มีเพียงหยดน้ำตาที่ไหลออกจากดวงตาสีแดงไม่หยุด หยดแล้ว...หยดเล่า...มันซึมลงบนอาภรณ์สีเทาเก่าของชายชรา จนเนื้อผ้าเปียกชุ่ม โลหิตสีแดงที่ยังติดอยู่บนหน้าอก ค่อย ๆ ผสมรวมกับหยาดน้ำตา กลายเป็คราบสีแดงจาง ๆ ราวกับเป็หยดสุดท้ายของสายสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร
หยานเฉินไคก้มหน้าลง หน้าผากแตะลงบนไหล่ของโจวหยางเบา ๆ ร่างของเขาสั่นเล็กน้อย เป็ครั้งแรก...ที่สิ่งมีชีวิตผู้ไร้ที่มา
เผ่าพันธุ์ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าคือสิ่งใด ผู้เคยถือกำเนิดขึ้นโดยไร้หัวใจ ไร้อวัยวะภายใน ไร้แม้กระทั่งความเข้าใจในคำว่าอารมณ์
กำลังร้องไห้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพราะความเ็ปของร่างกายแต่เพราะหัวใจที่เพิ่งเรียนรู้ความหมายของคำว่า..."การสูญเสีย"
ตู้ม...เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอย่างแ่เบา ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่ง ค่อย ๆ ถูกเมฆสีหมึกปกคลุม สายลมเย็นพัดผ่านพื้นที่รกร้าง ก่อนที่หยดฝนหยดแรกจะตกลงมา
ติ๋ง...หยดฝนกระทบเรือนผมสีขาวของหยานเฉินไค ตามมาด้วยหยดที่สอง และหยดที่สาม ไม่นานนัก สายฝนก็โปรยปรายลงมาจากท้องนภา ราวกับฟ้าดินกำลังร่วมไว้อาลัยแก่การจากไปของจักรพรรดิกระบี่ผู้ยิ่งใหญ่
หยานเฉินไคไม่ได้หลบฝน ไม่ได้ใช้พลังป้องกันตนเอง ปล่อยให้สายฝนชะโลมเรือนผมสีขาว ไหลผ่านใบหน้า ชำระคราบน้ำตาและโลหิตที่เปื้อนอยู่บนร่างของเขา
มีเพียงร่างของโจวหยางเท่านั้น ที่เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้นอย่างอ่อนโยน พลังปราณสีเขียวอ่อนแผ่กระจายออกจากฝ่ามือ ห่อหุ้มร่างของชายชราไว้ทั้งหมด สายฝนทุกหยดที่ตกลงมา
ล้วนถูกม่านพลังนั้นเบี่ยงออกอย่างนุ่มนวล อาภรณ์ของโจวหยางยังคงแห้งสนิท ราวกับเขาเพียงกำลังหลับใหล
หยานเฉินไคใช้นิ้วมือจัดปกเสื้อของชายชราให้เรียบร้อย ลูบเส้นผมสีขาวที่เปียกโลหิตเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา"...กลับบ้านกันเถิด...บิดาบุญธรรม"
สิ้นเสียง
เขาค่อย ๆ อุ้มร่างของโจวหยางขึ้นด้วยความระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าจะทำให้ผู้ล่วงลับเจ็บแม้เพียงน้อยนิด จากนั้นจึงหันหลัง ก้าวเดินออกจากพื้นที่รกร้าง ทีละก้าว...ทีละก้าว...
ไม่รีบร้อน ไม่ทะยานฟ้า ไม่ฉีกมิติ เขาเลือกเดินกลับ บนเส้นทางอันยาวไกลที่เต็มไปด้วยสายฝน เหมือนในอดีต...
วันที่ชายชราคนนั้นเคยจับมือเด็กน้อยผู้ไม่รู้จักแม้แต่การเดิน พาเขากลับบ้าน และในวันนี้
เด็กน้อยคนนั้น...ได้เป็ผู้พาบิดาของตน เดินทางกลับบ้านด้วยตัวเองเป็ครั้งสุดท้าย
หลายวันผ่านไป...
