ความเดิมตอนที่แล้ว
ไป๋เสวี่ย เทพแห่งวารีเหนือปรากฏตัวในถ้ำน้ำแข็งท่ามกลางทะเลหิมะที่หนาวเหน็บและรอคอยสตรีนางหนึ่งในบ้านไม้กลางป่าไม่นาน เขาก็ได้พบกับชิงอวี่ เทพแห่งวารีใต้สตรีผู้หล่นลงมาจากฟากฟ้าหลังสายฝนซา ไป๋เสวี่ยชิงอวี่ ลู่หย่งเจิ้ง หยางเฉิง และเฟิงอี้ พวกเขาคือเหล่าเทพแห่งธาตุผู้เป็สหายที่เคยร่วมต่อสู้กับนางมารเหม่ยซิ่นฮวาจนผนึกนางเอาไว้ได้สองพันปีต่อมาหยางเฉิงถูกลอบทำร้าย ตำหนักของเขาเกิดไฟไหม้ อีกทั้งคัมภีร์สยบเพลิงหายไปพร้อมกับการหายตัวไปของลู่หย่งเจิ้งในเวลาเดียวกันเผ่าปีศาจก็ออกอาระวาทสังหารผู้คน องค์เทียนจวินจึงส่งสารให้ไป๋เสวี่ยและชิงอวี่มาเข้าเฝ้าเป็การส่วนพระองค์ก่อนจะมีบัญชาให้ทั้งสองเตรียมตัวลงไปยังโลกมนุษย์เพื่อตามหาลู่หย่งเจิ้งและขจัดภัยร้ายจากเผ่าปีศาจในเวลาไล่เลี่ยกันท่านต้วนจิวเมิ่ง เทพาุโผู้รู้ชะตาก็เดินทางมาเข้าเฝ้าองค์เทียนจวินเช่นกันแต่ในระหว่างทางนั้น เขาได้พบกับเหล่าเทพเซียนผู้มาใหม่กลุ่มหนึ่งกำลังยืนสนทนากันเกี่ยวกับองค์เทพทั้งห้าอยู่ภายในสวนดอกไม้ริมทางเดินก่อนถึงตำหนักไท่เฉิง
เสี่ยวเซิน : “ เมื่อครู่นี้ท่านสองวารีเทพแห่งตำหนักทิศอุดรใช่หรือไม่องค์วารีเทพทั้งสองจะว่าไปก็แปลก ไยองค์เทียนจวินต้องให้มาเข้าเฝ้าถึงตำหนักไท่เฉิงเป็การส่วนพระองค์ดูมีลับลมคมในยังไงชอบกล นี่เป็เพราะอะไรพวกท่านรู้หรือไม่? ”
เสี่ยวหลาง : “ จะไปรู้ได้ไง องค์เทพทั้งสองใช้เวลาส่วนใหญ่กักตนบำเพ็ญเพียรอยู่ในเขตหวงห้ามนี่พวกเราก็เพิ่งจะพบทั้งสองท่านเองไม่ใช่เรอะ ข้าได้ยินมาว่าเดิมทีท่านเว่ยหลิงเทียนเป็ผู้ที่พาพวกเขามาตามบัญชาขององค์เทียนจวินดังนั้นผู้ที่รู้ก็เห็นจะมีองค์เทียนจวิน ท่านเว่ยหลิงเทียน อ้อ! แล้วก็ท่านต้วนจิวเมิ่งอีกท่านนึง ท่านกล้าไปถามหรือไม่เล่า? ”
เสี่ยวเซิน : “ ปัดโธ่! ท่านก็ถามได้ ใครเลยจะกล้า ข้าแค่อยากรู้แต่ก็ไม่ได้อยากหาเื่ใส่ตัวนี่นาเอ..หรือนี่จะเกี่ยวกับความเป็มาของทั้งสองท่าน ”
เสี่ยวเฮ่อ : “ เอ๊ะ!หรือว่าท่านรู้? ”
เสี่ยวเซิน : “ก็ไม่รู้นะสิ ถึงได้อยากรู้ไง หรือว่าพวกท่านไม่อยากรู้ ”
เสี่ยวเฮ่อ / เสี่ยวหลาง : “ โธ่..! ”
เสี่ยวเฮ่อ : “ ข้าก็นึกว่ารู้”
