รอบๆเวทีไม้ เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเบียดเสียดกันจนแน่นขนัด
ทว่าบรรยากาศในตอนนี้กลับเงียบสงัดลงอย่างน่าประหลาดทุกคนล้วนเบิกตาโต จ้องมองไปยังหลิวหยางที่กระเด็นออกจากสนามไปด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
ผลลัพธ์เช่นนี้เห็นได้ชัดว่าอยู่เหนือความคาดหมายของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
หลิวหยางที่อยู่ในระดับหกตรากลับพ่ายแพ้ให้กับหลี่ลั่วในการโจมตีครั้งเดียว?
เป็ไปได้อย่างไรกัน?!
ความเงียบดำเนินต่อไปอีกหลายลมหายใจจากนั้นก็มีเสียงฮือฮาดังระงมขึ้นมาทันที
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ทำไมหลิวหยางโดนแค่ทีเดียวก็แพ้แล้ว?”
“แปลกๆแล้ว หลิวหยางมีพลังอัตลักษณ์ระดับหกตราแล้วนะ ต่อให้ไม่ทันตั้งตัวแต่ด้วยการป้องกันจากพลังอัตลักษณ์แล้วหลี่ลั่วก็ไม่น่าจะเจาะผ่านไปได้อยู่ดีนี่นา?”
“หรือว่า…เ้าหลิวหยางมันจะรับสินบนมาแล้วแสร้งเป็พ่ายแพ้?”
“ถ้าเป็แบบนั้นจริงมันก็ปลอมจนน่าเกลียดเกินไปหน่อยไหม?”
“...”
ทางฝั่งตึกหนึ่งตี้ฝ่าฉิงที่มองเหตุการณ์อยู่ก็อ้าปากขึ้นเล็กน้อยราวกับมีเครื่องหมายคำถามลอยอยู่เหนือศีรษะหลังจากนั้นครู่หนึ่งนางก็ขมวดคิ้วกล่าว “เ้าหลิวหยางมันทำอะไรอยู่น่ะ? ออมมือมากเกินไปหน่อยไหม”
ซ่งอวิ๋นเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “น่าจะเป็เพราะมันดูถูกคู่ต่อสู้มากเกินไปจนไม่ทันได้ปล่อยพลังอัตลักษณ์ออกมาด้วยซ้ำ”
“โง่จริงๆ”ตี้ฝ่าฉิงส่ายหน้า
“ครั้งหน้ามันคงไม่โชคดีแบบนี้อีกแล้วละ”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างจ้องมองไปยังเงาร่างสูงเพรียวที่ยืนถือกระบองเหล็กอย่างองอาจอยู่กลางสนามประลองด้วยสีหน้าเหม่อลอยเล็กน้อยราวกับได้เห็นเด็กหนุ่มผู้องอาจสง่างามที่เคยหยอกล้อนางเื่ความผิดพลาดในวิชาอัตลักษณ์แต่ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ แก้ไขให้นางทีละน้อยไปด้วยในสมัยที่ยังอยู่ตึกหนึ่ง
“รอบต่อไป...”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ขยับริมฝีปากเล็กน้อยกล่าวเสียงเบาว่า “เกรงว่าเขาคงจะยังชนะอีก หรือบางที...เขาอาจจะชนะอีกสองรอบที่เหลือด้วยเลยก็เป็ได้”
คำพูดของนางทำให้เหล่านักศึกษามากความสามารถของตึกหนึ่งต่างมองหน้ากันทันทีโดยเฉพาะเหล่าเด็กหนุ่มก็ได้เผยสีหน้าไม่พอใจและอิจฉาออกมาทันที
“เป็ไปไม่ได้หรอก...เ้าเข้าข้างมันขนาดนี้ หรือว่าเ้าจะสนใจในตัวหลี่ลั่วกัน?” มีคนะโแซวขึ้นมาจากในฝูงชน
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของซ่งอวิ๋นเฟิงก็พลันบูดบึ้งลงทันทีตะคอกกลับไปว่า “ใครมันพูดจาเหลวไหล?!”
