ประกายมาศยืนคุมกลุ่มคนที่กำลังฝึกอาวุธอยู่ตรงลานกว้าง ลัคนายังไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนเธอจึงได้แต่เฝ้ามองประกายมาศค่อยๆ สอนแต่ละคนอย่างใจเย็น
ลอร์น่าที่ยังไม่สมควรจะเดินไปไหนมาไหนออกมายืนคุยด้วย
“คิดว่าทำไมคนถึงได้ชอบหัวหน้าประกายมาศล่ะ?” เธอชวนคุย
“เพราะ...หัวหน้าสอนแบบใจเย็น...?” ลัคนาเดา ลอร์น่าดีดนิ้วดังเปาะ
“ใช่แล้ว!”
ลัคนาหยิบบัตรสีดำจากอกเสื้อ พลิกบัตรเชิญสู่สตาร์ดัสต์ เรล์มไปมา
“สรุปแล้วมันไว้ทำอะไรเหรอ?” ลอร์น่ายื่นหน้าเข้ามา
“ฉันไม่รู้...”
“ปี~” เสียงคุ้นหูดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“อาราย” เด็กชายตอบลากเสียงยาว เพื่อนร่างสูงโย่งเดินด้วยท่าเดินเหมือนมัมมี่ฮิบิคิเดินตามมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เหมือนเดิม
อึนริว ฮิบิคิ และปียืนมองประกายมาศและเหล่าลูกศิษย์ มินเองก็เป็หนึ่งในคนที่กำลังฝึกอย่างขยันขันแข็ง
“พอกลุ่มนั้นไม่มีเรืองฤทธิ์แล้วเหมือนขาดอะไรไปเลย” ลอร์น่ากระซิบให้ลัคนาฟังเธอสั่นขาโดยไม่รู้ตัว “ฉันเองพอนิชพรไม่อยู่ก็เหมือนขาดส่วนหนึ่งไป เวลาสู้แล้วเหมือนแบบ...ถืออาวุธแค่ครึ่งอันทำนองนั้น”
ลัคนาได้แต่พยักหน้า อริสเองก็บอกว่าการสูญเสียเป็เื่ปกติที่ต้องทำใจรับแต่แค่พูดมันง่าย พวกเธอไม่อาจลืมความสูญเสียได้เลย
“อุลริกโดนหนักสุดๆ เลย รายนั้นเขาเสียเพื่อนสนิทสองคนไปติดๆ กัน เป็ฉันฉันก็ทำใจยากนะ”
“ฮะ! ฮะ!” เสียงหัวเราะล้อเลียนของปีดึงสองสาวออกจากการสนทนา เขาชี้หน้าฮิบิคิพร้อมยิ้มกว้างเห็นฟัน“ปฏิเสธไปเฮ้อ! เรารู้หมดแล้ว เน้อ! เนอะ!” เขาหันไปหาคนข้างๆ เพื่อขอเสียงสนับสนุน
“อือ โหย~ ว่าแล้วเชียว หึๆ”อึนริวเองก็หัวเราะด้วย เขาหน้าแดงนิดๆ และดูสนุกสนานเหมือนเด็ก
“แกสองคนน่ะหุบปากไปเลย!” ฮิบิคิะโลั่น อึนริวยกปีขึ้นขี่หลังแล้ววิ่งสุดฝีเท้าทั้งคู่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ฮิบิคิวิ่งกวดทั้งสองคน “อย่าหนีสิ!”
“จะบอกอะไรให้ว่าสองคนนั้น ในเื่ความเร็วน่ะพอๆ กันเลย” ลอร์น่ามองการวิ่งไล่จับของทั้งสามอย่างสนุกสนาน“ก่อนหน้านี้ฉันมีคนที่ชอบแข่งวิ่งด้วยบ่อยๆ เหมือนกันนะ”
“ก่อนหน้านี้...?” ลัคนาถามขึ้น
“อือ เราสามคน ฉัน นิชพร แล้วก็...โทษที คงไม่อยากฟังล่ะสิ” ลอร์น่าหน้าจ้องไปที่กลุ่มคนลัคนาตัดสินใจปล่อยเื่เอาไว้แค่นี้
อรุโณทัยเดินเข้ามา เธอโบกมือทักทายคนหลายคนแล้วพูดบางอย่างกับประกายมาศเขากวักมือเรียกมิน แล้วทั้งสามก็คุยกันสีหน้าเคร่งเครียด
“หัวหน้าพูดอะไรน่ะ?” ลอร์น่าหันมาถามลัคนาส่ายหน้า เธอจึงรีบเดิน “มานี่สิ! ไปฟังกันเถอะ”
“...กระดิ่งที่เธอเสนอมันไม่พอน่ะสิ พวกคนที่ไม่ทำอะไรบางคนมาบอกฉันว่าบาเรียบางจุดมันบางกว่าจุดอื่นคงจะเพราะการซ่อมแซมตัวเองวันนั้น ถ้าขืนเป็แบบนี้ต่อไปเรา้าอะไรสักอย่างที่จะปกป้องพวกเราแทนบาเรีย”
“แต่มันจะเป็ไปได้เหรอครับ? ถ้าบาเรียหายไปเมื่อไหร่พวกเราคงตายกันภายในไม่กี่ชั่วโมง ลองคิดดูสิครับ ของที่เรามีอยู่ก็แค่เศษไม้ ถ้าเราจำเป็ต้องไปอยู่ข้างนอกจริงๆ เราคงโดนพวกมอนสเตอร์ฆ่าตายกันหมดแน่”
“ใช่ พวกเราปกป้องทุกคนไม่ได้”
“กับดักของผมไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับการฆ่า”
“ฉันถึงกำลังบอกอยู่ไงล่ะว่าพวกเราต้องหาวิธี...ลัคนา?”