เสี่ยวเซิน : “ ข้าก็รู้มาพอๆ กับพวกท่านนั่นแหละ ท่านสองวารีเทพปรากฏตัวบน์พร้อมพลังิญญาที่สูงส่งไร้ผู้ใดเปรียบทั้งยังได้รับความไว้วางพระทัยจากองค์เทียนจวิน แต่เื้ักลับไม่มีผู้ใดรู้ว่าพวกเขาเคยเป็ใครหรือมาจากที่ใดนี่พลังตบะที่บำเพ็ญเพียรมาไม่รู้ว่ากี่หมื่นกี่พันปีแล้ว ดีไม่ดีนาอาจจะมากกว่าท่านเทพผู้รู้ชะตาท่านนั้นเลยก็ว่าได้”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ อะแฮ่ม! ”
เสี่ยวเซิน : “เอ.. เสียงคุ้น ๆ ”
สหายเซียนทั้งสามพูดจาสนทนากันโดยหารู้ไม่ว่าเทพาุโที่พวกเขากล่าวถึงจะบังเอิญผ่านมาได้ยินเข้าพอดีเมื่อสามสหายได้ยินเสียงขัดจังหวะพวกเขาจึงหันหลังกลับไปมองพลันได้เห็นเทพผู้รู้ชะตาเข้าก็ถึงกับสะดุ้ง ทั้งสามพากันก้มหน้าก้มตาบ้างก็เอามือปิดปากแต่ก็ไม่ทันเพราะเวลานั้นเทพาุโวางสีหน้าเข้มมองพวกเขาด้วยแววตาขุ่นดูไม่พอใจนักทำให้พวกเขาพากันก้มหน้างุดเพื่อหลบสายตาผู้าุโ
ต้วนจิวเมิ่ง : “ พวกเ้าเป็เทพเซียนมาใหม่ใช่หรือไม่? ”
เซียนทั้งสาม : “ เอ่อ.. ขอรับ ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ แล้วนี่ว่างกันอยู่รึ ไม่เอาเวลาไปบำเพ็ญเพียรแต่กลับมาจับกลุ่มพูดคุยกันหากเปลี่ยนความอยากรู้อยากเห็นเป็ความใฝ่รู้ได้ก็คงจะดีไม่น้อย ดีเสียจริง!ช่างเป็เื่ที่บังเอิญหรืออาจเป็วาสนา ข้าก็ชอบช่วยเหลือผู้อื่นฝึกฝนบำเพ็ญตนอยู่บ่อยครั้งเช่นนั้นข้าจะช่วยชี้แนะวิธีฝึกตนให้กับพวกเ้า ดีหรือไม่! ”
เซียนทั้งสาม : “ เอ่อ..คือ.. ขอรับ ”
เซียนสามสหายมองหน้ากันเลิกลักแต่ก็ตอบรับผู้าุโอย่างเสียไม่ได้เทพาุโเห็นดังนั้นจึงยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัยแล้วหันหลังเดินจากไปทันที สร้างความงุนงงสงสัยให้กับเหล่าเซียนทั้งสามพวกเขาชะเง้อคอมองตามผู้าุโด้วยแววตาฉงนเมื่อเทพาุโเดินจากไปพ้นสายตาสามสหายก็รีบหันหน้ามาจับกลุ่มกันและในตอนนั้นเองที่พวกเขาได้เข้าใจว่าที่ผู้าุโกล่าวไว้เมื่อครู่นั้นหมายถึงอะไร
เซียนทั้งสาม : “ อื่อ! อึ้มๆๆ อึ้มๆ ”
ทั้งสามพยายามอ้าปากพูดคุยสื่อสารกัน ทว่าแม้จะใช้มือง้างปากหรือทำอย่างไรพวกเขาก็ไม่สามารถเปิดปากพูดได้ทำได้เพียงเปล่งเสียงอื้ออึงอยู่ในลำคอเพื่อต่อว่ากันเอง