เขากวาดสายตามองไปรอบๆอย่างดุร้าย ฝูงชนรอบข้างจึงได้แต่สงบปากสงบคำลง ไม่มีใครกล้าท้าทายเม้แต่คนเดียว
จากนั้นซ่งอวิ๋นเฟิงก็มองหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่ไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านี้เลยแม้แต่น้อยก่อนจะกล่าวเสียงเรียบว่า “ชิงเอ๋อร์ มันไม่มีทางชนะหรอก”
...
“หลี่ลั่วทำได้สวย!”
ในขณะที่ตึกหนึ่งต่างตกตะลึงกันอยู่นั้นจ้าวคั่วกลับส่งเสียงะโขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นก่อนใครเพื่อนจากนั้นก็มีเสียงเฮของนักศึกษาจากตึกสองดังตามมา
ไม่ว่าหลี่ลั่วจะชนะเพราะหลิวหยางประมาทหรือไม่แต่ตึกสองก็เป็ฝ่ายชนะในการประลองรอบแรกไปก่อนแล้ว
เสียงฮือฮารอบข้างทำให้หลิวหยางหน้าซีดเผือด เขาพยายามฝืนลุกขึ้นอย่างยากลำบากพึมพำอะไรบางอย่างออกมาเช่น “ข้าประมาทเกินไป ไม่ได้หลบ” เป็ต้นแต่ในตอนนี้ไม่มีใครสนใจเขาอีกแล้ว
“ไอ้โง่”
เมื่อได้ยินเสียงเฮของตึกสองเป้ยคุนก็มีสีหน้าบูดบึ้งขึ้นกว่าเดิมอย่างช่วยไม่ได้เขาจ้องมองหลิวหยางที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าซีดเผือดอย่างเดือดดาลครู่หนึ่งก่อนจะหันไปกล่าวกับอีกคนหนึ่งว่า “ลู่ไท่ เ้าขึ้นไป ระวังอย่าพลาดท่าอีกล่ะ”
เด็กหนุ่มที่ชื่อลู่ไท่ผู้นั้นมีรูปร่างค่อนข้างผอมแห้งแต่กลับดูฉลาดเ้าเล่ห์ เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากเพียงกวาดตามองหลี่ลั่วครู่หนึ่ง จากนั้นก็หยิบกระบี่เหล็กเล่มหนึ่งขึ้นมาเดินเข้าสู่สนามประลอง
บนแท่นสูงสวีซานเยว่กล่าวชื่นชมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“วิชาอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วถูกฝึกฝนจนคล่องแคล่วช่ำชองอย่างมากแล้วช่างน่าเสียดายจริงๆ ด้วยความสามารถในวิชาอัตลักษณ์ของเขาแล้วหากพลังอัตลักษณ์ของเขาไปถึงระดับห้าตราได้ละก็เกรงว่าคงสามารถท้าทายคู่ต่อสู้ส่วนใหญ่ที่อยู่ในระดับหกตราได้เลยด้วยซ้ำ”
หลินเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย“ถึงจะน่าเสียดายแค่ไหน มันก็ไม่มีประโยชน์”
“รอบที่สองเริ่มได้!”
แต่เห็นได้ชัดว่าเพราะความพ่ายแพ้ของหลิวหยางทำให้หลินเฟิงอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาบ้างแล้วจึงคร้านจะโต้เถียงอะไรกับสวีซานเยว่ รีบประกาศเริ่มรอบที่สองทันที
ทันทีที่เสียงของหลินเฟิงดังขึ้นลู่ไท่ก็ปล่อยพลังอัตลักษณ์ของตัวเองออกมาอย่างไม่ลังเลทันทีพลังอัตลักษณ์สีแดงเพลิงพวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาราวกับเป็เปลวไฟบางๆชั้นหนึ่ง แผ่ไอความร้อนออกมาอย่างรุนแรง
นี่คืออัตลักษณ์ไฟระดับห้าของลู่ไท่
หลังจากได้เห็นบทเรียนจากหลิวหยางแล้วลู่ไท่ย่อมไม่กล้าประมาทอีก
เปรี้ยง!
