6ปีต่อมา….
“ไม่รู้ว่าสองคนนั้นจะได้เจอกันรึยังนะคะ”
มุกรดาเอ่ยขึ้นระหว่างที่รอหมอตรวจ วันนี้เป็นวันที่อดัมจะได้พ้นโทษออกจากคุกในฐานะนักโทษชั้นดีและได้รับอภัยโทษในเวลาต่อมา
“ถ้าเป็นไปได้มุกก็อยากให้พวกเขาได้ลงเอยกันสักที น้องหนูจะได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนกับลูกๆ ของเราสักที” หญิงสาวพูดต่อ
“คงต้องให้เวลาสองคนนั้นหน่อยนะ โดยเฉพาะยัยไอย์” ปราณต์บอกเธอจนกระทั่งถึงคิวตรวจ
ใช่แล้วล่ะ! ตอนนี้มุกรดากำลังตั้งครรภ์ครั้งที่สอง ในที่สุดเธอก็ยอมใจอ่อนมีน้องตัวเล็กๆ ให้กับน้องเพชรน้องพลอยและเขาเสียที
“มีไข่สองใบนะคะ” หมอบอกกับทั้งคู่หลังดูอัลตราซาวด์ในหน้าจอ
“หมายความว่าผมจะได้ลูกแฝดอีกคู่หรอครับ” ปราณต์ถามหมออีกครั้งด้วยความตื่นเต้น
“ค่ะ ยินดีกับคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ”
หมอบอกกับทั้งคู่พร้อมกับส่งผลอัตราซาวน์ให้กับคนเป็นพ่อที่ดูจะตื่นเต้นยิ่งกว่าคนเป็นแม่อีก
ปราณต์หยิบผลอัลตราซาวด์ของแฝดคู่ใหม่มาถือไว้พร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ ในขณะที่มุกรดามองเขาอยู่เงียบๆ เธอเข้าใจความรู้สึกอัศจรรย์ใจนี้ดีเพราะเคยผ่านมาแล้วแต่ปราณต์ที่ไม่เคยได้สัมผัสกับช่วงเวลาแรกๆ ของลูกที่อยู่ท้องก็คงจะรู้สึกแบบเดียวกับเธอในตอนนั้น
“ผมจะไม่พลาดช่วงเวลาดีๆ แบบนี้ไปอีกเด็ดขาด”
มุกรดาเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอื้อมมือมาสัมผัสมือหนาเบาๆ อย่างเข้าใจเพราะครั้งหนึ่งเธอเคยหลอกเขาว่าทำแท้งไปแล้วพาลูกหนีไปไกลแสนไกลอีกจนทำให้เขาพลาดโอกาสที่น่าอัศจรรย์ใจเช่นนี้ ซึ่งมันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะสาเหตุนั้นมันก็ล้วนมาจากตัวปราณต์ทั้งสิ้น
แต่ช่างเถอะ! เรื่องมันผ่านมาแล้ว หญิงสาวก็สัญญากับตัวเองไว้แล้วเช่นกันว่าจะไม่เก็บมันมาทำลายความสุขที่มีอยู่ในปัจจุบันอีก
“ก็ลองพลาดดูสิคะ คราวนี้มุกเอาคุณตายแน่ๆ”
เธอขู่เขาอย่างไม่จริงจังนักพร้อมกับจูงมือชายหนุ่มออกมา
“แล้วคุณแม่อยากจะไปต่ออีกมั้ยล่ะครับ เดี๋ยวคุณพ่อลูกแฝดสี่จะพาไปทุกที่เลย” ปราณต์ถามเธออย่างอารมณ์ดี
“ไปที่งานเลี้ยงสิคะ วันนี้เป็นวันดีมุกจะบอกข่าวดีกับทุกคนที่นั่น”
“ป่านนี้อดัมคงถูกปล่อยตัวออกมาแล้วล่ะค่ะ”
.
.
.
อดัมหยิบรูปถ่ายของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่เก็บติดตัวไว้ในเสื้อตลอดเวลาตั้งแต่วัยแรกคลอด สามเดือน หนึ่งปี สองปี สามปีออกมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงวันที่ได้รับอิสระกลับมาอีกครั้ง
“เขาจะครบเก้าเดือนแล้วใช่มั้ย?”