เสี่ยวเฮ่อ : “อือ อึ๊ อื้อ ” ( เป็เพราะท่าน )
เสี่ยวเซิน : “ อื้อ อื้อ อื่อ ” ( ท่านนั่นแหละ )
เสี่ยวเฮ่อ : “ อื้อ อือ อื่อ ” ( ท่านต่างหาก )
เสี่ยวหลาง : “ อื้อ อือ อื่อ ” ( ท่านต่างหาก )
ต้วนจิวเมิ่งคือเทพาุโผู้ล่วงรู้เื่ราวต่างๆมากมาย ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็ความลับ์ที่ไม่อาจเปิดเผย แน่นอนว่าเขารู้ถึงความเป็มาขององค์วารีเทพทั้งสองเป็อย่างดีแม้เขาจะเป็ผู้าุโแต่ก็เคารพไป๋เสวี่ยและชิงอวี่ไม่น้อย เพราะเหตุนี้การที่เขาถูกเทพเซียนผู้มาใหม่ทั้งสามเอ่ยนามลับหลังอย่างไม่ยำเกรงจึงไม่น่าถือสาเท่ากับการที่พวกเขากล่าวถึงองค์วารีเทพทั้งสองเลยเทพาุโจึงร่ายคาถาผนึกวาจาสั่งสอนสหายเซียนเ่าั้เพื่อให้สงบคำและจดจำไว้เป็บทเรียนเมื่อต้วนจิวเมิ่งเดินทางมาถึงหน้าตำหนักก็ได้พบกับชิงอวี่ที่เพิ่งเสร็จธุระจากการเข้าเฝ้าองค์เทียนจวินเข้าพอดี เขาจึงคำนับชิงอวี่พร้อมกับกล่าวทักทายและชิงอวี่เองก็ก้มศีรษะลงอย่างสุภาพเพื่อทักทายเทพาุโเช่นกัน
ต้วนจิวเมิ่ง : “ อ้อ..! ท่านชิงอวี่ ”
ชิงอวี่ : “ ผู้าุโต้วน ไม่พบกันเสียนาน ท่านสบายดีหรือ? ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ท่านชิงอวี่ ไม่พบเสียนาน ท่านยังอ่อนโยนงดงามไม่เปลี่ยน ก็อย่างที่ท่านเห็นข้ายัง.. ”
เทพาุโไม่ทันได้พูดคุยกับชิงอวี่จนจบ สายตาของเขาเหลือบมองไปเห็นไป๋เสวี่ยที่เดินตามชิงอวี่มาจากด้านหลัง
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เอ่อ.. ข้ายังมีเื่สำคัญที่ต้องหารือกับองค์เทียนจวินเพื่อมิให้เป็การล่าช้า ท่านชิงอวี่ ข้าต้องขอตัวก่อน ”
เทพผู้าุโรีบกล่าวตัดบทพร้อมคำนับชิงอวี่และเดินออกมาทันทีเมื่อเขาเดินมาพบกับไป๋เสวี่ยเขาเพียงคำนับไป๋เสวี่ยพลางอมยิ้มอย่างรู้ความแล้วก็เดินผ่านไปทางด้านชิงอวี่หลังจากที่สนทนากับผู้าุโแล้วนางก็กำลังเดินทางกลับตำหนักไป๋เสวี่ยที่เดินตามหลังมาเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถามนางพร้อมกับหายวับจากด้านหลังมาปรากฏตัวตรงหน้านางจนชิงอวี่ต้องหยุดชะงัก
ไป๋เสวี่ย : “ นั่นเ้าจะไปไหน! ”
