แสงจางสีเงินอมม่วงของมิติวงกตยังคงสาดส่องลงมาอย่างแ่เบาเหมือนเคย แต่ในวันนี้มันดูหนักแน่นขึ้นเล็กน้อยราวกับมีบางสิ่งกำลังกดทับลงมาจากชั้นมิติที่สูงกว่า ต้นไม้คริสตัลสีฟ้าที่กระจายตัวรอบจวนของหลานฉิงอวี่สะท้อนแสงนั้นออกมาเป็ประกายระยิบระยับ แต่ประกายนั้นวันนี้ดูสั่นไหวผิดปกติ ราวกับต้นไม้เ่าั้ััได้ถึงคลื่นพลังที่กำลังใกล้เข้ามา
จวินเหรินยืนอยู่กลางลานฝึกกว้างใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าจวน หินคริสตัลสีฟ้าอ่อนใต้ฝ่าเท้าของเขาแผ่ความเย็นสบายขึ้นมาผ่านรูขุมขน พลังเมล็ดดาวสีม่วงในจิติญญาหมุนวนช้า ๆ แต่หนักแน่นกว่าวันก่อน เขาไม่ได้เรียกดาบออกมา ไม่ได้ใช้หยกัฟ้าคืนชีพ ไม่มีภาพลวงตา ไม่มีเล่ห์กลซับซ้อน วันนี้เขาตั้งใจจะฝึกเพียง 'การรวบรวมปราณบริสุทธิ์' และ 'การไหลเวียนพลังในร่างกาย' โดยไม่พึ่งพาสิ่งใดนอกเหนือจากจิติญญาของตนเอง
หลานฉิงอวี่ยืนห่างออกไปสามสิบก้าว นางไม่ได้สวมเกราะเกล็ดัแสงเหมือนเมื่อวาน แต่เปลี่ยนมาเป็ชุดคลุมบางเบาสีเงินอมม่วงที่พลิ้วไหวตามสายลมที่ไม่มีตัวตน ผมยาวสีม่วงอ่อนถูกปล่อยสยายลงมาถึงกลางหลัง ใบหน้างดงามยังคงเ็าเหมือนเคย แต่ดวงตาคู่นั้นวันนี้ดูนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อยราวกับนางยอมรับแล้วว่าจวินเหรินไม่ใช่เด็กฝึกหัดธรรมดา
นางยกมือขวาขึ้นช้า ๆ นิ้วเรียวเรียงกันราวกำลังจับอักขระที่มองไม่เห็น
"วันนี้เราจะฝึกอย่างที่ข้าบอกเมื่อวาน... ไม่มีหยก ไม่มีสมบัติเทพา ไม่มีดาบ ไม่มีภาพลวงตา เ้าจะใช้เพียงปราณบริสุทธิ์ที่เ้ารวบรวมได้จากเมล็ดดาวในจิติญญา ข้าจะเป็ฝ่ายรุก เ้าเป็ฝ่ายรับและหาทางโต้กลับด้วยการไหลเวียนปราณเท่านั้น"
จวินเหรินพยักหน้าเบา ๆ เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกจนท้องน้อยยุบลงเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ ปล่อยออกช้า ๆ พร้อมกับให้ปราณเมล็ดดาวสีม่วงไหลจากตันเถียน (ที่แม้ถูกทำลายไปแล้ว แต่ในวิถีเทวะนิรันดร์ ปราณใหม่เกิดขึ้นจากจิติญญาโดยตรง) ขึ้นมาผ่านเส้นลมปราณที่เคยขาดตอน ผ่านจุดสำคัญทั้งสามสิบหกจุด ผ่านสมองน้อย ผ่านจุดระหว่างคิ้ว แล้วกระจายออกเป็วงแหวนบาง ๆ รอบร่างกาย วงแหวนนั้นมิได้สว่างเจิดจ้า แต่หนักแน่นและมั่นคงราวกับกำแพงหมอกสีม่วงจางที่หมุนวนช้า ๆ