อรุโณทัยหันขวับ ลัคนามองอย่างฉงน
“เื่รหัส พอจะคิดอะไรออกบ้างไหม?” หญิงสาวถามคาดคั้น
“รหัสฟื้นฟูบาเรีย?” ประกายมาศถามย้ำพวกเขามองกันไปมา สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เื่อะไรเหมือนเดิม
“ช่วยไปคิดให้ดีๆ ก่อน เรียกทุกคนมาเลยก็ได้ ฉันอยากรู้ว่ารหัสคืออะไร”อรุโณทัยพูดแค่นั้นก็หันไปคุยกับมิน ประกายมาศ และกลุ่มครูฝึกคนอื่นๆ ต่อ ปล่อยเื่ให้ลัคนาจัดการต่อ
“แล้วจะเริ่มจากตรงไหนดี?” ลอร์น่าถาม สีหน้าบอกชัดว่า้าช่วย
...
ในบ้านพักมีคนส่วนใหญ่ของหน่วยลาดตระเวน อริส และคนกลุ่มอื่นๆ อีก รวมทั้งหมดแล้วสิบสี่คน
ลัคนามองทีมหนึ่งของหน่วยลาดตระเวนที่เคยมีสี่คน บัดนี้เหลือเพียงสาม ทุกคนนั่งเป็วงกลมแล้วมองหน้ากัน
“จะให้มาค้นหารหัสทั้งๆ ที่เราไม่รู้อะไรเลยมันจะมากไปรึเปล่า?” ฮิบิคิบ่นตามระเบียบ
“นั่นสินาน่า เราควรจะไปดึงรหัสจากไหนเหรอ?”
“ที่แน่ๆ คือไม่ได้ไปผูกผ้าสีๆ กับต้นไม้แล้วสวดมนต์หรือไปขัดถูตู้เสื้อผ้าผีสิงอะนะ”ปีเสนอความคิดแปลกๆ จนคนมอง “มีไร?”
“ถ้าเกิดวันไหนเราต้องออกไปอยู่นอกบาเรียจริงๆ จะทำยังไงล่ะ? ไปกันเป็โขยงก็มีแต่จะเป็เป้าสายตาเปล่าๆ” ลอร์น่านั่งโยกไปมา
“จะไปกับปี!” อึนริวะโ
“ฉันไม่เคยถามเธอเลย นา เธอคิดยังไงกับที่นี่เหรอ?” อุลริกถาม เขานั่งขัดสมาธิเอามือวางไว้บนข้อเท้าทำให้ดูเด็กกว่าปกติ “ในฐานะกุญแจหรือคนที่นำปาฏิหาริย์มาหรืออะไรก็แล้วแต่...คิดยังไงกับโลกนี้เหรอ?”