อดัมถามขึ้นเมื่อไอยเรศตัดสินใจมาเยี่ยมตนอีกครั้งด้วยท้องที่โตขึ้นนับเป็นครั้งที่สองตั้งแต่ตนติดคุกมาและแน่นอนหลังจากที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะได้เป็นพ่อคนชายหนุ่มก็เริ่มนับวันเวลาที่จะได้ออกมาลืมตาดูโลกของลูกน้อย
“หมอบอกคงคลอดอาทิตย์หน้า” ไอยเรศบอกเขาแล้วมองหน้าพ่อของลูก
“ฉันแค่จะมาบอกคุณว่าเขาเป็นเด็กผู้หญิง” ไอยเรศพูดต่อ
“ขอบคุณนะที่คุณเก็บเขาไว้”
“แต่ได้โปรดอย่าบอกเขาเลยว่าผมเป็นพ่อ” อดัมตัดสินใจพูดขึ้น
“ทำไม?”
“เพราะผมไม่อยากให้เขามีปม มารับรู้ว่ามีพ่อขี้คุกอย่างผม” นั่นคงเป็นสิ่งเดียวที่ตนจะให้กับหนึ่งชีวิตที่บริสุทธิ์ได้
“อย่ามาเยี่ยมผมอีกเลย”
“ลูกพ่อ….”
อดัมสัมผัสกับรูปถ่ายเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ มุกรดาบอกว่าลูกของเขาชื่อน้องหนู หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เขาได้รูปพวกนี้มาจากมุกรดานั่นเอง
เท้าข้างหนึ่งเริ่มก้าวออกจากรั้วเรือนจำก้าวแรกตามด้วยก้าวต่อมา สายตาคมทอดมองดวงอาทิตย์ที่ส่องประกายแสงลงมาแล้วหลับตาลงสัมผัสกับอิสระที่ได้รับพร้อมกับชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องปิดบังใครอีกแล้วว่าตัวเองเป็นใครและไม่ต้องจมอยู่กับความแค้นอีกต่อไปเมื่อปรับความเข้าใจกับผู้เป็นพ่อได้ .
มุกรดากับคุณหญิงเนตรดาวก็ไม่ได้รังเกียจเขาที่เป็นสมาชิกใหม่ของอิสริยะสกุลอีกคน อีกทั้งตอนนี้ตนเองก็ได้เป็นพ่อคนแล้วถึงแม้ว่า....
เอี๊ยด....
เสียงรถคันหนึ่งขับมาจอดพร้อมกับเสียงเบรกทำให้คนที่ยืนหลับตาอยู่ต้องลืมตาขึ้นมองแล้วเขาก็พบว่ารถคันนั้นจอดอยู่ตรงหน้าตนเองและคนในรถก็ลดกระจกลง....
"ไอยเรศ...." อดัมมองหล่อนอย่างนึกไม่ถึงว่าจะเจอไอยเรศที่นี่
"คุณมาทำอะไรที่นี่หรอ?" อดัมถาม
"ก็มารับคุณไง ฉัน....ฉันได้รับหน้าที่ให้มารับคุณ" หล่อนบอกเขา.
"อีกอย่างวันนี้ที่โรงเรียนของน้องหนูจัดงานวันพ่อล่วงหน้า ฉันไม่อยากให้ลูกถามว่าทำไมถึงไม่มีพ่อมานั่งเหมือนเพื่อนคนอื่นๆอีก" หล่อนพูดต่อโดยที่สายตามองแต่พวงมาลัยรถเท่านั้น
"ลูกหรอ..."
ในขณะที่คนฟังเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกชุ่มหัวใจอยู่ไม่น้อยพร้อมกับรอยยิ้มมีความสุขบนใบหน้า เมื่อคิดว่าตนจะได้เห็นหน้าลูกจริงๆ ไม่ได้ผ่านรูปถ่ายเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว
"แต่ว่า....แต่ลูกจะไม่สงสัยหรอที่เห็นหน้าผม" อดัมถามเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเป็นคนบอกหล่อนว่าอย่าให้ลูกรู้ว่าตัวเองเป็นพ่อ
"น้องหนูเคยเห็นคุณในรูปถ่ายน่ะ"
"ฉันบอกกับลูกว่าพ่อของเขาชื่อชนกชนม์หรือเรียกแบบอินเตอร์ว่าอดัม" หล่อนบอกเขา
"นี่คุณ...." อดัมมองหน้าหล่อนอย่างแปลกใจ.