หลานฉิงอวี่มองดูการรวบรวมปราณของเขาโดยไม่ขัดจังหวะ นางยกมือทั้งสองขึ้นพร้อมกัน นิ้วชี้และนิ้วกลางของมือขวาแตะกันเป็ท่าอักขระ 'ั' มือซ้ายทำท่า 'ดอกบัวคว่ำ' พลังสีเงินอมม่วงที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าวันก่อนแผ่ออกมาจากฝ่ามือทั้งสองข้าง รวมตัวกันตรงกลางอกนางเป็ลูกแก้วแสงขนาดเท่ากำปั้น ลูกแก้วนั้นหมุนวนช้า ๆ ก่อนจะแตกออกเป็เส้นแสงนับร้อยเส้น เส้นแสงเ่าั้ไม่พุ่งตรง แต่คดเคี้ยวราวสายน้ำ วนเวียนเป็วงกลมรอบตัวจวินเหรินราวกับกำลังสร้างกรงแสงที่มองไม่เห็น
"นี่คือ ‘กรงวนแสงหมื่นชั้น’" นางเอ่ยเสียงเรียบ "ข้าจะไม่ใช้พลังทำลาย แต่จะใช้มันบีบอัดและทดสอบการไหลเวียนปราณของเ้า หากเ้าไม่สามารถรักษาสมดุลได้... กรงนี้จะบีบจนปราณของเ้าสลายไปชั่วขณะ และเ้าจะต้องเริ่มรวบรวมใหม่ทั้งหมด"
จวินเหรินไม่ตอบ เขาเพียงหลับตาลงอีกครั้ง มือทั้งสองยกขึ้นระดับอก ฝ่ามือหันเข้าหากันราวกำลังประคองลูกแก้วที่มองไม่เห็น เขาให้ปราณเมล็ดดาวไหลเวียนเป็วงกลมเล็ก ๆ ตรงกลางฝ่ามือ ก่อนจะค่อย ๆ ขยายวงกลมนั้นออกไปช้า ๆ ทีละชั้น ทีละชั้น ราวกับกำลังสร้างเปลือกนอกของดาวดวงน้อยที่เพิ่งก่อตัว
เส้นแสงนับร้อยของหลานฉิงอวี่เริ่มรัดแน่นเข้ามา เสียงดังเบา ๆ ราวกับเส้นไหมกระทบกันนับพันครั้งเกิดขึ้นรอบตัวเขา พลังแสงนั้นมิได้รุนแรง แต่หนักแน่นและต่อเนื่องราวกับน้ำหนักของูเาที่ค่อย ๆ กดทับลงมาทีละน้อย จวินเหรินรู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง มันบีบอัดปราณของเขาให้หดเล็กลงเรื่อย ๆ แต่เขาก็ไม่ตื่นตระหนก เขาเพียงปรับการหมุนวนของเมล็ดดาวให้ช้าลงเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ขยายวงปราณสีม่วงออกไปอีกครั้ง ราวกับกำลังผลักดันแรงกดดันนั้นให้กระจายออกไปแทนที่จะต้านตรง ๆ
หลานฉิงอวี่มองดูการปรับตัวของเขา ดวงตาเ็ายังคงนิ่ง แต่ปลายนิ้วที่ควบคุมเส้นแสงสั่นไหวเล็กน้อย นางเพิ่มความหนาแน่นของเส้นแสงอีกหนึ่งชั้น เสียงดังกราวเบา ๆ เปลี่ยนเป็เสียงครางต่ำราวกับโลหะถูกบีบอัด พื้นที่รอบตัวจวินเหรินเริ่มบิดเบี้ยวเล็กน้อย ราวกับมิติกำลังถูกบีบให้เล็กลง
จวินเหรินยังคงยืนนิ่ง เขาไม่พยายามผลักดันออกไปทั้งหมด แต่ให้ปราณของเขาไหลเวียนตามแรงกดดันนั้น ราวกับน้ำที่ไหลตามร่องเขา เมื่อแรงกดดันจากด้านหนึ่งเพิ่มขึ้น เขาก็ปล่อยปราณส่วนเกินออกไปทางด้านตรงข้ามแทนที่จะต้านไว้ทั้งหมด วงแหวนสีม่วงรอบตัวเขาค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นทีละน้อย ราวกับดวงดาวที่กำลังขยายขนาดโดยไม่แตกสลาย
