เหอเถาฮวาทำสีหน้าไม่ใส่เท่าไหร่เธอเชิดหน้าขึ้น และแค่นเสียง 'ฮึ' ในลำคอ
"ฉันไม่กลัวพวกปากมากนั่นหรอกต่อให้พวกนั้นรวมกัน ก็ยังสู้ฉันไม่ได้เลย ฉันถนัดเรื่องต่อสู้จะตายไป!"
ที่เธออยู่อย่างเงียบๆ ก่อนหน้านี้เพราะเธอแค่ไม่อยากยุ่งเรื่องชาวบ้านเท่านั้น
ท่าทางหยิ่งๆแบบไม่ยอมแพ้ใครของเหอเถาฮวาทำให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวกับสวีซิ่วทั้งขำทั้งเหนื่อยใจ
เหอเถาฮวาไม่ได้ถือสาอะไรเธอยิ้มอย่างเอ็นดู พลางพูดขึ้นว่า
"เสี่ยวเสี่ยว เธอมีความสามารถอย่าไปฟังคำพูดเหลวไหลของคนพวกนั้นเลยนะฉันเชื่อว่าเธอหาเงินมาได้ด้วยความสามารถของตัวเอง!"
พูดจบเธอก็ชูนิ้วโป้งให้
สวีซิ่วที่ยืนอยู่ข้างๆมองเหอเถาฮวาที่ดูกระตือรือร้น เธอเม้มปากแน่น ก่อนจะพูดว่า
"ป้าเหอเถาฮวาพี่เสี่ยวเสี่ยวคิดวิธีหาเงินให้ฉันได้วิธีหนึ่ง แต่ฉันทำคนเดียวไม่ไหวป้ามาช่วยฉันได้ไหมคะ?"
ตอนเลิกงานเมื่อกี้นี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวบอกกับเธอแล้วว่า เธอคนเดียวอาจจะทำงานนี้ไม่ไหวควรหาคนมาช่วยสักสองสามคน
เธอไม่ค่อยมีตัวตนในหมู่บ้านไม่มีเพื่อนสนิท และเธอเองก็คิดว่าเหอเถาฮวามีน้ำใจ จึงอยากชวนหล่อนมาช่วย
พอได้ยินแบบนั้นเหอเถาฮวาก็ดีใจจนไม่รู้จะพูดยังไง เธอโบกมือไปมา "ซิ่วซิ่ว อย่ามาล้อป้าเล่นเลย ป้าแก่แล้ว จะไปช่วยอะไรได้เธอลองหาคนอื่นดูไม่ดีกว่าเหรอ?"
ถึงจะอยากหาเงินมาเก็บไว้ให้ลูกชายแต่งงานแต่ได้ยินว่าทำธุรกิจต้องมีเงินทุน ตอนนี้เธอมีเงินแค่สิบกว่าหยวนเองจะไปทำอะไรได้
"ฉันมีเงินนะคะ!"
สวีซิ่วร้อนใจ กลัวเหอเถาฮวาจะไม่ยอมช่วยเธอรีบพูดแก้ตัวอย่างตะกุกตะกัก เพราะรู้ตัวว่าพูดโพล่งออกมา
"พี่เสี่ยวเสี่ยวช่วยฉันหาเงินมาได้นิดหน่อยฉันออกให้ป้าเหอไปก่อนก็ได้นะคะ พอเราหาเงินได้แล้วค่อยคืนฉันตอนนั้นก็ยังไม่สายค่ะ!"
ก็ต่งเสี่ยวเสี่ยวบอกเองนี่ ถ้ามีอะไรจะพูดก็พูดมาเลย อย่าอ้อมค้อม
ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ช่วยพูดเสริมว่า"ป้าเหอเถาฮวาคะ หลังเลิกงานป้าก็ลองทำดูได้ ช่วงแรกๆฉันจะหาเวลาไปช่วยที่ตลาด พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางถ้าหาเงินได้บ้างแล้วค่อยให้แต๊ะเอียฉันก็ได้ค่ะ"
เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังสักพักแต่ก็ยังไม่วายแอบหยอกล้อเล็กน้อย
พูดมาถึงขนาดนี้แล้วเหอเถาฮวาก็ไม่กล้าปฏิเสธ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
"ก็ได้! ถ้าพวกเธอไม่รังเกียจป้าแก่ๆคนนี้ ป้าจะมัวลังเลอะไรอีกให้เสียเวลา!"