ชิงอวี่ : “ เมื่อครู่องค์เทียนจวินเพิ่งมีรับสั่งให้เราเตรียมตัวให้พร้อมอีกไม่กี่ชั่วยามเราต้องเดินทางไปยังโลกมนุษย์ ข้าจะกลับตำหนัก ”
ไป๋เสวี่ย : “ เพิ่งรู้ เ้าเชื่อฟังผู้อื่นเช่นนี้ ”
ชิงอวี่ไม่ได้ตอบอะไร นางแอบหลบสายตาที่รู้ทันของไป๋เสวี่ย
ไป๋เสวี่ย : “ แต่สิ่งนึงที่ข้ามั่นใจ เ้าไม่มีทางลงไปโดยที่ไม่รู้อะไรและไม่มีวิธีรับมือ”
ไป๋เสวี่ยพูดพลางเดินเข้าประชิดตัวชิงอวี่ เขามองหน้านางด้วยแววตาอ่อนโยนลึกซึ้งอย่างกับว่าอยากแกล้งให้นางเขินอายซึ่งก็ได้ผล นางเงยหน้าสบตาเขาเพียงครู่แล้วจึงเอียงหลบด้วยความขวยเขิน
ไป๋เสวี่ย : “ ถึงอย่างนั้นข้าก็ต้องขออภัยที่ไปยังเขตแดนผนึกมารโดยไม่ได้บอกเ้าแก่นผนึกิญญามาจากพลังิญญาครึ่งหนึ่งของเราทั้งคู่หากข้าไม่ไปเองข้าย่อมไม่ยอมให้เ้าไป ”
หลังจากที่ชิงอวี่ได้ยินที่ไป๋เสวี่ยพูด นางจึงหันกลับไปมองหน้าเขาและยิ้มให้เขาด้วยแววตาที่ซาบซึ้งนางเข้าใจและไม่ปฏิเสธความห่วงใยที่ไป๋เสวี่ยมีต่อนางเพราะหากเป็นางก็จะทำเช่นเดียวกันเพียงแต่ไป๋เสวี่ยชิงตัดหน้าไปที่นั่นก่อนนางเท่านั้น
ไป๋เสวี่ย : “ ชิงเอ๋อ! เราเหลือเวลาอีกไม่มากข้ายังมีเื่อยากคุยกับเ้า อีกครึ่งก้านธูปเจอกันที่เดิม เป็อันตกลงตามนี้ ”
พูดจบไป๋เสวี่ยก็หันหลังเดินออกไปโดยไม่รอฟังคำตอบจากชิงอวี่หลังจากที่เขาคล้อยหลังจากไปแล้วชิงอวี่จึงก้มหน้าอมยิ้มอย่างอิ่มเอม ด้านไป๋เสวี่ยเองก็เช่นกันสำหรับผู้อื่นแล้วเขาทั้งเ็าและน่าเกรงขามมีเพียงเวลาที่อยู่ต่อหน้าชิงอวี่ที่เขาดูมีชีวิตชีวาและเบิกบานใจเปลี่ยนไปเป็คนละคนทั้งสองนั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน ทั้งฉลาดหลักแหลมมีไหวพริบ มองการณ์ใดได้ทะลุปรุโปร่งชิงอวี่เป็สตรีที่สุภาพอ่อนโยนจิตใจดีมีเมตตาและน่าเลื่อมใส แต่เมื่อยามใดที่เกิดเหตุการณ์คับขันนางก็กล้าหาญเด็ดเดี่ยวไม่แพ้บุรุษทั้งยังมีความเป็สตรีจึงละเอียดอ่อนกว่าไป๋เสวี่ยทว่าจิตใจที่อ่อนโยนของนางบางครั้งก็กลายเป็จุดอ่อนไป๋เสวี่ยที่เข้าใจนางอย่างลึกซึ้งและเป็ผู้ที่มีความหนักแน่นจึงคอยปกป้องนางอยู่เสมอทั้งสองต่างเข้าใจกันเสมือนแม่น้ำสองสายที่ไหลมาเป็หนึ่งเดียวคิดอ่านการใดไปในทางเดียวกัน จิตใจตรงกันราวกับว่ารู้จักกันมานาน เมื่อพวกเขาทั้งสองอยู่ด้วยกันทุกอย่างจึงดูสมบูรณ์เหล่าเทพเซียนบน์ต่างรู้กันดีว่าที่ใดมีชิงอวี่ที่นั่นย่อมมีไป๋เสวี่ยยืนอยู่เคียงข้างเสมอ