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม หลานฉิงอวี่จึงค่อย ๆ ลดมือลง เส้นแสงนับร้อยค่อย ๆ กลับมารวมตัวกันเป็ลูกแก้วแสงตรงกลางอกนาง ก่อนจะสลายหายไปอย่างเงียบเชียบ ัแสงแก้วมณีพิสุทธิ์ที่ลอยอยู่ด้านหลังนางก็ค่อย ๆ จางลงจนหายไป เหลือเพียงประกายแสงจาง ๆ ลอยวนรอบตัวนาง
นางมองจวินเหรินที่นั่งลงบนพื้นหินคริสตัล หอบหายใจเบา ๆ แต่สีหน้ายังคงสงบนิ่ง
"เ้า... เรียนรู้การไหลตามแรงกดดันได้เร็วกว่าที่ข้าคิด" นางเอ่ยเสียงเรียบ "คนส่วนใหญ่จะพยายามต้านหรือผลักออกไป แต่เ้ากลับเลือกที่จะไหลไปกับมัน แล้วค่อย ๆ ขยายตัวออก... นั่นคือหลักการแรกของการละทิ้งที่แท้จริง"
จวินเหรินเงยหน้าขึ้นมองนาง หยาดเหงื่อไหลลงมาตามขมับ แต่ดวงตายังคงแจ่มใส
"ขอบคุณที่ชี้แนะ... ข้าเข้าใจแล้วว่าการต้านตรง ๆ มิใช่คำตอบเสมอไป บางครั้งการยอมให้มันไหลผ่าน แล้วค่อยหาทางขยายตัวออกไป... อาจจะดีกว่า"
หลานฉิงอวี่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังกลับไปยังจวน
"วันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้มาอีก ข้าจะเพิ่มระดับความหนาแน่นของแสงอีกสองเท่า เตรียมตัวให้ดี"
นางเดินจากไป ทิ้งให้จวินเหรินนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น เขามองตามหลังนางไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสาย รู้สึกว่าปราณในร่างกายไหลเวียนได้คล่องตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การฝึกวันนี้มิได้ทำให้เขาได้พลังใหม่ แต่ทำให้เขาเข้าใจ 'การไหลเวียน' และ 'การยอมรับแรงกดดัน' ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
แต่ก่อนที่เขาจะเดินกลับชั้นมิติของตนเอง ทันใดนั้นมิติวงกตทั้งหมดสั่นะเือย่างรุนแรง
ไม่ใช่การสั่นะเืจากพลังภายใน แต่เป็การสั่นะเืจากภายนอก
ราวกับมีบางสิ่งขนาดมหึมากำลังฝ่าชั้นมิติเข้ามา พื้นหินคริสตัลใต้เท้าของจวินเหรินร้าวเป็เส้นตรงยาว ประกายแสงสีเงินอมม่วงที่เคยสงบนิ่งพลันสั่นไหวราวถูกคลื่นกระแทก
จากชั้นมิติ้า เสียงคำรามดังก้องราวฟ้าร้อง
"หยุดเดี๋ยวนี้! เ้าฝ่ามิติวงกตของท่านเทวราชเข้ามาได้อย่างไร!"