สายฝนที่เคยตกไม่ขาดสายได้หยุดลงแล้ว
ดินแดนลับกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
ยอดเขาทั้งห้ายังคงตั้งตระหง่าน สายหมอกยังคงลอยอ้อยอิ่งรอบหุบเขา แต่บรรยากาศกลับเงียบเหงากว่าเดิม
หน้าหลุมศพเรียบง่ายซึ่งสร้างจากหินูเาทั้งก้อน ไม่มีลวดลายวิจิตร ไม่มีคำสรรเสริญ มีเพียงอักษรจีนที่ถูกสลักไว้อย่างมั่นคง"โจวหยาง"
ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์เซียนสีดำคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า หยานเฉินไคก้มศีรษะลงช้า ๆ กราบคารวะสามครั้ง
ทุกการก้มศีรษะเต็มไปด้วยความเคารพจากก้นบึ้งของหัวใจ เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงที่เคยเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
บัดนี้กลับสงบนิ่ง แต่ความเศร้านั้น...ไม่เคยจางหาย มันเพียงถูกเก็บไว้ในส่วนลึกของหัวใจ
หยานเฉินไคทอดสายตามองป้ายหลุมศพ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา"...บิดาบุญธรรม...ข้าขอตัว"เขาไม่ได้กล่าวคำอำลาอีก
เพราะเขาเชื่อว่า...วันหนึ่งเขาจะกลับมาเยี่ยมสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง
หยานเฉินไคลุกขึ้นยืน อาภรณ์สีดำพลิ้วไหวไปตามสายลม ตัดกับเรือนผมสีขาวบริสุทธิ์อย่างงดงาม
ภาพของเขายามยืนอยู่หน้าหลุมศพ ให้ความรู้สึกสง่างามแต่ก็โดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถูก เขาหยิบป้ายไม้โบราณขึ้นมา พลังปราณค่อย ๆ ไหลเข้าสู่ตัวป้าย
อักษรจีนคำว่า"ออก" เปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง มิติรอบด้านบิดเบี้ยวอย่างแ่เบา
ฟุ่บ...
ร่างของหยานเฉินไคหายไปจากดินแดนลับ เหลือเพียงหลุมศพของชายชรา ที่ยังคงตั้งอยู่ท่ามกลางสายหมอก
เหนือเขตน่านฟ้าประเทศจีน อากาศเกิดคลื่นบิดเบี้ยวเป็วงกว้าง ก่อนที่ร่างหนึ่งจะก้าวออกมาจากความว่างเปล่า
หยานเฉินไคเงยหน้ามองท้องฟ้า สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ "กลับมาแล้ว..."สิ้นเสียง ปลายเท้าของเขาแตะลงบนอากาศ
ตูม!
ร่างทั้งร่างพุ่งทะยานออกไปราวกับอุกกาบาตสีดำ ความเร็วมหาศาลทำให้อากาศด้านหน้าถูกอัดจนเกิดกำแพงเสียง
ตูม!!
เสียงโซนิคบูมดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า
เมฆสีขาวถูกฉีกออกเป็ทางยาวหลายสิบกิโลเมตร จากพื้นดินผู้คนจำนวนมากต่างเงยหน้าขึ้นมอง
สิ่งที่พวกเขาเห็น มีเพียงจุดสีดำเล็ก ๆ พุ่งผ่านท้องฟ้าด้วยความเร็วที่ดวงตามนุษย์แทบมองไม่ทัน ทิ้งไว้เพียงเสียงคำรามของอากาศ และเส้นเมฆที่ถูกแหวกออกเป็แนวยาว
ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที หยานเฉินไคก็มาถึงจุดหมาย เขาค่อย ๆ ลดความเร็วลงร่อนผ่านหมู่เมฆ
ก่อนหยุดยืนอยู่เหนือท้องฟ้าของคฤหาสน์ตระกูลชู สายลมพัดผ่านเรือนผมสีขาวของเขาเบา ๆ ดวงตาสีแดงทอดมองลงไปเบื้องล่างแล้วก็ชะงักเล็กน้อย
"..."
