“.........”
เตชินีรับรู้ถึงลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ นั่นหมายความว่าชายหนุ่มตัวโต ที่นอนกอดก่ายเรือนร่างบางของเธอ ตอนนี้ได้หลับไหลเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว
เตชินีพลิกร่างบางนอนตะแคงข้าง หันหน้ามองใบหน้าคมคาย เธอนิ่งมองอยู่อย่างนั้น ด้วยหัวใจอันแสนเศร้าแกมหดหู่ ที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงจิรกิตติ์ถึงจะไม่ย้ำคิดย้ำพูด ว่าเธอจะต้องไม่เป็นเหมือนญาณุสา และจะต้องทำยังไงจิรกิตติ์ถึงจะเชื่อใจเธอบ้าง ทั้งที่เธอก็ทำตัวดีมาโดยตลอด
“นีไม่คิดจะเป็นอย่างพี่สา ไม่คิดที่จะหักหลัง ไม่คิดที่จะสวมเขาให้พี่ ไม่คิดที่จะหวังอะไรจากพี่นอกจากหวังให้พี่รัก นีรักพี่มาโดยตลอด ทำไมพี่ถึงไม่เชื่อใจนีบ้าง ทำไมจะต้องคอยพูดย้ำๆอยู่ตลอด นีจะต้องทำยังไงพี่ถึงจะเชื่อนี พี่กิตติ์”
ดวงตากลมโตคู่สวยที่มองใบหน้าคมคายไหวระริวด้วยความหม่นเศร้า เหนื่อยเพลียหัวใจ ขณะปากบางจิ้มลิ้มพูดพึมพำออกมาเบาๆ กับชายหนุ่มตัวโตที่นอนหลับไหล พูดจบดวงตากลมโตคู่สวยก็นิ่งมองใบหน้าคมคายอยู่เช่นนั้นเป็นนานสองนาน
“แต่ไม่ว่าจะยังไง นีก็จะทำให้พี่หายแค้น หายโกรธ หายระแวง และหันมารักนีเชื่อใจนีให้ได้”
เตชินีพร่ำพูดขึ้นมาอีก โดยไม่คิดจะท้อแท้ สิ้นหวัง ตราบใดที่เธอยังคงอยู่กับจิรกิตติ์ และตราบใดที่เขายังไม่เบื่อ ยังไม่คิดจะไล่เธอไปจากที่นี่ เธอก็จะพยายามทำทุกวิถีทาง ทำลายความแค้น ความระแวงแครงใจ หันกลับมารักและเชื่อใจเธอให้ได้
เตชินีพูดจบก็จ้องมองใบหน้าคมคายนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตที่แก้มสากแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆขยับร่างบางลุกออกจากเตียงนอนกว้างขวางหนานุ่มช้าๆ เบาๆ เพื่อไม่ทำให้ชายหนุ่มตัวโตที่นอนหลับสะดุ้งตื่น
ลุกออกจากเตียงนอนกว้างขวางหนานุ่ม มายืนอยู่ข้างๆเตียงนอนได้แล้ว เตชินีเดินไปก้มเก็บเสื้อผ้าที่กองอยู่บนพื้นไปใส่ตะกร้าเสื้อผ้า แล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ
“.........”
คนที่เตชินีคิดว่านอนหลับไปแล้ว ได้ยินเสียงปิดประตูห้องน้ำ พลันลืมตาขึ้นและหันไปมองที่ห้องน้ำ ซึ่งตอนแรกจิรกิตติ์หลับไปแล้วจริงๆ เขาเป็นคนที่รู้สึกตัวไว พอหญิงสาวตัวเล็กขยับตัวจึงรู้สึกตัว และพลันได้ยินคำพูดตัดพ้อของเธอทั้งหมด
นั่นสินะ ทำไมเขาถึงคอยแต่ย้ำคิดย้ำพูดว่าเตชินีต้องเป็นเหมือนเช่นพี่สาวของเธอด้วย ทั้งที่เตชินีกับญาณุสาแตกต่างกันลิบลับ ข้อนี้เขาก็รู้ก็เห็นอยู่แล้ว ตั้งแต่ที่เตชินีมาคอยดูแลเขา จนกระทั่งตอนนี้ เตชินีไม่เคยทำอะไรให้เขาต้องระแวงคลางแคลงใจเลยสักครั้ง จะมีแต่เขานี่แหละที่หึงจนหน้ามึดตามัว
‘พี่จะลองเชื่อใจเธอดูสักครั้ง จะไม่พูดย้ำๆอีก’
จิรกิตติ์พร่ำพูดกับเตชินีอยู่ภายในใจ และคิดว่าตัวเองผิดที่คอยแต่พูดย้ำเตือนเตชินีย้ำๆ ในเรื่องที่ไม่อยากจะให้เตชินีเป็นเหมือนพี่สาว เขาจะต้องหยุดพูดได้แล้ว และหันมาไว้เนื้อเชื่อใจเตชินีลองดู
แกร๊ก......
จิรกิตติ์ได้ยินเสียงประตูห้องน้ำเปิด จึงหลับตาลงอีกครั้ง แต่กระนั้นหูก็คอยฟังเสียงเดินไปเดินมาของเตชินี สักพักรับรู้ถึงการยุบตัวของที่นอนฝั่งที่เตชินีใช้นอนเป็นประจำ
“ทำไมใส่เสื้อผ้าล่ะ?”
O_O
“พี่หลับไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
พอเตชินีนอนลง จิรกิตติ์เข้าสวมกอดร่างบางทันที พลันลืมตาขึ้น และเอ่ยถามออกมาทันที เมื่อรู้ว่าเตชินีสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย เตชินีถึงกับเบิกตากว้าง เอ่ยถามจิรกิตติ์กลับไปในทันทีเช่นกัน เพราะตอนที่เธอลุกออกจากเตียงนอนกว้างขวางหนานุ่ม ก็เห็นว่าเขานอนหลับไปแล้วจริงๆ
“หลับได้ก็ตื่นได้ ไม่เห็นจะต้องตกใจเลย”
“พี่กิตติ์ พี่จะทำอะไรเนี้ย พี่ยังไม่พออีกเหรอ?”
ปากอันร้อนรุ่มของจิรกิตติ์พร่ำพูดไป มือไม้ของเขาก็ไม่อยู่เป็นสุขไปด้วย คอยลูบไล้คอยดึงทึ้งเสื้อผ้าของเตชินีให้หลุดออกไปจากร่างบาง มือเรียวเล็กจึงรีบจับเอาไว้ ปากบางจิ้มลิ้มเอ่ยถามเขาไปด้วย
“ใส่ทำไมเสื้อผ้านี่นะ เกะกะ พี่ไม่ชอบให้ใส่ มันทำอะไรไม่สะดวก ถอดออก!”
จิรกิตติ์พูดไปก็ขืนมือดึงทึ้งเสื้อผ้าออกไปจากร่างบาง จนในที่สุดร่างบางก็เปล่าเปลือยอีกครั้ง และเขาไม่ใช่แค่ทำให้ร่างบางเปล่าเปลือย เขายังขึ้นคร่อมทาบทับร่างบาง และเริ่มบทเพลงแห่งรักด้วยกันอีกครั้ง
๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