หงส์เพลิงหยวนพุ่งลงมาจากชั้นมิติ้า ร่างสูงใหญ่กำยำตกลงมายืนกั้นกลางลานฝึก ขวานั์ในมือสั่นะเื พลังเพลิงนิรันดร์แผ่ออกมาปกคลุมพื้นที่ทั้งหมด ผมสีแดงเพลิงสยายพลิ้วไหวราวเปลวเพลิงที่ถูกจุดติด กล้ามเนื้อบึกบึนสีทองแดงสั่นไหวตามจังหวะหายใจที่หนักหน่วง
แต่ก่อนที่เขาจะยกขวานขึ้น
ร่างงามในชุดคลุมสีม่วงเข้มประดับเกล็ดัเงาพุ่งทะลุชั้นมิติเข้ามา
นางคือ 'หยวนอวิ๋นฉี'
ผมยาวสีดำสนิทปนประกายม่วงเข้มยาวถึงพื้น พลิ้วไหวราวสายน้ำหมึกที่ไหลผ่านราตรี ใบหน้างดงามราวเทพธิดาแห่งราตรี ดวงตาสีม่วงเข้มลึกซึ้งยั่วยวนราวกับจะดูดิญญาผู้มองเข้าไป รูปร่างอวบอิ่ม ทรวดทรงสมบูรณ์แบบ อกอวบอิ่มที่ทำให้ชุดคลุมตึงแน่น เอวคอดกิ่ว สะโพกผายกลมกลึง สัดส่วนที่เรียกว่างดงามอย่างแท้จริง ทุกท่วงท่าราวกับกำลังเต้นรำกับจักรวาล ชุดคลุมสีม่วงเข้มพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหวของนาง เกล็ดัเงาที่ประดับตามชายผ้าสะท้อนแสงเป็ประกายมืดมิดแต่เย้ายวน
นางก้าวลงมายืนตรงหน้าหงส์เพลิงหยวนเพียงก้าวเดียว รอยยิ้มบาง ๆ ที่งดงามและอันตรายปรากฏบนใบหน้าของนาง
"เพลิงหยวน... เ้ายังดุร้ายเหมือนเดิมเลยนะ... จดจำข้ามิได้แล้วเชียวหรือ?"
น้ำเสียงของนางนุ่มนวลราวสายลมยามราตรี แต่แฝงไว้ด้วยเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน หงส์เพลิงหยวนที่กำลังยกขวานขึ้น พลันชะงักค้าง ดวงตาสีแดงเพลิงเบิกกว้างเล็กน้อย กล้ามเนื้อกำยำสั่นไหวราวถูกคลื่นบางอย่างกระแทก
"ท่าน... ท่านหยวนอวิ๋นฉี! ท่านมาทำอะไรที่นี่! มิติวงกตนี้ห้ามผู้ใดฝ่าเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากท่านเทวราช!"
หยวนอวิ๋นฉียิ้มกว้างขึ้น นางยกมือเรียวเล็กขึ้นแตะที่ริมฝีปากเบา ๆ ท่าทางนั้นดูเหมือนไม่ตั้งใจ แต่กลับทำให้หัวใจของหงส์เพลิงหยวนเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด
"โธ่... เพลิงหยวน เ้าจะใจร้ายกับข้าขนาดนั้นเลยหรือ? ข้าแค่อยากมาหา ‘หลิงหว่าน’ ของข้าสักหน่อย นานแล้วนะที่ไม่ได้เจอ... เ้าจะไม่ให้ข้าเข้าไปพบหลิงหว่านของข้าเลยหรือ?"
นางก้าวเข้าใกล้หงส์เพลิงหยวนอีกก้าว ชุดคลุมพลิ้วไหวเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่สมบูรณ์แบบ น้ำเสียงนุ่มนวลยิ่งขึ้น ราวกับกำลังกระซิบข้างหู
"หรือว่า... เ้าอยากให้ข้าออดอ้อนเ้าเสียก่อนถึงจะยอมให้ผ่านล่ะ?"