คฤหาสน์แห่งนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว พื้นที่โดยรอบถูกขยายออกหลายเท่า
กำแพงหินอ่อนสูงใหญ่ล้อมรอบอาณาเขตทั้งหมด อาคารหลายหลังถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างโอ่อ่า สวนดอกไม้ ทะเลสาบ ศาลาพักผ่อน และลานฝึกขนาดใหญ่ ล้วนถูกจัดวางอย่างประณีต
ผู้คนเข้าออกไม่ขาดสาย รถหรูจอดเรียงรายตลอดแนวถนน แม้แต่จำนวนผู้ฝึกตนก็เพิ่มขึ้นกว่าสมัยก่อนหลายเท่า
สถานที่แห่งนี้...ทั้งคุ้นเคยและแปลกตาในเวลาเดียวกัน
หยานเฉินไคยืนมองภาพนั้นอย่างเงียบงัน
เพียงสองปี...โลกภายนอกก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย
แต่สิ่งที่ทำให้มุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ของคฤหาสน์ หากเป็ความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากสถานที่แห่งนี้ สถานที่...ที่ครั้งหนึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้คำว่า"ครอบครัว"อีกครั้ง
สองปี...
สำหรับโลกภายนอก มันเป็เวลาเพียงไม่นาน
แต่สำหรับเขา มันคือ่เวลาที่ทุกสิ่งเปลี่ยนไป ทั้งการจากไปของบิดาบุญธรรม ทั้งการฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง ทั้งการก้าวสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นที่เก้า
หยานเฉินไคค่อย ๆ ก้าวลงจากอากาศ ทุกย่างก้าวมั่นคงราวกับเดินอยู่บนพื้นดิน ไม่มีพลังปราณปะทุ ไม่มีแรงกดดันถูกปลดปล่อย แต่ผู้ฝึกตนซึ่งเฝ้ายามอยู่รอบคฤหาสน์ กลับรู้สึกเหมือนกำลังมีูเาลูกมหึมาค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามา
"นะ...นั่น..."
"เซียนชุดดำ?"
"ไม่ใช่..."
"จักรพรรดิหยาน!"เสียงะโดังขึ้นทันที ผู้ฝึกตนหลายสิบคนรีบโค้งคำนับพร้อมกัน
ไม่มีผู้ใดกล้าสบตา เพราะเพียงมองดวงตาสีแดงคู่นั้น หัวใจก็เต้นผิดจังหวะโดยไม่ทราบสาเหตุ มันไม่ใช่ความหวาดกลัวจากการข่มขู่ แต่เป็สัญชาตญาณที่กำลังร้องเตือนว่าชายหนุ่มผู้นี้...อยู่สูงกว่าพวกเขามาก
ข่าวการกลับมาของหยานเฉินไคแพร่กระจายไปทั่วคฤหาสน์ราวกับไฟลาม
"จักรพรรดิหยานกลับมาแล้ว!"
"รีบไปรายงานผู้นำตระกูล!"
"คุณหนูทั้งสองต้องดีใจแน่!"
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังขึ้น บุคคลแรกที่วิ่งออกมาคือชูหยวน หญิงสาวผมสีฟ้ายาวยังคงงดงามเช่นเดิม
แต่ใบหน้าที่เคยขี้อาย บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเป็ผู้ใหญ่มากขึ้น เมื่อเห็นชายหนุ่มผมสีขาวยืนอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคู่งามของนางสั่นไหวทันที"...พี่เฉินไค"
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความคิดถึง ไม่นานชูเหยี๋ยนก็เดินตามออกมา แม้ยังคงสง่างามและมั่นใจเช่นเดิม
แต่เมื่อสบสายตากับหยานเฉินไค นางก็หยุดเดินโดยไม่รู้ตัว ทั้งสองพี่น้องต่างมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเงียบงัน
รูปลักษณ์ของเขาแทบไม่เปลี่ยน ยังคงหล่อเหลาราวกับเทพเซียน ผิวขาวดุจหยก เรือนผมสีขาวบริสุทธิ์ ดวงตาสีแดงลึกล้ำ แต่...บางอย่างกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
เมื่อก่อนเขาเป็เพียงชายหนุ่มผู้เ็าและลึกลับ ความหล่อของเขาทำให้ผู้คนตกตะลึง
แต่บัดนี้...เพียงยืนอยู่เฉย ๆ กลับให้ความรู้สึกเหมือนจักรพรรดิผู้ผ่านามานับไม่ถ้วน แววตาสงบนิ่ง แต่กลับหนักแน่นราวกับสามารถมองทะลุทุกสิ่ง
ทุกการเคลื่อนไหวเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจอธิบาย ไม่มีผู้ใดเห็นเขาแผ่แรงกดดัน
ทว่า...ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งรู้สึกหายใจลำบาก ราวกับกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าภูผาที่ไม่มีวันปีนข้าม
ผู้ฝึกตนหลายคนถึงกับมีเหงื่อเย็นไหลลงแผ่นหลัง บางคนเผลอก้มศีรษะลงโดยไม่รู้ตัว ไม่มีใครบังคับแต่ร่างกายกลับเลือกทำเช่นนั้นเอง
ชูหยวนเม้มริมฝีปาก ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน"พี่...แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว"
ชูเหยี๋ยนหัวเราะเบา ๆ"ไม่ใช่แค่แข็งแกร่ง เขาเปลี่ยนไป เมื่อก่อนเขาเหมือนกระบี่ที่ยังเก็บอยู่ในฝัก"
"แต่ตอนนี้..."