เมื่อพลังอัตลักษณ์ไฟพวยพุ่งออกมาลู่ไท่ที่ถือกระบี่ไว้ก็พุ่งเข้าใส่หลี่ลั่วอย่างไม่ลังเลบนคมกระบี่มีพลังอัตลักษณ์สีแดงเพลิงสั่นไหวราวกับเปลวไฟ
ฉัวะ!ฉัวะ!
เงากระบี่สีแดงฉานหลายสายพุ่งเข้าฟาดฟันใส่หลี่ลั่วทันที
“หลี่ลั่วไม่ว่าเ้าจะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรแต่หากข้าใช้พลังอัตลักษณ์ระดับหกตรากดดันเ้าโดยตรงเ้าก็ไม่มีทางชนะข้าได้แล้ว!” ลู่ไท่ตะคอกเสียงต่ำ
เื่ที่หลี่ลั่วเชี่ยวชาญวิชาอัตลักษณ์ไม่ใช่ความลับอะไรในวิทยาลัยหนานเฟิง แต่ไม่ว่าเชี่ยวชาญวิชาอัตลักษณ์มากเพียงใดหากไร้ซึ่งพลังอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งมากพอมาหนุนเสริมมันก็เป็เพียงแค่ดวงจันทร์กลางสายน้ำ เพียงััก็สลาย
กระบี่เพลิงอันร้อนแรงพุ่งเข้าใส่หลี่ลั่วค่อยๆ กำกระบองเหล็กในมือเอาไว้แน่น จากนั้นก็ถอยหลังหลบอย่างคล่องแคล่วหลบเลี่ยงคมกระบี่ได้ทั้งหมด
“เ้าจะหลบได้ทั้งหมดหรือ?”
ลู่ไท่แสยะยิ้มเ็าวินาทีต่อมาเขาพลันสะบัดข้อมือ เห็นเพียงแสงสีแดงฉานสว่างวาบจากนั้นมันก็แปรเปลี่ยนเป็ลำแสงเพลิงหลายสายพุ่งเข้าใส่ราวกับพิรุณแห่งเพลิงที่ทั้งงดงามแต่ก็แฝงไว้ด้วยอันตราย
นั่นคือวิชาอัตลักษณ์ระดับกลางกระบี่พิรุณอัคคี เป็วิชาอัตลักษณ์ที่ลู่ไท่ถนัดที่สุด
ลำแสงเพลิงหลายสายพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็วหลี่ลั่วเองก็หมุนกระบองเหล็กในมือขึ้นทันทีเช่นกันราวกับกังหันลมกลายเป็กำแพงป้องกันอันแ่ามั่นคง
“หากไร้ซึ่งพลังอัตลักษณ์แล้วเ้าจะต้านทานวิชาอัตลักษณ์ของข้าได้อย่างไร?” แต่การกระทำของหลี่ลั่วนั้นลู่ไท่กลับแค่นเสียงเยาะเย้ยออกมา
เปรี้ยง!เปรี้ยง!
ลำแสงเพลิงหลายสายะเิออกต่อหน้ากระบองเหล็กมีไอความร้อนกัดกร่อน ทำให้กระบองเหล็กในมือของหลี่ลั่วร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่ทันใดนั้นเองได้มีแสงสีน้ำเงินครามปรากฏขึ้นมาจากบนกระบองเหล็ก
ฉ่า!ฉ่า!
ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาบดบังการมองเห็นของลู่ไท่
ฟึ่บ!
แต่ในชั่วพริบตานั้นเองควันสีขาวที่ราวกับไอน้ำนั่นก็ถูกฉีกกระชากออกเห็นเพียงกระบองเหล็กที่เปล่งประกายแสงสีน้ำเงินสายหนึ่งพุ่งแทงออกมาอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาดจี้ตรงไปทางระหว่างคิ้วของลู่ไท่
การโจมตีที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ลู่ไท่ใวิชาอัตลักษณ์ของเขาถูกหลี่ลั่วต้านรับไว้ได้ทั้งหมดอย่างนั้นหรือ?
เป็ไปไม่ได้!