"งั้นบ่ายนี้เราไปซื้อของที่ตลาดไปลองเสี่ยงโชคกันนะคะ" ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูด
ทั้งสามคนนัดแนะเวลากันให้เรียบร้อยก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน
"แม่คะ!"
พอเปิดประตูบ้านเข้ามาฉินไห่เยว่ก็รีบวิ่งมาหาทันที
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบถอยหลังไปสองก้าว"อย่าเพิ่งเข้ามา แม่ตัวมอมแมมไปหมด เดี๋ยวลูกจะเลอะไปด้วยนะ"
ฉินไห่เยว่ยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างว่าง่ายก่อนจะชี้ไปทางขวาแล้วพูดขึ้นมา
"พ่อรู้ว่าแม่จะกลับมาเลยตักน้ำใส่ไว้ในอ่าง เอาไว้ให้แม่กลับมาล้างมือ จะได้กินข้าวพร้อมกันค่ะ!"
พอมองตามมือของฉินไห่เยว่ที่ชี้ออกไปเธอก็เห็นอ่างน้ำวางอยู่จริงๆ
"ที่รัก ไปล้างมือเถอะแล้วรีบเข้ามากินข้าวได้แล้ว"
ระหว่างนั้นเอง เสียงของฉินซู่ก็ดังขึ้นมา
ฉินซู่ถือจานกับข้าวเดินออกมาอย่างกะเผลกพร้อมกับพูดกำชับไปด้วย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มตอบเธอปัดฝุ่นบนตัวออกให้หมด แล้วค่อยล้างมือ
ถึงแม้ช่วงนี้อากาศจะเริ่มเย็นลงบ้างแล้วแต่ตอนเที่ยงอากาศก็ยังร้อนอยู่ดี น้ำในอ่างน่าจะเพิ่งตักมาใหม่ๆทำให้รู้สึกเย็นชื่นใจ
วันนี้ตอนเที่ยงพวกเขากินก้านกระเทียมผัดเนื้อเค็มตากแห้งที่กินไม่หมดเมื่อวาน เอามาอุ่นให้ร้อนก็กินได้แล้ว และยังทำผัดผักเพิ่มอีกจาน
ทั้งครอบครัวกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเล่าเรื่องที่ทำหม่าล่าทั่งกับเหอเถาฮวาและสวีซิ่วให้ฉินซู่ฟังเขาก็พยักหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะพูดขึ้นมา
"ฉันก็อยากทำธุรกิจอะไรสักอย่างเหมือนกัน"
คราวนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวเริ่มสนใจขึ้นมาทันทีเธออดไม่ได้ที่จะถามเขา
"ที่รักกำลังคิดอะไรในใจอยู่รึเปล่า?”
ฉินซู่ตักข้าวสวยเข้าปากคำใหญ่เคี้ยวข้าวแล้วกลืน ก่อนจะพูดว่า
“ฉันอยากจะเปิดโรงงานผลิตยาอีกอย่างเธอก็ถนัดด้านนี้อยู่แล้วด้วย ถ้ามีเธอคอยดูแล งานก็จะง่ายขึ้นเยอะ”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถึงกับสูดหายใจไม่คิดว่าฉินซู่จะมีคิดวางแผนเอาไว้แบบนี้
"แต่การเปิดโรงงานผลิตยามันยากกว่าการเปิดโรงงานทั่วไปนะ ต้องใช้คนที่มีใบประกอบวิชาชีพทั้งด้านเภสัชวิศวกรรม แล้วก็ผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ อีกเยอะไม่ใช่แค่มีใบอนุญาตแล้วจะเปิดได้ทันที"
โรงงานผลิตยามักจะเข้มงวดกว่าโรงงานทั่วไป
ตอนนี้ก็ยังอยู่ในยุค 80ข้อกำหนดต่างๆ ยังเข้มงวดมาก แถมรัฐบาลก็ตรวจเข้มสุดๆ ด้วย
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากสนับสนุนฉินซู่ให้เปิดโรงงานผลิตยาแต่พวกเขายังไม่มีเงื่อนไขพวกนั้น
ฉินซู่พยักหน้าเล็กน้อย"ที่รัก เรื่องนี้เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอกฉันติดต่อเพื่อนเก่าสมัยเป็นทหารไว้แล้ว เขาช่วยฉันได้พอดีแต่ตอนนี้เงินทุนยังไม่พอ การเปิดโรงงานผลิตยานี่มันยากจริงๆ"
เขาเตรียมทุกอย่างไว้ครบแล้วขาดก็แค่สิ่งเดียวที่สำคัญสุด
นั่นก็คือ ยังขาดเงินทุนอีกเล็กน้อย
สีหน้าของต่งเสี่ยวเสี่ยวเปลี่ยนเป็นจริงจัง“แค่เงินเดือนฉันคนเดียว คงเปิดโรงงานไม่ได้หรอก…มันยากเกินไป”
ฉินซู่ตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปากแล้วอธิบายว่า "ตอนนี้ฉันร่วมมือกับเพื่อนทำโครงการหนึ่งถ้าทำเสร็จแล้วได้เงินก้อนนั้นมา หลังจากนั้นเราก็ค่อยเก็บสะสมไปเรื่อยๆก็น่าจะพอเปิดได้แล้ว ตอนนี้แค่รอเวลาเท่านั้น เธอไม่ต้องห่วงอะไรหรอกนะเงินที่หามาได้ เธอเก็บเอาไว้ใช้เองเถอะ!"