"ฉันรู้เรื่องทุกอย่างของคุณจากคุณมุกรดาหมดแล้ว"
หล่อนบอกเขาและด้วยเหตุนี้เองความโกรธ ความเจ็บ ความแค้นทั้งหมดที่มีต่อผู้ชายคนนี้จึงค่อยๆ หายไปและเข้าใจสิ่งที่เขาเป็นและต้องเจอมากขึ้น.
"นี่! คุณจะยืนงงอยู่อีกนานมั้ย"
หล่อนรีบเปลี่ยนอารมณ์และดุเขาเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกเห็นใจของตัวเอง
"คุณพ่อของคุณฝากฉันเอาชุดมาให้คุณเปลี่ยนละ" ไอยเรศหันมองถุงกระดาษที่วางอยู่ด้านหลัง
"งานของลูกกำลังจะเริ่ม"
หล่อนบอกเขา นั่นแหละอดัมจึงได้เดินไปเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถโดยมีไอยเรศขับให้
“ขอบคุณนะไอยเรศ”
.
.
.
6เดือนต่อมา….
อุแว้ อุแว้ อุแว้
“โอ๋ๆ”
“ไม่ร้องนะครับคนดีของแดดดี๊”
ปราณต์บอกลูกแฝดที่เอาแต่ร้องไห้จ้าตั้งแต่ขับรถออกมาจากโรงพยาบาล เขาและมุกรดาทั้งปลอบทั้งอุ้มทั้งพาเดินเที่ยว ทำทุกอย่างแล้วแต่ลูกก็ยังร้องไม่หยุด
ใช่แล้วล่ะ! ตอนนี้มุกรดาคลอดลูกแล้ว เธอให้กำเนิดลูกแฝดชายหญิงให้เขาอีกคู่และวันนี้หมอก็อนุญาตให้เธอพาลูกแฝดกลับบ้านได้แล้ว
“พี่เพชรช่วยนะครับ”
น้องเพชรที่โตมากพอที่เลี้ยงน้องได้แล้วมาขอน้องจากพ่อไปอุ้ม ในขณะที่น้องพลอยก็เข้ามาช่วยน้องแฝดอีกคนอุ้มเช่นกัน
“คงอยากไปเจอคุณย่าเต็มทีแล้วมั้งคะคุณ”
มุกรดาบอกกับสามี น่าเสียดายที่เมื่อเดือนก่อน จู่ๆ คุณหญิงสโรชิณีก็ล้มป่วยลงอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนด้วยสาเหตุมาจากการที่ท่านเกิดหน้ามืดขึ้นมาและเจ็บกระเสาะกระแสะมาตลอดอย่างไม่ทราบสาเหตุจนไม่สามารถมาดูหน้าหลานที่โรงพยาบาล
“นั่นสินะ” ปราณต์เองก็อดคิดเช่นนั้นไม่ได้เหมือนกัน
“ช่วงนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลยคุณ” ปราณต์ปรับทุกข์กับภรรยาเรื่องอาการป่วยแม่ของตน
“แล้วช่วงนี้ท่านก็เพ้อถึงพ่ออยู่บ่อยๆ ด้วย” เขาอดกังวลไม่ได้เลยว่ามันจะเป็นลางสังหรณ์บางอย่าง
“ผมกลัวว่าท่านจะพาแม่ไปอยู่ด้วย” นั่นคือสิ่งที่ชายหนุ่มกลัวที่สุดในตอนนี้
“อย่าคิดมากเลยนะคะ มุกว่าคุณลองนึกดูดีกว่าว่าช่วงนี้คุณแม่ท่านมีเรื่องอะไรให้เครียดหนักจนล้มป่วยได้ขนาดนี้รึเปล่า”
“หมอก็บอกอยู่ว่าท่านเป็นเรื่องป่วยทางใจไม่ใช่หรอคะ” มุกรดาออกความเห็น แต่ความจริงแล้วเธอเองก็แอบกังวลไม่ต่างไปจากเขาเช่นกัน
.