หงส์เพลิงหยวนตัวแข็งทื่อ ขวานั์ในมือสั่นไหว ใบหน้าที่เคยดุดันแดงก่ำขึ้นอย่างรวดเร็ว เขากลืนน้ำลายดังเอื๊อก
"ท่าน... ท่านหยวนอวิ๋นฉี... ท่าน..."
หยวนอวิ๋นฉียิ้มหวาน นิ้วชี้แตะเบา ๆ ที่อกกว้างของเขา พลังเสน่ห์ที่มิใช่พลังทำลาย แต่เป็พลังยั่วยวนที่แทรกซึมเข้าไปในจิตใจแผ่ออกมาจากปลายนิ้วนั้น หงส์เพลิงหยวนที่เคยบ้าพลังและมุทะลุ พลันรู้สึกเหมือนสมองถูกหมอกบางอย่างปกคลุม ดวงตาสีแดงเพลิงเริ่มพร่ามัว
นางกระซิบเบา ๆ ข้างหูเขา
"ข้าจะเข้าไปหาหลิงหว่าน... เ้าจะไม่ห้ามข้าแล้วใช่หรือไม่?"
หงส์เพลิงหยวนพยักหน้าอย่างงง ๆ โดยไม่รู้ตัว ขวานั์หลุดจากมือ ตกลงพื้นดังตึง
หยวนอวิ๋นฉียิ้มหวาน ก่อนจะเดินผ่านเขาไปอย่างสง่างาม เกล็ดัเงาบนชายผ้าสะท้อนแสงเป็ประกายมืดมิดแต่เย้ายวน นางมุ่งหน้าไปยังลานฝึกที่จวินเหรินและหลานฉิงอวี่ยังยืนอยู่
เมื่อนางปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าทั้งคู่
หลานฉิงอวี่ขมวดคิ้วทันที พลังัแสงแก้วมณีพิสุทธิ์แผ่ออกมาจากร่างกายทันใด เกล็ดคริสตัลลอยวนรอบตัวนางราวเกราะป้องกัน
"ท่านหยวนอวิ๋นฉี... ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?"
หยวนอวิ๋นฉียิ้มหวาน มองหลานฉิงอวี่ด้วยสายตาที่ทั้งอ่อนโยนและยั่วยวน
"อวี่เอ๋อร์... เ้ายังเ็ามิเปลี่ยน ข้าเพียงแค่มาเพื่อเยี่ยมหลิงหว่าน แต่ระหว่างทาง... ข้าััได้ว่ามีสิ่งที่น่าสนใจมากอยู่ในมิติวงกตนี้ เลยแวะมาดูสักหน่อย"
สายตาของนางหันไปมองจวินเหรินทันที
จวินเหรินยืนนิ่ง มองตรงไปที่นาง ดวงตาคมกริบไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
หยวนอวิ๋นฉีเอียงศีรษะเล็กน้อย ผมยาวสีดำสนิทปนม่วงไหลลงมาปกคลุมไหล่ข้างหนึ่ง นางก้าวเข้าใกล้เขาช้า ๆ ทุกย่างก้าวทำให้อากาศรอบ ๆ ดูหนักอึ้งขึ้นด้วยเสน่ห์ที่แผ่ออกมาจากร่างกาย
"เ้า... คือเด็กที่หลิงหว่านรับมาเป็ศิษย์คนล่าสุดสินะ? ดูเหมือนว่า... เ้าจะมีของดีติดตัวอยู่ใช่หรือไม่?"