ฉินซู่ไม่เคยคิดที่จะใช้เงินของต่งเสี่ยวเสี่ยวเขาแค่อยากจะบอกความคิดของตัวเองให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้ก็เท่านั้น
"แต่ว่า..."
"รีบกินข้าวเถอะ!ถ้าช้ากว่านี้มันจะไม่ร้อน แล้วจะไม่อร่อยนะ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ถูกฉินซู่ขัดจังหวะ ในชามของเธอยังมีเนื้อเค็มตากแห้งที่สามีคีบให้อีกชิ้น
ในเมื่อเขาไม่อยากพูดอะไรมากเธอก็ไม่อยากจะเซ้าซี้ เรื่องเงินน่ะ เธอจะหามาให้เยอะๆ ก่อน แล้วค่อยยัดให้เขา
หลังจากกินข้าวเสร็จ เด็กๆทั้งสามคนก็รับหน้าที่ล้างจาน
เด็กๆสามคนช่วยล้างจานจนสะอาดเอี่ยมอ่องอย่างรวดเร็ว
"อาซู่!"
แล้วในจังหวะนั้นเอง เสียงนุ่มๆแผ่วเบาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวและฉินซู่กำลังคุยกันอยู่ในลานบ้านพอหันไปมอง ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาซีดเซียว ใบหน้าเต็มไปด้วยกระรูปร่างซูบผอม ผมเผ้าค่อนข้างยุ่งเหยิง เธอกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูอย่างประหม่า
"พี่?"
ฉินซู่เรียกอย่างไม่แน่ใจ
ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงประตูถึงกับตาแดงน้ำตาคลอเบ้าทันที
พอได้ยินเขาเรียกแบบนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบลุกขึ้น เปิดประตูให้ แล้วเชิญเธอเข้ามา
ผู้หญิงคนนั้นมองต่งเสี่ยวเสี่ยวเธอแอบปาดน้ำตา แล้วสูดน้ำมูกเสียงดัง ฝืนยิ้มแล้วทักทายว่า"นี่คือน้องสะใภ้ใช่ไหม?"
"สวัสดีค่ะ ข้างนอกอากาศร้อนมีอะไรก็เข้ามาคุยข้างในกันก่อนเถอะนะคะ" ต่งเสี่ยวเสี่ยวทักทายอย่างอ่อนน้อม
"อืม!"
ฉินฮุ่ยเจียวรับคำก่อนจะหิ้วของเดินเข้ามาในลานบ้านฉินซู่ที่ยืนอยู่ก็หยิบน้ำหนึ่งแก้วแล้วยื่นให้เธอ
"ดื่มน้ำก่อนสิ"
ฉินฮุ่ยเจียวนั่งลงอย่างเกร็งๆมือยังถือแก้วน้ำไว้แน่น เธอจิบน้ำนิดหน่อยเป็นระยะๆ
ฉินซู่หันไปแนะนำให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้จัก"นี่คือพี่สาวคนโตของฉัน ฉินฮุ่ยเจียว เธอแต่งงานออกไปนานแล้วนานๆ จะติดต่อมาที่บ้านสักครั้ง สองปีมานี้ ฉันส่งจดหมายไปก็ไม่มีข่าวคราวตอบกลับก็เลยไม่ได้เล่าเรื่องพี่สาวให้เธอฟัง"
พอพูดถึงเรื่องนี้ฉินฮุ่ยเจียวก็น้ำตาคลอเบ้า สูดน้ำมูกดังเฮือก “ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากติดต่อเลยนะฉันแค่ไม่กล้าเขียนกลับบ้าน ตอนนั้นมันจำเป็นจริง ๆ”