ณ ตำหนักไท่เฉิง
เทพาุโต้วนจิวเมิ่งเดินทางมาถึงภายในตำหนัก โดยที่จุดประสงค์ของการมาในครั้งนี้ก็เพื่อหารือกับองค์เทียนจวินเกี่ยวกับการส่งองค์เทพแห่งวารีทั้งสองไปยังโลกมนุษย์
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ถวายบังคมองค์เทียนจวิน ”
องค์เทียนจวิน : “ ท่านาุโต้วน ตามสบายเถิด ”
ต้วนจิวเมิ่งเงยหน้ามองพระพักตร์องค์เทียนจวิน ขณะที่พระองค์ยังคงนั่งอ่านตำราอยู่บนแท่นประทับโดยไม่ได้ตรัสสิ่งใดต่อเขาเหมือนกับว่าจะทรงรอผู้ใดอยู่ ผู้าุโจึงหันมองซ้ายขวาครู่เดียวก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยจากด้านหลังต้วนจิวเมิ่งจึงได้หันไปมองและได้พบกับเว่ยหลิงเทียน เทพแห่งจิติญญา ผู้าุโในชุดสีเทาทั้งผมคิ้วและหนวดเครานั้นขาวโพลน
เว่ยหลิงเทียน : “ ถวายบังคมองค์เทียนจวิน ขออภัยที่มาช้ากระหม่อมเพิ่งกลับจากตรวจดูอาการท่านหยางเฉิง ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ อ้อ! ตาเฒ่าเว่ยนี่เอง ข้าก็นึกว่าใคร ”
องค์เทียนจวิน : “ ผู้าุโไม่ต้องมากพิธี อาการท่านหยางเฉิงเป็อย่างไรบ้าง? ”
เว่ยหลิงเทียน : “ ทูลเทียนจวิน แน่นอนว่าไฟมิอาจทำอันตรายต่อเทพอัคคีได้ าแภายนอกจึงไม่มีอะไรที่น่าเป็ห่วงแต่อาการภายใน กระหม่อม..มิอาจตอบได้ ”
องค์เทียนจวิน : “ ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเชียว ”
เว่ยหลิงเทียน : “ จะว่าร้ายแรงก็ไม่เชิง จากที่กระหม่อมตรวจดูอาการอย่างละเอียดพบว่าชีพจริญญามีส่วนที่เสียหายจากการต่อสู้แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่ที่น่ากังวลก็คือชีพจรที่เหลือทั้งหมดถูกปิดกั้น เหมือนกับว่ามีใครสะกดพลังิญญาของเขาเอาไว้ตอนนี้เขาจึงอยู่ในสภาพหลับใหลโดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะฟื้น ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ผู้ใดกันจะแข็งแกร่งเพียงนั้นถึงขั้นสะกดพลังิญญาเทพอัคคีได้ ”
