เสียงประตูเหล็กทมิฬที่หนักอึ้งปิดลงดังกึกก้องประหนึ่งเสียงอสนีบาตฟาดลงกลางใจ สัญญาณแห่งการตัดขาดจากโลกภายนอกได้เริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์ ทันทีที่บานประตูงับสนิท แสงสว่างจ้าจากลานประลองวังหลวงก็ถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดที่หนาวเหน็บและชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นอายของซากศพที่เน่าเปื่อยผสมปนเปกับกลิ่นสาบสางของสัตว์อสูรโชยเข้าสู่โสตประสาทอย่างรุนแรง หลินเทียนยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดนั้น ดวงตาคู่คมของเขาทอประกายแสงสีน้ำเงินจางๆ จากพลังัครามที่ช่วยให้เขามองเห็นในที่มืดได้ชัดเจนราวกับกลางวัน
เบื้องหน้าของเขาและยอดฝีมืออีกเก้าคนที่ผ่านการคัดเลือก คือโถงทางเดินกว้างใหญ่ที่สลักเสลาด้วยรูปปั้นอสูรกายหน้าตาอัปลักษณ์นับร้อยชนิด ผนังหินเย็นเยียบแผ่ซ่านด้วยไอหมอกสีม่วงอ่อนที่ส่งผลต่อจิตประสาท หลินเทียนสังเกตเห็นว่ายอดฝีมือคนอื่นๆ เริ่มมีสีหน้าที่ซีดเผือดลง บางคนถึงกับมือสั่นเทาขณะจับอาวุธคู่ใจ มีเพียงจิ่นเฟยที่ยืนอยู่ข้างกายเขาเท่านั้นที่ยังคงรักษาความสุขุมไว้ได้ภายใต้ผ้าคลุมหน้า
"ระวังตัวด้วย... หมอกพวกนี้คือ 'ปราณมารลวงจิต' หากสูดดมเข้าไปมากเกินไปจะเกิดภาพหลอนและควบคุมสติไม่ได้" จิ่นเฟยกระซิบด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่มันกลับชัดเจนในโสตประสาทของหลินเทียน
ทว่ายังไม่ทันที่ใครจะได้ก้าวเดินไปข้างหน้า เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเย็นเยียบก็ดังสะท้อนก้องไปมาตามผนังหอคอย เป็เสียงที่ดูเหมือนจะมาจากทุกทิศทางในคราวเดียวกัน "ยินดีต้อนรับ... เหล่าผู้กล้าที่แสวงหาความตาย ชั้นแรกของหอคอยร้อยอสูรแห่งนี้มีนามว่า 'ทุ่งสังหารไร้เงา' จงรอดไปให้ได้... หากพวกเ้าไม่อยากกลายเป็อาหารให้แก่เหล่าข้าทาสของข้า!"
สิ้นเสียงลึกลับ พื้นศิลาใต้เท้าของทุกคนพลันสั่นะเือย่างรุนแรง ก่อนที่ร่างของยอดฝีมือทั้งสิบจะถูกแยกออกจากกันด้วยค่ายกลมิติที่ซ่อนอยู่ หลินเทียนรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่ฉุดกระชากร่างของเขาหายวับไปจากที่เดิม พริบตาต่อมา เขาพบว่าตนเองยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางทุ่งหญ้าสีดำที่กว้างขวางไร้จุดจบ ท้องฟ้าเบื้องบนเป็สีม่วงเข้มไม่มีแสงดาว มีเพียงดวงจันทร์สีเืที่ส่องแสงสลัวๆ ลงมายังพื้นเบื้องล่าง
"ค่ายกลมิติซ้อนมิติ... หุบเขาไร้เนตรช่างมีวิชาที่พิสดารนัก" หลินเทียนพึมพำพลางกระชับด้ามกระบี่ัพลิกฟ้าที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุม เขาััได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในเงามืดรอบตัว เสียงฝีเท้าแ่เบาที่เหยียบลงบนหญ้าแห้งดังขึ้นรอบทิศทาง มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ แต่เป็เสียงเล็บที่แหลมคมขูดขีดไปกับพื้นดิน
วูบ!
เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากพุ่มหญ้าด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มันคือ 'หมาป่าเนตรโลกันตร์' สัตว์อสูรระดับก่อตั้งรากฐานขั้นต้นที่มีรูปร่างผอมโซแต่เต็มไปด้วยพละกำลัง ั์ตาสีแดงฉานของมันจ้องมองหลินเทียนดุจมองเหยื่ออันโอชะ หลินเทียนไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่เอียงกายหลบกงเล็บที่ตะปบลงมาได้อย่างหวุดหวิด ทิ้งไว้เพียงเงาจางๆ ที่ถูกฉีกขาด
"กระบี่ไร้ลักษณ์ ขั้นที่สอง: กระบี่ไร้เงา!"
หลินเทียนสะบัดข้อมือเบาๆ ปราณกระบี่ที่คมกริบและโปร่งแสงพุ่งแหวกอากาศออกไปอย่างเงียบเชียบ หมาป่าเนตรโลกันตร์ที่กำลังจะกระโจนเข้ามาซ้ำพลันชะงักงัน ร่างของมันถูกผ่าแยกออกเป็สองซีกในพริบตาโดยที่มันไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องคำราม เืสีดำพุ่งสาดกระเซ็นลงบนทุ่งหญ้าสีเขม่า ทว่าหลินเทียนกลับไม่ได้รู้สึกยินดี เพราะเขาััได้ว่าดวงตาสีแดงนับร้อยคู่กำลังเปิดขึ้นในความมืดรอบตัวเขา
"มากันทั้งฝูงเลยงั้นรึ..." แววตาของหลินเทียนเยือกเย็นขึ้น ปราณัครามในจุดตันเถียนเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูง แสงสีครามสว่างวาบออกมาจากร่างกายของเขา ขับไล่หมอกมืดรอบกายให้มลายหายไป
ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องโถงลับที่ชั้นบนสุดของหอคอย เ้าชายเจ็ดนั่งจ้องมองลูกแก้วมนตราที่ฉายภาพเหตุการณ์ในทุ่งสังหารด้วยรอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียม "เ้าเด็กคนนี้... วิชาของมันดูคล้ายกับวิชากระบี่นิรนามที่หายสาบสูญไปจริงๆ หากมันคือผู้สืบทอดสายเืัครามที่ข้าตามหา การได้เห็นมันถูกรุมทึ้งโดยฝูงหมาป่าของข้านับว่าเป็ความรื่นรมย์ที่หาได้ยากยิ่ง"
กลับมาที่ลานสังหาร หลินเทียนกำลังตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของฝูงหมาป่านับร้อยตัว พวกมันโจมตีอย่างมีระบบระเบียบราวกับมีคนคอยบงการ หลินเทียนวาดกระบี่เป็วงกลม สร้างกำแพงปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าปกป้องรอบกาย ทุกครั้งที่หมาป่าตัวใดพุ่งเข้ามา มันจะถูกปราณกระบี่สับละเอียดเป็ชิ้นๆ ทว่าพวกมันกลับไม่เกรงกลัวความตาย กลับยิ่งโถมทับเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
"ในเมื่อพวกเ้าอยากตายนัก ข้าจะสงเคราะห์ให้!" หลินเทียนตวาดก้อง พร้อมกับชักกระบี่ัพลิกฟ้าออกมาจนสุดฝัก แสงสว่างสีเงินยวงปนน้ำเงินเจิดจ้าไปทั่วทุ่งสังหาร
"วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ ขั้นที่สาม: หมื่นกระบี่คืนสู่ศูนย์!"