ลู่ไท่รู้สึกตกตะลึงอยู่บ้างทว่ามือเขากลับไม่ช้าลงแม้แต่น้อย พลังอัตลักษณ์สีแดงเพลิงพวยพุ่งขึ้นมาบนกระบี่ใช้พลังทั้งหมดที่มีเข้าต้านรับกระบองเหล็กที่กำลังพุ่งเข้ามาทันที
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังก้อง
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนทั้งหมดต้องตกตะลึงก็เกิดขึ้นภายใต้การปะทะเช่นนี้พลังอัตลักษณ์สีแดงเพลิงบนกระบี่ของลู่ไท่นั้นราวกับถูกสะกดไว้อย่างรุนแรงพลันดับวูบลงไปจนหมดสิ้นในชั่วพริบตา
แกร๊ง!
กระบี่เหล็กที่ถูกความร้อนสูงและไอน้ำกัดกร่อนพลันแตกออกเป็เสี่ยงๆเศษเหล็กแตกกระจายในขณะที่กระบองเหล็กที่เปล่งประกายสีน้ำเงินนั้นกลับหยุดอยู่ที่หว่างคิ้วของลู่ไท่พอดี
เมื่อััได้ถึงความเจ็บแปลบบริเวณระหว่างคิ้วสีหน้าของลู่ไท่ก็พลันซีดเผือด
การปะทะกันครั้งนี้เกิดขึ้นเร็วมากเมื่อผู้คนตั้งสติกลับมาได้กระบองเหล็กของหลี่ลั่วก็หยุดอยู่ที่หว่างคิ้วของลู่ไท่แล้ว
หลี่ลั่ว…ชนะอีกแล้ว?!
หากบอกว่าในการประลองรอบที่แล้วฝูงชนเพียงรู้สึกประหลาดใจละก็เช่นนั้นครั้งนี้พวกเขาก็รู้สึกเหลือเชื่ออย่างแท้จริง
เพราะครั้งนี้ลู่ไท่ไม่ได้ประมาทแม้แต่น้อยพลังอัตลักษณ์ระดับหกตราเองก็ถูกใช้ออกอย่างเต็มกำลังเลยด้วยแต่ถึงกระนั้นก็ยังพ่ายแพ้ให้กับหลี่ลั่วอยู่ดี?!
เป็ไปได้อย่างไรกัน!
ท่ามกลางสายตาเหลือเชื่อของผู้คนมากมายนั้นไอน้ำที่ลอยอยู่รอบๆ ปลายกระบองเหล็กก็ค่อยๆ จางหายไปส่วนร่างของหลี่ลั่วเองก็ได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าสายตาของฝูงชนด้วย
ซืด!
เสียงสูดลมหายใจด้วยความใพลันดังระงม
ทางฝั่งตึกหนึ่งตี้ฝ่าฉิงและหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ต่างเบิกตาโตพร้อมกันส่วนซ่งอวิ๋นเฟิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ได้ฟาดฝ่ามือลงบนระเบียงไม้ตรงหน้าอย่างแรงจนเกิดรอยร้าวขึ้นมา
บนแท่นสูงสวีซานเยว่ หลินเฟิง รวมไปถึงอาจารย์คนอื่นๆของวิทยาลัยหนานเฟิงต่างก็มีสีหน้าตกตะลึงปรากฏขึ้นเช่นกัน
ส่วนผู้อำนวยการที่อยู่ด้านหน้าสุดก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
เพราะพวกเขาต่างก็เห็นว่าหลี่ลั่วในตอนนี้ได้มีพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินกำลังพวยพุ่งขึ้นมาจากบนร่างกายอย่างช้าๆราวกับเกลียวคลื่นสีคราม
ด้วยสายตาของพวกเขาย่อมต้องมองออกได้ในพริบตาว่า นั่นคือพลังของอัตลักษณ์น้ำ
แต่เป็ที่ทราบกันดีว่าหลี่ลั่วนั้นไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดดังนั้นจึงเป็เื่ยากที่จะบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์ออกมาได้
แต่ตอนนี้…
พลังของอัตลักษณ์น้ำนั้นมันโผล่มาจากไหนกัน?!
หรือว่า...หลี่ลั่วในตอนนี้ไม่ได้ไร้อัตลักษณ์อีกต่อไปแล้วแต่มีอัตลักษณ์น้ำถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว?!