ไม่นานหกคนพ่อแม่ลูกรวมทั้งลูกแฝดคู่ใหม่ที่เพิ่งจะอายุได้เพียงสามวันก็มาถึงบ้านราชดำรง
“ไหน ป้าขออุ้มหลานแฝดคู่ใหม่หน่อยสิจ้ะพี่เพชร”
ราชาวดีเป็นคนแรกที่เดินเข้ามาเมื่อปัณณธรน้องชายคนรองเปิดประตูรถประจำของบ้านให้ทุกคนลงมา
“แล้วคนไหนเป็นผู้หญิงคนไหนเป็นผู้ชายกันล่ะนี่”
ปกรณ์รีบถามพลางมองแฝดน้อยทั้งสองที่หน้าเหมือนกันอย่างไร้ที่ติ แตกต่างกันตรงที่เพศเท่านั้น
“นั่นน้องแฝดผู้หญิง ส่วนน้องแฝดที่พี่พลอยอุ้มอยู่เป็นน้องแฝดผู้ชายค่ะ”
“แต่น้องยังไม่มีชื่อนะคะอาปก แดดดี๊กับมามี๊บอกว่าจะให้คุณย่าตั้งชื่อน้องให้” น้องพลอยบอกกับปกรณ์
“ดูซิน่าเกลียดน่าชังจริงๆเลย” ปกรณ์เอ่ยขึ้นอย่างนึกเอ็นดูพร้อมกับช่วยน้องพลอยอุ้มน้องแฝดอีกคน.
“แดดเริ่มแรงแล้ว พากลานเข้าไปข้างในกันเถอะนะ”
ราชาวดีบอกทุกคนพร้อมกับอุ้มหลานเข้าไปในบ้าน วันนี้ลูกๆ หลานๆ ของคุณหญิงสโรชิณีมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่และตั้งแต่คุณหญิงสโรชิณีล้มป่วย ลูกๆ จึงต้องผลัดกันมาดูแล ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนต่างพากันหลงน่าความน่ารักน่าชังของสองแฝดสมาชิกใหม่ของบ้านเข้าอย่างเต็มเปา
“ผมว่าเราพาลูกไปให้คุณแม่ท่านดูก่อนดีนะ ป่านนี้ท่านคงจะรอแล้ว” ปราณต์เอ่ยขึ้น
“นั่นสิ พี่บอกคุณแม่ว่าพวกเธอจะพาหลานกับมาบ้านวันนี้”
“ดูท่านจะดีใจมากเลย บางทีถ้าได้เห็นหน้าหลานอาการของท่านคงจะดีขึ้น” ราชาวดีบอกกับทั้งคู่อย่างมีความหวังและไม่นานพวกเขาก็มาถึงห้องของคุณหญิงสโรชิณี
“แม่ครับ ผมพาหลานมาหาแล้วนะครับ”
ปราณต์เอ่ยขึ้นในขณะที่คุณหญิงสโรชิณีค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งพิงกับขอบเตียงโดยมีลูกสะใภ้ทั้งสองอย่างกาสะลองและหนูตุ่นช่วยกันประคอง
“หลานย่า….”
คุณหญิงสโรชิณีรับหลานทั้งสองมาอุ้มพลางมองทารกน้อยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและเอ็นดู
“ในที่สุดวันนี้ที่ย่ารอคอยก็มาถึง”
คุณหญิงสโรชิณีบอกกับหลานแฝดทารกทั้งสองอย่างรู้สึกคุ้มค่ากับเวลาที่นางอดทนรอคอย
“ผมกับมุกยังไม่ได้ตั้งชื่อ เราสองคนตั้งใจอยากจะให้แม่ช่วยตั้งเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับหลานทั้งสองครับ”
ปราณต์บอกผู้เป็นแม่ในขณะที่คุณหญิงสโรชิณีมองทารกน้อยทั้งสองอย่างไม่วางตา
“แม่เขาชื่อมุก พี่ชายกับพี่สาวชื่อเพชรกับพลอย”
“งั้นย่าขอตั้งชื่อให้หลานว่าไพลิน” นางมองทารกแฝดผู้หญิง
“ส่วนคนนี้ชื่อเพทายนะจ้ะ” นางหันมาพูดกับทารกแฝดผู้ชายที่กำลังส่งยิ้มให้ตนด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสา
.
.