เขากระแทกปลายกระบี่ลงบนพื้นดิน ปราณกระบี่มหาศาละเิออกจากร่างก่อตัวเป็รูปัครามนับหมื่นเล่มที่พุ่งทะยานออกไปรอบทิศทางประหนึ่งห่าฝนดาวตก เสียงร้องโหยหวนของฝูงหมาป่าดังระงมไปทั่วทุ่งสังหาร ก่อนที่ร่างของพวกมันจะสลายกลายเป็ผุยผงภายใต้อานุภาพของปราณัที่ทรงพลัง ภายในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ ทุ่งหญ้าสีดำที่เคยเนืองแน่นด้วยสัตว์อสูรกลับกลายเป็ความว่างเปล่าอีกครั้ง
หลินเทียนหอบหายใจเล็กน้อย การใช้กระบวนท่าใหญ่ต่อเนื่องกันผลาญพลังปราณในร่างไปไม่น้อย เขาหยิบ 'แก่นอสูร' ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาดูดซับพลังเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ทันใดนั้น เขาสังเกตเห็นว่าที่ใจกลางของทุ่งสังหารมีแท่นศิลาโบราณตั้งอยู่ บนแท่นศิลานั้นมีแผ่นหยกที่สลักลวดลายชิ้นส่วนกระบี่ที่เขาคุ้นเคย
"เบาะแสของชิ้นส่วนที่สอง..." หลินเทียนรีบก้าวเข้าไปที่แท่นศิลา ทว่าก่อนที่มือของเขาจะััแผ่นหยก บรรยากาศรอบตัวพลันบิดเบี้ยวอีกครั้ง ร่างของจิ่นเฟยปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขาในสภาพที่ได้รับาเ็ เสื้อผ้าสีม่วงของนางฉีกขาดและมีเืไหลซึมที่หัวไหล่
"หลินเทียน... หนีไป... มันเป็กับดัก..." นางพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ก่อนที่ร่างของนางจะถูกเงาดำขนาดมหึมาฉุดลากหายเข้าไปในรอยแยกมิติที่เกิดขึ้นกะทันหัน
"จิ่นเฟย!" หลินเทียนะโลั่น เขาไม่ลังเลที่จะพุ่งตามเข้าไปในรอยแยกมิตินั้นทันที แม้จะรู้ดีว่ามันอาจเป็หลุมพรางที่เ้าชายเจ็ดวางไว้
เขาพบว่าตนเองหลุดเข้ามาอยู่ในมิติที่มืดมิดยิ่งกว่าเดิม เป็พื้นที่ที่ไร้ซึ่งแรงดึงดูดและแสงสว่าง มีเพียงโซ่ตรวนสีดำขนาดั์นับพันเส้นที่ไขว้ไปมาในอากาศ และที่ใจกลางของโซ่ตรวนเ่าั้ คือร่างของจิ่นเฟยที่ถูกพันธนาการไว้ โดยมีอสูรกายรูปร่างคล้ายแมงมุมั์ที่มีใบหน้าเป็มนุษย์คอยเฝ้าอยู่ มันคือ 'อสูรลวงจิตา' สัตว์อสูรระดับก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุดที่เป็ผู้คุมกฎของมิตินี้
"เ้ามาเพื่อช่วยนาง หรือมาเพื่อตายไปพร้อมกับนางกันแน่?" อสูรหน้ามนุษย์ถามด้วยเสียงที่ดูถูก
หลินเทียนชูกระบี่ัพลิกฟ้าขึ้นเหนือศีรษะ ปราณัในร่างเดือดพล่านถึงขีดสุด เกล็ดัสีน้ำเงินเริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าและแขนของเขาอีกครั้ง "ข้าไม่ได้มาเพื่อตาย... แต่ข้ามาเพื่อทำลายกรงขังมืดแห่งนี้ และส่งเ้ากลับลงไปในอเวจี!"
ศึกตัดสินในมิติเงากำลังจะเริ่มต้นขึ้น พลังของสายเืัครามจะต้องปะทะกับอาคมมืดของหอคอยร้อยอสูร หลินเทียนจะสามารถช่วยจิ่นเฟยและคว้าชิ้นส่วนกระบี่ที่สองมาได้หรือไม่ หรือเขาจะกลายเป็อีกหนึ่งิญญาที่ถูกจองจำอยู่ในหอคอยแห่งนี้ไปตลอดกาล!