องค์เทียนจวิน : “ ท่านพอมีหนทางหรือไม่? ”
เว่ยหลิงเทียน : “ โปรดทรงอภัยกระหม่อมไร้ความสามารถ อาการเช่นนี้ไม่เคยมีวิธีรักษา นอกจากเราจะรู้ตัวผู้ที่สะกดพลังิญญาเขาหรือไม่ก็.. ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ไม่ก็.. ไม่ก็อะไรเล่าตาเฒ่า เ้านี่อ้ำอึ้งอยู่ได้”
เว่ยหลิงเทียน : “ ใจเย็น ๆ สิตาแก่ ข้าก็กำลังจะพูดอยู่นี่ไง ข้าหมายถึงคัมภีร์น่ะกุญแจสำคัญน่าจะอยู่ที่คัมภีร์ ”
องค์เทียนจวิน : “ ท่านหมายถึงหากเราพบคัมภีร์ก็จะพบวิธีรักษาท่านหยางเฉิงอย่างนั้นหรือ? ”
เว่ยหลิงเทียน : “ พะยะค่ะ ”
องค์เทียนจวิน : “ ตอนนี้ท่านเฟิงอี้ไปถึงไหนแล้ว? ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ทูลเทียนจวิน ตอนนี้คงจะถึงเขตแดนผนึกมารแล้วพะยะค่ะ อีกไม่นานก็คงกลับ ”
องค์เทียนจวิน : “ ถ้าเช่นนั้นเื่ท่านหยางเฉิง ท่านาุโต้วน! ช่วยเพิ่มเวรยามคุ้มกันให้แ่าส่วนท่านเว่ยเราต้องรบกวนให้ท่านกางม่านอาคมโดยรอบอีกชั้นและถ่ายทอดคำสั่งเราห้ามผู้ใดเข้าใกล้ตำหนักเร้นกายโดยเด็ดขาด หากผู้ใดฝ่าฝืนจับได้ส่งตัวไปลงทัณฑ์์ทันทีคอยตรวจดูอาการมารายงานเราเป็ระยะ ๆ ส่วนเื่การเดินทางไปยังโลกมนุษย์พวกท่านเตรียมการไปถึงไหนแล้ว? ”
เว่ยหลิงเทียน : “ เทียนจวินโปรดวางพระทัย ทุกอย่างได้เตรียมการไว้พร้อมแล้ว ”
องค์เทียนจวิน : “ เื่นี้เป็เื่ใหญ่จึงต้องเร่งจัดการให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สำคัญอย่าได้มีสิ่งใดผิดพลาดกับองค์วารีเทพทั้งสองเป็อันขาด ”
สองเทพาุโเห็นองค์เทียนจวินยังทรงกังวลและทอดถอนพระทัยพวกเขาจึงพอเดาได้ว่าพระองค์ทรงกังวลเื่ใดอยู่
ต้วนจิวเมิ่ง : “ พระองค์ทรงกังวลเื่ท่านสองวารีเทพอยู่หรือพะยะค่ะ”
องค์เทียนจวิน : “ ศึกครั้งนั้นเขาทั้งสองได้รับาเ็ถึงแก่นพลังิญญาจนต้องกักตัวฟื้นฟูพลังอยู่นาน ครั้งนี้ยิ่งไม่อาจคาดเดาว่าผลสุดท้ายจะเป็เช่นไร ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เื่นี้เกรงว่ามีเพียงเขาทั้งสองเท่านั้น ถึงแม้ครานี้พลังเทพแห่งธาตุทั้งสี่จะมิได้อยู่รวมกันแต่กระหม่อมเชื่อว่าทั้งสองท่านจะต้องทำสำเร็จ ”