“เจ้าแฝดคู่ใหม่ของเราหลับแล้วหรอที่รัก” ปราณต์เดินมาโอบกอดเมียรักจากด้านหลังที่ยืนดูพระจันทร์อยู่
“กินนมอิ่มก็หลับแล้วล่ะค่ะ” มุกรดาบอกเขา
“โชคดีนะคะที่คราวนี้มีคนช่วยเลี้ยงเยอะเลย”
หญิงสาวพูดต่อพลางเอนศีรษะพิงอกแกร่งของสามี ตอนนี้เธอมีบรรดาแม่ๆ อย่างราชาวดี กาสะลองและหนูตุ่นที่กำลังหลงหลานคอยผลัดกันช่วยเลี้ยงให้ นั่นแหละหญิงสาวจึงได้มีเวลาออกมายืนดูพระจันทร์และคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเช่นนี้
“พี่ปรางบอกวันนี้คุณแม่อาการดีขึ้นเยอะเลยนะคะ” เธอบอกเขา
“นั่นสิ ถ้ายิ่งมีเด็กๆ วิ่งเล่นอยู่ในบ้านมากเท่าไหร่แม่ยิ่งอาการดีขึ้นงั้นเรามีลูกแฝดให้ท่านเพิ่มอีกสักคู่คุณว่าดีรึเปล่า” ปราณต์จึงได้โอกาสขอลูกจากเธอเพิ่ม
“จะบ้าหรอปราณต์” แต่เธอกลับตีอกเขาเบาๆ
“แผลคลอดมุกยังไม่หายเลยนะ” เธอบอกเขา
“ผมก็ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้ซะหน่อยนี่ที่รัก หืม?” ว่าแล้วเขาก็หอมแก้มเธอเบาๆ ไปหนึ่งที
“นะครับ ขอลูกแฝดให้ผมอีกสักคู่นะ” เขาอ้อนเธอ
“ไว้มุกจะพิจารณาดูอีกทีก็แล้วกันนะคะ”
.
.
.
กลับมาที่คุณหญิงสโรชิณี
“คุณแม่ทานยาแล้วพักผ่อนเยอะๆนะคะ” กาสะลองบอกกับแม่สามีในขณะที่หนูตุ่นลูกสะใภ้อีกคนช่วยห่มผ้าให้นาง
“ขอบใจพวกเธอทั้งสองนะที่ช่วยดูแลคนแก่อย่างแม่”
คุณหญิงสโรชิณีขอบคุณลูกสะใภ้ทั้งสอง ในขณะที่ปัณณธรกับปกรณ์ยืนมองแม่ของตนอย่างกังวลจนกระทั่งราชาวดีเปิดประตูเข้ามา
“คืนนี้พี่กับตาปัณ ตาปกจะอยู่เฝ้าแม่เอง”
“ขอบใจเธอทั้งสองคนมากนะที่ช่วยพวกเราดูแลท่านให้เป็นอย่างดี” ราชาวดีบอกกับน้องสะใภ้ทั้งสอง
“เธอไปพักผ่อนเถอะกาสะลอง” ปัณณธรบอกกับภรรยา
“เธอด้วยนะหนูตุ่น”
ปกรณ์บอกกับภรรยาตัวเองเช่นกัน นั่นแหละหนูตุ่นและกาสะลองจึงได้ออกไปและปราณต์กลับเดินเข้ามาในห้องอีกคน
“เฮีย” ปกรณ์หันไปมองพี่ชายคนโต
“คืนนี้เฮียจะอยู่เฝ้าแม่ด้วย” ปกรณ์เอ่ยขึ้น
“ผมรู้สึกไม่ดีเลยเจ้” ปราณต์หันมากระซิบกับราชาวดี.