นางมองเข้าไปในดวงตาสีแดงของหยานเฉินไค ก่อนกล่าวช้า ๆ "เขาเหมือนจักรพรรดิที่ผ่านสนามรบมาแล้ว เพียงยืนอยู่...ก็ไม่มีใครกล้าดูิ่"
หยานเฉินไคมองหญิงสาวทั้งสอง ความเ็าที่เคยปกคลุมใบหน้า ได้จางหายไปมากแล้ว มุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้ เป็รอยยิ้มบาง ๆ อบอุ่นและจริงใจ
"ชูหยวน"
"ชูเหยี๋ยน"
"ข้ากลับมาแล้ว"เพียงประโยคสั้น ๆ
ดวงตาของหญิงสาวทั้งสองก็แดงขึ้นทันที ชูหยวนไม่สนใจสายตาผู้คนอีก นางรีบวิ่งเข้าไปก่อนโผกอดหยานเฉินไคแน่น
"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน..."น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย
ชูเหยี๋ยนยืนมองภาพนั้น ก่อนเผยรอยยิ้มที่งดงาม ในที่สุด...คนที่คิดถึงมากที่สุดก็กลับมาแล้ว
ชูหยวนโผเข้ากอดหยานเฉินไคแน่น อ้อมแขนอันอ่อนโยนของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง กลิ่นหอมจาง ๆ ที่คุ้นเคย ทำให้ดวงตาสีแดงซึ่งเคยเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ค่อย ๆ อ่อนลง
ภาพหลุมศพของโจวหยาง ภาพหยดเื ภาพรอยยิ้มสุดท้ายของชายชราค่อย ๆ เลือนหายจากความคิดทีละน้อย
หยานเฉินไคยกมือขึ้นช้า ๆ ก่อนลูบศีรษะของชูหยวนเบา ๆ "ข้ากลับมาแล้ว" น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง แต่กลับอ่อนโยนกว่าสองปีก่อนมาก
ชูเหยี๋ยนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยิ้มออกมา"ในที่สุด...เ้าก็กลับมาจริง ๆ"
หยานเฉินไคหันไปมองนาง เมื่อสายตาสบกับใบหน้างดงามของหญิงสาวทั้งสอง ภายในร่างกายของเขา แก่นหยางทั้งสามพลันสั่นะเื วูม...พลังหยางอันบริสุทธิ์ไหลเวียนรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า
เืลมสูบฉีดเร็วขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้นชั่วขณะ ราวกับพลังหยางภายในร่าง กำลังตอบสนองต่อหยินอันอ่อนโยนของหญิงสาวทั้งสองโดยสัญชาตญาณ
แต่เพียงครู่เดียว หยานเฉินไคก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ควบคุมลมหายใจ พลังหยางทั้งหมดกลับเข้าสู่ความสงบนิ่งดังเดิม ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความผิดปกตินั้น ยกเว้นตัวเขาเอง'...แปลก'เขาพึมพำอยู่ในใจ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ไม่นานทั้งสามก็นั่งอยู่ภายในศาลาริมทะเลสาบ ชาอุ่นถูกยกมาเสิร์ฟ บรรยากาศเงียบสงบ ชูหยวนยังคงนั่งอยู่ข้างหยานเฉินไคไม่ห่าง
ราวกับกลัวว่า หากละสายตาเพียงครู่เดียวเขาจะหายไปอีกครั้ง
ชูเหยี๋ยนเป็ฝ่ายเริ่มพูดก่อน"ตลอดสองปีที่ผ่านมา...เกิดเื่ขึ้นมากมาย"
หยานเฉินไคเงียบตั้งใจฟังทุกคำ
"หลังจากเ้าหายไป รัฐบาลจีนประกาศสนับสนุนผู้ฝึกตนอย่างเปิดเผย มีการก่อตั้งสมาคมผู้ฝึกตน มหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดคณะสำหรับผู้ฝึกฝนโดยเฉพาะ ผู้คนจำนวนมากเริ่มเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียร"
หยานเฉินไคพยักหน้าเบา ๆ
ชูเหยี๋ยนยิ้ม"แน่นอน..."