นางหยุดยืนห่างจากเขาเพียงหนึ่งก้าว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คล้ายดอกไม้ยามราตรีผสมกลิ่นอายของัเงาแผ่ออกมาจากร่างกายนาง นางยกมือเรียวเล็กขึ้นแตะคางของเขาเบา ๆ นิ้วชี้ลูบไล้ไปตามแนวกรามช้า ๆ ดวงตาสีม่วงเข้มมองตรงเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับจะดูดจิติญญาเข้าไป
"หล่อเหลาเสียจริงเลยนะ... ดวงตาคู่นี้... เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความเ็ป... ข้าชอบมากเลยล่ะ"
จวินเหรินไม่ขยับ ไม่หลบ ไม่ตอบสนองต่อการัันั้น ดวงตาของเขายังคงสงบนิ่งและแจ่มใส เขายกมือขึ้นจับข้อมือของนางเบา ๆ แต่หนักแน่น แล้วค่อย ๆ ดึงมือของนางออกจากคางตนเอง
"ข้ามีนามว่าจวินเหริน... ท่าน... คือผู้ใด? และเหตุใดจึงมาที่นี่?"
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ไม่มีแววหวั่นเกรง ไม่มีแววหลงใหล
หยวนอวิ๋นฉีชะงักเล็กน้อย รอยยิ้มหวานบนใบหน้างดงามแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็รอยยิ้มที่กว้างและยั่วยวนยิ่งกว่าเดิม
"โอ้... เ้าไม่ตกหลุมเสน่ห์ของข้าเลยหรือ? น่าสนใจจัง... นามของข้าคือหยวนอวิ๋นฉี สหายสนิทของหลิงหว่าน... และข้าก็... สนใจเ้ามากเลยล่ะ..."
นางก้าวเข้าใกล้อีกครึ่งก้าว ร่างกายอวบอิ่มเกือบจะชิดตัวเขา อกอวบอิ่มที่ตึงแน่นใต้ชุดคลุมสีม่วงเข้มยกขึ้นเล็กน้อยตามจังหวะหายใจ กลิ่นหอมยั่วยวนยิ่งเข้มข้นขึ้น นางเอียงศีรษะ กระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลราวสายลมราตรี
"เ้ามีบางอย่างที่ทำให้ข้าสนใจมาก... ความมุ่งมั่นที่ไม่หวั่นไหว... ความเ็ปที่ซ่อนไว้ใต้ความสงบ... ข้าอยาก... ได้หัวใจของเ้ามาในค่ำคืนนี้เสียจริง"
จวินเหรินยังคงยืนนิ่ง เขาไม่ถอย ไม่ผลักไส แต่ก็ไม่ตอบสนอง ดวงตาคมกริบมองตรงเข้าไปในดวงตาสีม่วงเข้มของนาง
"ท่าน... เข้ามาในมิติวงกตนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต หากท่านเป็สหายของท่านอาจารย์จริง ทำไมไม่ไปพบท่านอาจารย์โดยตรงเล่า?"
คำถามนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่น
หยวนอวิ๋นฉียิ้มกว้างขึ้น แต่คราวนี้รอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยความท้าทายและความสนใจที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างชัดเจน
"เพราะข้าอยากมาพบเ้าก่อนไงล่ะ... และตอนนี้... ความไม่หวั่นไหว และนิ่งเฉยของเ้า ทำให้ข้ายิ่งอยากได้เ้ามากขึ้นไปอีก"
นางยกมือขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มิได้แตะคาง แต่แตะที่หน้าอกของเขาเบา ๆ ตรงตำแหน่งที่หยกัฟ้าคืนชีพซ่อนอยู่ นิ้วชี้ลูบไล้ไปตามแนวกระดูกอกช้า ๆ
"ของดีชิ้นนี้... ข้าััได้ถึงพลังของมันั้แ่ไกล... แต่สิ่งที่ข้าสนใจจริง ๆ ไม่ใช่หยก... แต่เป็คนที่มันเลือก... เ้าคนนี้ต่างหากล่ะ"