“อื้ม”
ราชาวดีพยักหน้าเพราะตนเองก็รู้สึกไม่ต่างจากน้องชายทั้งสามเหมือนกัน
“อย่ากังวลเรื่องแม่เลย” คุณหญิงสโรชิณีเอ่ยขึ้น นางรู้ว่าลูกๆ กำลังกังวลสิ่งใด
“เกิด แก่ เจ็บ ตายมันเป็นเรื่องของธรรมดาของมนุษย์” นางพูดต่อ
“ทำไมแม่พูดแบบนี้ล่ะคะ มันเป็นลางไม่ดี” ราชาวดีรีบพูดเพราะกลัว
“ยัยปราง แม่บอกแล้วไงว่าอย่ากลัว”
“แล้วก็ไม่ต้องเสียใจหากแม่จากไปเพราะแม่หมดห่วงทุกอย่างแล้ว”
“ตอนนี้ลูกๆ ของแม่ทั้งสี่คนเป็นฝั่งเป็นฝากันหมดแล้ว”
“มีลูกที่น่ารักและแม่ของลูกที่แสนดีคอยอยู่เคียงข้าง” นางส่งยิ้มให้ลูกชายทั้งสามคนแล้วหันไปพูดกับราชาวดี
“ส่วนยัยปรางก็ได้หลักพังพิงที่มั่นคงและเป็นคนดีมากพอที่แม่จะฝากลูกสาวเพียงคนเดียวไว้ได้”
“ลูกทุกคนมีชีวิตที่มั่นคงกันหมดแล้ว แล้วแม่จะต้องห่วงอะไรอีก” นางบอกลูกๆ แล้วพูดอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายให้ลูกทั้งสี่คนปลง
“อีกอย่างพ่อเขาก็รอแม่นานมากแล้ว”
“หากแม่จากไป พวกแกทุกคนเศร้าได้ แต่อย่าเสียใจนานจนคนที่อยู่ข้างหลังทุกข์ใจไปด้วย”
“ไม่งั้นวิญญาณแม่กับพ่อของแกก็คงเป็นบ่วงอยู่ไม่จบสิ้น” นางบอกลูกๆ แล้วหันไปมองบางอย่างที่ปลายเตียง
“แม่ครับ….” ยิ่งคนเป็นแม่พูดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ปราณต์ก็ยิ่งกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“เอาล่ะ แม่ว่าแม่พูดเยอะจนเริ่มเหนื่อยซะแล้วสิ” คุณหญิงสโรชิณีถอนหายใจ
“แม่ดีใจนะที่คืนนี้ได้อยู่กับพวกแกพร้อมกันทั้งสี่คน” และนางก็เริ่มพูดเป็นลางอีกครั้ง
“ยัยปรางห่มผ้าให้แม่ด้วย แม่จะหลับแล้ว” นางบอกลูกสาว
“ค่ะคุณแม่” ราชาวดีจึงห่มผ้าให้ท่าน
.
ในยามดึกสงัดของค่ำคืนนั้นมุกรดาตื่นขึ้นมาให้นมลูกแฝดคนหนึ่งที่ตื่นมาส่งเสียงร้องเพราะหิวนม แต่แล้วสายตาของหญิงสาวก็เหลือบไปเห็นดาวดวงหนึ่งตกลงมา ซึ่งตามความเชื่อโบราณเชื่อกันว่าหากมีดาวตกจะต้องมีใครสักคนหมดอายุขัย แล้วหญิงสาวก็นึกใจคอไม่ดีขึ้นมา….
“หรือว่าจะเป็น….”
.
.
กลับมาที่คุณหญิงสโรชิณี
“แม่….!”
ลูกๆ ทั้งสี่คนได้แต่ตกใจกับท่าทีของผู้เป็นแม่ที่กำลังยื่นมือไปข้างหน้าเหมือนไขว่คว้าอะไรสักอย่างทั้งที่เปลือกตายังปิดอยู่
“แม่กำลังฝันอะไรอยู่นะ” ปราณต์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าที่ดูมีความสุขของผู้เป็นแม่
“คุณชล….”
นางเอ่ยขึ้นและภาพก็ตัดมาในความฝันของนางที่เห็นผู้เป็นสามีซึ่งจากไปนานแสนนานยืนหันหลังให้ตนอยู่ แต่ไม่ว่าจะเห็นเพียงแผ่นหลังนางก็สามารถจดจำผู้เป็นสามีได้ไม่ผิดเพี้ยน ในขณะที่เจ้าสัวชลกรหันกลับมามองตนและส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้
“พี่มารับฝุ่น” เจ้าสัวชลกรบอกคนตรงหน้า
“แล้วฝุ่นอยากจะไปกับพี่รึเปล่า?” เจ้าสัวชลกรถาม
“ค่ะ ตอนนี้ฝุ่นไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้ว”
คุณหญิงสโรชิณีบอกสามี แล้วทั้งคู่ก็จับมือกันเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนกระทั่งหายเข้าไปในกลุ่มควันสีขาวราวกับกลุ่มเมฆหมอก
ในขณะที่เดียวกันมือที่กำลังไขว่คว้าอยู่กลางอากาศก็ร่วงลงตรงหน้าลูกๆ ทั้งสี่พร้อมกับใบหน้าที่ปริ่มไปด้วยความสุขที่เหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ….