เว่ยหลิงเทียน : “ สององค์เทพแห่งวารีแข็งแกร่งทั้งพลังและสติปัญญา อีกทั้งพลังแห่งธราและวารีนั้นเชื่อมโยงกันที่สำคัญเราต่างรู้ดีว่าเดิมทีองค์เทพทั้งสองท่านนั้นคือใครขอองค์เทียนจวินอย่าได้ทรงกังวลพระทัยไปเลย ”
องค์เทียนจวิน : “ ยังมีอีกเื่ที่ต้องรบกวน ท่านาุโต้วนส่งสารแจ้งไปยังเหล่าเทพเซียนทั้งหลายเราจะเลื่อนพิธีกรองสารออกไปโดยไม่มีกำหนด เมื่อใดที่ท่านเฟิงอี้กลับจากหุบเขาให้ตามไปสมทบกับทั้งสองท่านที่โลกมนุษย์และถือโอกาสนี้ตามหาคัมภีร์ให้พบ ”
ต้วนจิวเมิ่ง / เว่ยหลิงเทียน : “ กระหม่อมรับบัญชา ”
องค์เทียนจวิน : “ พวกท่านไปเถิด ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เช่นนั้นกระหม่อมทูลลา ”
เว่ยหลิงเทียน : “ กระหม่อมทูลลา ”
หลังจากที่สองเทพาุโรับบัญชาจากองค์เทียนจวิน พวกเขาก็แยกย้ายกันกลับไปจัดการตามหน้าที่โดยไม่รีรอส่วนองค์เทียนจวินที่ยังคงประทับอยู่บนแท่นบัลลังก์ ลึกๆในพระทัยก็ยังทรงห่วงความปลอดภัยขององค์วารีเทพทั้งสอง แม้ว่าพระองค์ทรงตระหนักในพลังความสามารถของทั้งสองมากเพียงใดและแม้ว่าจะทรงเชื่อมั่นสักแค่ไหนแต่เพราะพระองค์ยิ่งรู้จึงยิ่งเข้าใจว่าไป๋เสวี่ยและชิงอวี่สำคัญต่อทั้งดินแดน์และต่อพระองค์มากเท่ากันพระองค์ทำได้เพียงคอยดูอยู่ที่นี่และส่งเฟิงอี้ตามไปคุ้มกันภัยให้กับองค์เทพทั้งสอง
ณ ศาลาสดับวารี
ศาลาสีขาวเจิดจ้าเบื้องล่างคือบึงน้ำที่เต็มไปด้วยดอกบัว์ตูมและบานสะพรั่งเขียวชมพูสลับกันทั่วทั้งบริเวณ ชิงอวี่กำลังนั่งดีดฉินอยู่ริมศาลาชายผ้าสีฟ้าสะบัดปลิวพริ้วไสวเสียงเพลงบรรเลงไพเราะเสนาะหูฟังดูลื่นไหลดุจเกลียวคลื่นในสายนที แสงจันทร์ที่สาดส่องเงาของชิงอวี่ทอดยาวไปยังปลายเท้าบุรุษผู้หนึ่ง ไม่นานเสียงขลุ่ยก็ลอยเคล้าคลอมาพร้อมกับชายผ้าสีขาวโบกสะบัด ไป๋เสวี่ยเป่าขลุ่ยเคล้าคลอขับขานคู่กับทำนองเพลงบรรเลงฉินท่ามกลางบรรยากาศท้องฟ้ายามราตรีกับสายลมที่หอมหวนอวลด้วยกลิ่นดอกบัวเสียงเพลงบรรเลงได้ไม่นานหิ่งห้อย์ก็พากันบินออกมาส่องแสงระยิบระยับงดงามราวกับว่าพวกมันกำลังเต้นรำตามเสียงเพลงเมื่อชิงอวี่มองเห็นหิ่งห้อยนางจึงได้หยุดบรรเลงแล้วยืนมองดวงไฟดวงน้อยที่ล่องลอยอยู่เต็มท้องฟ้าพลางเอื้อมมือของนางออกไปคว้าแสงหิ่งห้อยน้อยลงมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าและแววตาสดใสงดงาม