จวินเหรินจับข้อมือของนางอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นยิ่งกว่าเดิม เขาดึงมือของนางออกช้า ๆ แต่ไม่รุนแรง
"ท่าน... กรุณาถอยออกไป ข้าเคารพที่ท่านเป็สหายของท่านอาจารย์ แต่ที่นี่มิใช่สถานที่สำหรับการเล่นสนุกเช่นนี้"
หยวนอวิ๋นฉีหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นไพเราะราวระฆังเงิน แต่แฝงไว้ด้วยความอันตราย
"เล่นสนุก? โอ้... เ้าหนู... ข้ามิได้เล่นสนุกอยู่นะ ตอนนี้ข้าจริงจังมากเลยล่ะ"
นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่สายตายังคงจับจ้องเขาอย่างไม่วางตา รอยยิ้มหวานบนใบหน้างดงามยิ่งกว้างขึ้น
"ข้าตัดสินใจแล้ว... ว่าข้าจะอยู่ที่นี่สักพัก... เพื่อดูว่าเ้าจะทำให้ข้าประทับใจได้มากกว่านี้หรือไม่... และถ้าเ้าทำได้... บางทีข้าอาจจะ... ให้รางวัลอะไรสักอย่างกับเ้าก็ได้นะ"
หลานฉิงอวี่ที่ยืนนิ่งอยู่อีกด้านหนึ่งก้าวเข้ามาขวางระหว่างทั้งคู่ พลังัแสงแก้วมณีพิสุทธิ์แผ่ออกมาอีกครั้ง เกล็ดคริสตัลลอยวนรอบตัวนางราวเกราะป้องกัน
"ท่านหยวนอวิ๋นฉี... ท่านควรไปพบท่านอาจารย์โดยตรง หากท่านยังฝืนอยู่... ข้าจะต้องใช้กำลัง"
หยวนอวิ๋นฉีหันมองหลานฉิงอวี่ ยิ้มหวานให้อีกครั้ง
"อวี่เอ๋อร์... เ้ายังทำตัวน่ารักกับข้าอยู่เสมอเลยนะ แต่ไม่ต้องห่วง... ข้าจะไม่ทำอะไรเ้าหนูคนนี้... มากเกินไปหรอก... ในตอนนี้น่ะนะ"
นางหันกลับมามองจวินเหรินอีกครั้ง ดวงตาสีม่วงเข้มฉายแววท้าทายและยั่วยวน
"รอพบกันใหม่นะ... เ้าหนูที่น่าสนใจ"
นางสะบัดชายผ้า เกล็ดัเงาพลิ้วไหว ร่างงามค่อย ๆ ลอยขึ้นและหายเข้าไปในชั้นมิติ้า ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมยั่วยวนที่ยังลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
หลานฉิงอวี่ลดมือลง มองตามหลังนางไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองจวินเหริน
"นางคือหยวนอวิ๋นฉี... สหายสนิทของท่านอาจารย์ ระดับวิถีเทวะนิรันดร์ของนางด้อยกว่าท่านอาจารย์เพียงเล็กน้อย แต่พลังเสน่ห์ของนาง... แม้แต่ผู้ฝึกวิถีสูงส่งก็ยากจะต้านทานได้ เ้าระวังนางไว้ให้ดีล่ะ"
จวินเหรินพยักหน้าเบา ๆ
"ข้าเข้าใจแล้ว... แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้มาขัดขวางการฝึกของข้า"
หลานฉิงอวี่มองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
"ดี... งั้นพรุ่งนี้เราจะฝึกต่อ... และครั้งนี้... ข้าจะไม่ยั้งมืออีกแล้ว"
ทั้งสองแยกย้ายกันไป จวินเหรินเดินกลับไปยังชั้นมิติของตนเอง แต่ในใจของเขา ภาพของหยวนอวิ๋นฉียังคงติดตา ไม่ใช่เพราะเสน่ห์ของนาง แต่เพราะเขารู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มหวานนั้น
บางอย่างที่อันตรายยิ่งกว่าพลังทำลายล้างเสียอีก