อยืนบังช่องว่างที่สายฝนสาดเข้าทางด้านหน้าของน้ำกางมือทั้งสองข้างออกกว้างเพื่อป้องกันสายฝน
“นาย! นายไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ ไม่ต้อง!นายจะเปียกหมดนะ!” น้ำร้องบอกด้วยความใ แต่เสียงของเธอกลับถูกกลืนหายไปกับเสียงสายฝนที่กำลังตกอย่างหนักสลับกับเสียงฟ้าร้องดังลั่นไปทั่วบริเวณ
สายฝนที่สาดเข้าใส่ตู้ของน้ำอย่างจังกระทบเข้ากับร่างของไข่เจียวเต็มๆ จนเสื้อผ้าของเขาเปียกโชกไปทั้งตัวน้ำมองเห็นความพยายามของเขาด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกในจังหวะที่เธอพยายามขยับตัว ถุงใส่ชุดครุยในมือก็หลุดร่วงลงพื้นดินที่เปียกแฉะไข่เจียวไม่รอช้า เขารีบก้มลงเก็บถุงนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วและใช้ชายเสื้อของตัวเองที่เปียกปอนเช็ดหยาดน้ำฝนที่เกาะอยู่บนถุงอย่างทะนุถนอม
“ไม่ต้อง! ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้!!” น้ำย้ำอีกครั้ง แววตาของเธอรู้สึกเป็ห่วง
ขณะที่ไข่เจียวเปียกไปทั้งตัวจนดูเหมือนลูกหมาตกน้ำออมและดรีมที่มองดูเหตุการณ์จากตู้ใกล้ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะะโแซวด้วยความเอ็นดู
“นี่นายไข่เขียว! ลำเอียงนี่น่า! ตู้นี้ฝนก็สาดเหมือนกันมายืนบังตู้นี้บ้างสิ!” อะโกนแซวข้ามตู้มาพร้อมเสียงหัวเราะท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงตกอย่างต่อเนื่อง
น้ำพยายามดึงชายกระโปรงตัวเองขึ้นเพื่อไม่ให้สะเก็ดน้ำฝนที่กระเด็นเข้ามาเธอเฝ้ามองแผ่นหลังของคนที่ยอมเปียกปอนเพื่อปกป้องเธอและของสำคัญของพี่สาวอย่างเงียบๆด้วยรอยยิ้ม
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนกระทั่งความบ้าคลั่งของธรรมชาติเริ่มสงบลง สายฝนค่อยๆ ซาลงและหยุดไปในที่สุดทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบกับอากาศที่ชุ่มฉ่ำ สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของทุกคนคือ ออม,ดรีมและน้ำที่ยังคงอยู่ในสภาพค่อนข้างแห้งและดูดีมีเพียงไข่เจียวคนเดียวเท่านั้นที่ยืนตัวเปียกโชกั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
ออมมองภาพตรงหน้าแล้วส่ายหัวพลางเอ่ยติดตลก “โลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรมเลยนะเนี่ย ฝนตกเหมือนกันแต่ทำไมเปียกอยู่คนเดียวล่ะเนี่ย?”
เสียงหัวเราะของเพื่อนๆดังขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มคลี่คลายแต่น้ำกลับไม่ได้หัวเราะไปกับทุกคน เธอเพียงแค่แอบมองมองไข่เจียวที่กำลังยืนหอบหายใจเบาๆด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอเคยมีมารอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหมายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในหัวใจ
แต่ทว่าออมกับดรีมที่กำลังหัวเราะต่างก็สังเกตเห็นสายตาคู่นั้นเช่นกันว่า น้ำกำลังมองไข่เจียวด้วยความชื่นชม
น้ำมีสีหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลาในห้องนอนตัวเองเป็่เวลาที่เธอรู้สึกว่ามีความสุขที่สุด รอยยิ้มกว้างๆ ที่หายไปนานแสนนาน บัดนี้กลับมาอยู่บนใบหน้าเธออีกครั้งน้ำไม่รอช้ารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วแชทในกลุ่มแก๊งชะนีฯ ทันที
น้ำ : “อีกสองอาทิตย์พี่ออมเรียนจบแล้วน้ำอยากชวนอรกับเก๋มาร่วมงานแสดงความยินดีด้วย น้ำอยากให้มาจริงๆ หน้าอาคาร 1 นะ”
่เวลาไม่นานนักข้อความของน้ำก็ขึ้นสถานะถูกอ่าน2 คนด้วยความรวดเร็ว
อร : “เอ่อๆๆๆ”
เก๋ : “ขอบคุณนะที่ชวน”
อร : “อืมๆ ขอบคุณที่ชวน”