ลัคนาเอื้อมมือไปจับคำว่ากุญแจที่ถูกสลักไว้บนไหล่
ฮิบิคิมองพื้น ความเกลียดชังแสดงออกมาทางสายตา ลัคนารู้อยู่แล้วว่าฮิบิคิเกลียดสภาพที่ต่อต้านอะไรไม่ได้ขนาดไหน
“ฉันคิดว่า...มันสมควรถูกเปลี่ยนแปลง” เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนพูดต่อ“ถึงไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนอะไรได้บ้าง แต่อย่างน้อยก็อยากให้เราไม่ถูกล่าอยู่ฝ่ายเดียว”
“เห็นด้วยเลย!” ลอร์น่าสนับสนุน อุลริกพยักหน้าพอใจ ส่วนฮิบิคิยังก้มหน้าอยู่เหมือนเดิมฟอร์ชูนาโต้เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
“คงไม่คิดว่าอยู่ดีๆ เราจะมี magic ไปยิงปิ้วๆ สู้กันหรอกนะBambina”
“อย่าพานอกเื่ดิ” ปีเถียง
“ทำอะไรกัน?” หยางเข้ามาในบ้านพักแบบไร้สุ้มเสียงปกติเขาจะเป็คนไม่สุงสิงกับใครแล้วก็ไม่เซ้าซี้ด้วย พอมาถามแบบนี้เล่นเอาสะดุ้งโหยงกันถ้วนหน้า
“กำลังพยายามคิดกันว่ารหัสคืออะไรกันแน่ค่ะ” อริสพูดแบบไม่สะดุด หยางพยักหน้าแล้วนั่งลงกับกลุ่มของพวกเธอ
“รู้อะไรบ้าง?” ชายวัยฉกรรจ์ถามโดยใช้คำพูดน้อยตามฉบับของเ้าตัว
คำตอบที่ได้รับคือส่ายหน้า
ข้างนอก ขอบฟ้าสว่างวูบเป็สีเขียวครู่หนึ่ง เช่นเดียวกับวันที่ฮิบิคิเคยยืนมองพระอาทิตย์ตกดินกับลัคนา
“อีกเื่หนึ่งที่พอจะเกี่ยวข้องกันน่าจะเป็นี่ค่ะ” ลัคนาดึงบัตรสีดำออกมามันคือบัตรเชิญสู่สตาร์ดัสต์ เรล์มที่ได้รับมาในวันแรกของเธอที่ออโรร่าบาเรีย “เป้าหมายของเรานอกจากการฟื้นฟูบาเรียที่เป็เื่เร่งด่วนยังต้องหาสตาร์ดัสต์เรล์มอีกด้วย”
“แสดงว่าบัตรนั่นต้องเกี่ยวข้องอะไรกับรหัสใช่ไหม?” ลอร์น่าสรุปความคิดเห็นแล้วถามเพื่อความแน่ใจ จากความทรงจำว่างๆ นับั้แ่ตื่นขึ้นมาสตาร์ดัสต์เรล์มเป็ที่ปราศจากผู้เล่นโดยสิ้นเชิง ส่วนออโรร่าบาเรียที่ MT คนแรกๆ พบเป็เกราะป้องกันผู้เล่นไม่ให้เข้ามา ทั้งสองใกล้เคียงกันพอสมควรจึงเอามาโยงกันได้
“เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอกนะ เราไม่รู้อะไรเลยนี่” อุลริกแย้ง
“เอาไงดี?” อึนริวถามเซ็งๆดูเหมือนจะใช้พลังสมองมากเกินไปเขาจึงขยี้ผมตัวเองแรงๆ
หลังจากคนกลุ่มใหญ่เสนอความเห็นและถกกันไปมาอยู่พักใหญ่พวกเขาก็ยอมแพ้แล้วหยุดไปทั้งอย่างนั้น
“...เป็ไปได้ไหมที่เราจะมองมันจากมุมมองที่ผิด? ลองคิดแบบใหม่ดูไหม?” อุลริกลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย
“เออ...” ปีเห็นด้วย “แต่แบบใหม่นี่มันยังไงอะ?”
“ไม่คิดว่าเราจะคิดเหมือนกันนะ What asurprise!” ฟอร์ชูนาโต้ดูจะแปลกใจแกมล้อเลียน
“ถ้าฉันไม่เกรงใจลัคนากับอริส ฉันคงต่อยแกคว่ำไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบท่าทางสบายๆ น่าพึ่งพากลับจากหน้ามือเป็หลังมือ
“อย่างกับว่าฉันก็ไม่ใช่ผู้หญิงแหละ!” ลอร์น่าสะบัดหน้างอนแบบทีเล่นทีจริง
“You don’t know what your last wordswill be. ระวังคำพูดไว้หน่อยละ เพราะไม่รู้ว่ามันจะเป็คำพูดสุดท้ายของนายรึเปล่า”ฟอร์ชูนาโต้ยังมียิ้มกวนอารมณ์อยู่บนใบหน้า เขาจ้องเขม็งไปยังอุลริก บรรยากาศคุกรุ่น
“ถ้ามีเวลาจะทะเลาะกันก็มาช่วยกันคิดสิฟะ” ฮิบิคิเริ่มพาล
“นึกออกละ!” ลอร์น่าตบมือเข้าด้วยกัน เธอทำตาโตแล้วพูดออกมารัวเร็วอย่างตื่นเต้น“ตอนที่มันบอกว่าเริ่มการค้นหารหัสเป็ตอนที่ฉันกับนิชพรเอาแผนที่มาให้ลัคนาใช่ไหม?! ใช่ไหมล่ะ? เพราะฉะนั้นรหัสจะต้องมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับลัคนาและแผนที่แน่นอนฉะนั้นตอนนี้เราควรจะไปเอาแผนที่มานั่งดูดีกว่าว่ามีอะไรที่พอจะคิดออกบ้าง!”
ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงที่จะตามคำพูดของเธอทัน แต่คนที่ฟังทันก็ตาโต
“ใช่แล้วค่ะ! พลาดไปจริงๆ ไม่นึกมาถึงจุดนี้เลย เส้นผมบังูเาแท้ๆ” ลัคนารู้สึกโล่งใจ
“ผมเส้นบางมากๆ ด้วย”
“โง่จริงนะที่คิดไม่ถึง” ปีทิ้งตัวนอนลงกับพื้นไม้ พยักพเยิดไปทางฮิบิคิ
“แกนั่นแหละโง่”
“เอ่อ...” อึนริวที่ติดอยู่ระหว่างทั้งสองไม่รู้จะทำยังไง
“ใจนะอุลริกที่เตือน” ลอร์น่าหันไปขอบคุณ ฝ่ายนั้นก็ค้อมตัวลงเหมือนนักแสดงด้วยรอยยิ้มยินดี“แผนที่อยู่ที่หัวหน้าอรุโณทัย ฉะนั้น....”
กริ๊ง กริ๊ง ๆๆๆๆๆๆ
เสียงกระดิ่งดังรัวขึ้น ลัคนาเบิกตาโพลง ทุกคนลุกพรวดเพราะรู้อยู่แล้วว่าสัญญาณนั้นหมายถึงอะไรหยางลุกขึ้นมาสั่งการ
“พวกเธอสามคนจัดระเบียบคนในบ้านพัก เรียกให้ทุกคนรวมกำลังป้องกันตนเองที่นี่ที่เหลือตามมา!” เขาสั่งอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นสมาชิกหน่วยลาดตระเวนก็ลุกขึ้น อริสวิ่งขึ้นไปเตือนคนที่อยู่ข้างบนส่วนทั้งสามก็เข้าไปจัดการคนที่เริ่มแตกตื่นวิ่งเข้ามา
คนที่ตามหยางไปประกอบด้วยลัคนา ฮิบิคิ ลอร์น่า ปี อึนริว อุลริก และฟอร์ชูนาโต้
พอออกไปก็ได้ยินเสียงวุ่นวายของหน่วยป้องกันบาเรียและกลุ่มคนที่ไม่ทำอะไรประกายมาศ อรุโณทัยและครูฝึกคนอื่นๆ สั่งการให้ทุกคนไปหลบที่บ้านพัก หน่วยป้องกันบาเรียถืออาวุธประจำตัวติดไม้ติดมือถอยไปตั้งหลักที่นั่นมีหลายคนที่เข็นกล่องใส่อาวุธไปด้วยเพื่อไม่ให้อะไรก็ตามที่เข้ามาในบาเรียหยิบฉวย
พวกเขาไม่ได้ซ้อมรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ แต่ยังดีที่ตั้งสติได้มากพอจะไม่หนีเตลิดไปเสียก่อน
คนที่ตั้งสติไม่ได้มีทั้งพวกที่นั่งกอดเข่าพยายามแอบอยู่แถวนั้นและพวกที่วิ่งไปบ้านพักอย่างไม่คิดชีวิตการหนีไม่ใช่ทางเลือกแล้ว ลัคนาตระหนักว่าถ้าอะไรก็ตามที่ทำให้กระดิ่งสั่นพร้อมกันได้มากขนาดนี้เข้ามาในบาเรียถ้าพวกเธอไม่ทำอะไรสักอย่างคนพวกนี้อาจจะตายด้วยกันหมดแน่
แต่ก็มีบางคนที่ทำหน้าเหมือนกับว่าจะเป็หรือตายก็ไม่สำคัญ พวกเขานิ่งและไม่ทำอะไรเลยสักอย่างไม่คิดจะหาที่หลบด้วยซ้ำ เหมือนกับว่าพวกเขากลายเป็ตุ๊กตาไปแล้ว
สีหน้าของอรุโณทัยและประกายมาศไม่ได้สงบเท่ากับหยาง พวกเขาไม่เคยแสดงสีหน้าหวาดหวั่นแต่คราวนี้กลบเกลื่อนได้ไม่มิดแล้ว
มินสวนมาพอดี หยางดึงตัวเขาไว้เพื่อถามไถ่เหตุการณ์
เด็กหนุ่มผมดำมีสีหน้าที่ตื่นตัวกว่าทุกที
“ผู้เล่น...ผู้เล่นเข้ามาในบาเรียแล้วครับ!”