"ชื่อของเ้าก็ยังดังไม่เปลี่ยน หลายคนยังเรียกเ้าว่า จักรพรรดิหยาน บางคนถึงกับสร้างรูปปั้นของเ้า หลายเมืองสร้างศาลเล็ก ๆ เพื่อสักการะ เด็กหลายคนอยากเป็เหมือนเ้า"
หยานเฉินไคได้แต่ยิ้มบาง ๆ เขาไม่ได้รู้สึกยินดีหรือหยิ่งผยอง เพียงรับฟังอย่างสงบ
ชูหยวนรีบพูดต่อทันที"แล้วก็...จี้หลันกลายเป็คนดังแล้วนะ"
หยานเฉินไคมองนาง
"เพราะไลฟ์สดวันนั้น เธอมีผู้ติดตามหลายร้อยล้านคน แต่เธอไม่เคยใช้ชื่อของพี่เพื่อหาผลประโยชน์เลย เวลามีคนถาม เธอจะตอบแค่ว่า..."
ชูหยวนหัวเราะเบา ๆ"'เขาเป็คนดีมาก'"
หยานเฉินไคนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า "เช่นนั้นก็ดี"
ชูเหยี๋ยนจิบชาคำหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนเื่"ส่วนตระกูลชู...ตอนนี้ขึ้นเป็หนึ่งในตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศแล้ว ไม่มีใครกล้าหาเื่อีก ทุกคนรู้ว่า...ตระกูลชู คือบ้านของจักรพรรดิหยาน"
ผู้คนจึงให้เกียรติอย่างมาก ไม่มีใครกล้าใช้อำนาจรังแก ไม่มีใครกล้าดูิ่
หยานเฉินไคกวาดสายตามองคฤหาสน์ที่ใหญ่โตกว่าเดิม ก่อนเข้าใจทุกอย่าง"ที่แท้...จึงเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้"
ชูเหยี๋ยนหัวเราะ"ยังมีอีกนะ ตลอดสองปีที่ผ่านมา มีผู้หญิงจากทั่วประเทศมาขอพบเ้าแทบทุกวัน ทั้งนักแสดง นักร้อง คุณหนูตระกูลใหญ่ แม้แต่เ้าหญิงจากต่างประเทศก็เคยส่งจดหมายมา"
หยานเฉินไคถึงกับนิ่ง"พบข้า?"
"ใช่"ชูหยวนยิ้มขำ"แต่พี่ไม่อยู่"
"พวกเราจึงปฏิเสธทั้งหมด"
หยานเฉินไคถอนหายใจเบา ๆ"ลำบากพวกเ้าแล้ว"
สองสาวมองหน้ากัน ก่อนหัวเราะออกมาพร้อมกัน"ไม่ลำบากหรอก"
"เพราะ..."ชูหยวนเอียงศีรษะยิ้มหวาน"พวกเราเป็ภรรยาของพี่นี่นา"
ประโยคนั้นทำให้หยานเฉินไคชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เป็ครั้งแรกหลังกลับจากดินแดนลับ
เสียงหัวเราะนั้น แม้แ่เบา แต่กลับทำให้ชูเหยี๋ยนและชูหยวนยิ้มกว้างกว่าเดิม เพราะพวกนางรู้ดีว่า...ชายผู้เคยแบกรับความเศร้าไว้เพียงลำพัง กำลังค่อย ๆ กลับมายิ้มได้อีกครั้ง