ชิงอวี่ : “ สวยจริง ”
..“ใช่! งามยิ่งนัก”.. ไป๋เสวี่ยรำพันในใจออกมาทางสายตา เขามองเพียงใบหน้าและรอยยิ้มของนางตึกๆๆ เสียงฝีเท้าของเขาเดินเข้าไปหาชิงอวี่ มือหนึ่งที่ไขว้หลังได้ถือของบางอย่างไว้ มันคือกล่องไม้ใบเล็กๆ ใบหนึ่ง เขายื่นมันให้กับนาง ชิงอวี่จึงก้มลงมองแล้วก็เอ่ยคำถามกับเขา
ชิงอวี่ : “ นี่อะไร? ”
ไป๋เสวี่ย : “ รับปากข้าก่อนว่าจะรับมันไว้ ”
ชิงอวี่ยืนคิดอยู่ครู่เดียวนางก็ให้คำตอบกับเขาและยื่นมือไปรับกล่องใบนั้นไว้
ชิงอวี่ : “ ได้ ”
ไป๋เสวี่ย : “ เมื่อครู่เ้าคิดอะไร? ”
ไป๋เสวี่ยเอ่ยถามหลังจากได้ยินเสียงบรรเลงฉินของนาง เขาดูออกว่านางมีเื่ครุ่นคิดในใจ
ชิงอวี่ : “ คัมภีร์ ”
ชิงอวี่ตอบคำถามเขาเพียงสั้นๆ แต่เป็คำตอบที่ไป๋เสวี่ยนั้นเข้าใจเพราะเขาเองก็คิดเหมือนกัน
ชิงอวี่ : “ ท่านคิดเหมือนกันใช่หรือไม่ คัมภีร์ล้ำค่ามากมายเหตุใดเจาะจงคัมภีร์สยบเพลิง เท่าที่ข้ารู้คัมภีร์นี้เทพอัคคีาุโร่ายคาถาปิดผนึกไว้นอกจากหยางเฉิงผู้เป็ทายาทโดยแท้ก็ไม่มีผู้ใดเปิดอ่านได้ เป็ฝีมือของนางอย่างแน่นอน แต่นางจะนำคัมภีร์ไปทำอะไร ”
ไป๋เสวี่ย : “ ครั้งนึงหยางเฉิงเคยกล่าวถึงคัมภีร์นี้ เขาบอกว่าข้างในคือเคล็ดวิชาควบคุมเปลวเพลิงที่เผาผลาญสิ่งต่างๆ ”
ชิงอวี่ : “ ฟังดูเหมือนเคล็ดวิชาพื้นฐานทั่วไปเช่นนั้นผู้อ่านคัมภีร์ศึกษาเพื่อนำมาใช้ควบคุมพลังเพลิง ไม่ได้นำมาใช้ควบคุมเทพเซียนผู้มีพลังเพลิงเหม่ยซิ่นฮวาเคยเป็เซียนพืชตอนนี้นางถนัดควบคุมจิตใจคนแม้นางจะหาทางเปิดคัมภีร์ได้ แต่นางก็นำไปใช้ไม่ได้อยู่ดี ”
ไป๋เสวี่ย : “ หากของสิ่งนี้ไม่สำคัญ เทพาุโคงไม่ร่ายคาถาผนึกไว้ ก่อนจะคิดเื่คัมภีร์ต้องหาคำตอบให้ได้ก่อนว่า นางใช้วิธีใดออกมาจากผนึก”
ถูกอย่างที่ไป๋เสวี่ยพูด ชิงอวี่ยืนนิ่ง นางครุ่นคิดพลางเหม่อมองไปยังบึงน้ำขณะนั้นสายตาของนางก็ไปสะดุดอยู่ที่เงาสะท้อนของดวงจันทร์กลางบึงน้ำศักดิ์สิทธิ์ไป๋เสวี่ยสังเกตเห็นนางนิ่งไปจึงกวาดสายตามองตามชิงอวี่ และทันใดนั้นเอง พวกเขาก็หันกลับมามองหน้ากัน..“นั่นสินะ!”..
ติดตามตอนต่อไป