กระบี่ยังไม่ทันออกจากฝักหยางเสียก็ปล่อยมันหล่นจากมือ...
ฝานจิ้ง...ที่อยู่ต่อหน้านางคือองค์ชายรองเซี่ยฝานจิ้ง!
แม่ทัพใหญ่ของค่าย!
หยางเสียรีบคุกเข่าถวายบังคมหน้าแทบติดพื้น“คารวะท่านแม่ทัพ...เอ่อ ถวายบังคมองค์ชาย ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่”
เมื่อทอดพระเนตรเ้าคนตัวน้อยตัวสั่นลนลานจนพูดผิดถูกเช่นนั้นก็ยิ่งทรงนึกขัน แต่กระนั้นก็รับสั่งเสียงเรียบ“จับกระบี่ขึ้นมา”
หยางเสียลังเล กลั้นใจหยิบกระบี่ลุกขึ้นทั้งๆที่ทั้งตัวทั้งใจสั่นแทบควบคุมไม่อยู่ ผู้ที่อยู่ต่อหน้านางนี้เป็ถึงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงนางเงยหน้าขึ้นมองไปยังองค์ชายฝานจิ้ง พยายามควบคุมสติตัวเองให้นิ่งมือกำด้ามกระบี่ก่อนชักออกมาจากฝัก
“คิดสู้กับข้าจริงๆ รึ”
หญิงสาวพยักหน้ารับ คำถามของพระองค์ช่างกดดันนางนัก
“สู้...ทั้งที่รู้ว่าไม่อาจสู้ได้”
หยางเสียรู้ดีว่าไม่อาจลบคำปรามาสได้แน่ฝีมือนางไหนเลยจะได้ถึงเสี้ยวหนึ่งของแม่ทัพใหญ่แห่งต้าฉาง
“แม้ข้าจะแพ้...อย่างน้อยก็ยังพอเหลือศักดิ์ศรีที่ได้ปกป้องชีวิตตน”นางกล่าววาจาเด็ดเดี่ยว
พระเนตรคมฉายแววชื่นชมชัดองค์ชายฝานจิ้งสาวพระบาทเข้าหาผู้มีฝีมือกระบี่ด้อยกว่า หญิงสาวไม่กล้าแม้แต่จะขยับขาก้าวถอยหลังอำนาจบารมีของคนตรงหน้ากดทับไปทั้งร่างจนคิดและทำอะไรไม่ถูก...
เมื่อพระหัตถ์ใหญ่ยื่นออกมา “กระบี่ข้า”
หยางเสียยื่นกระบี่ส่งคืนเ้าของโดยเร็วในหัวนั้นฉงนกับการกระทำขององค์ชายผู้นี้นัก ไม่มีการต่อสู้...อย่างนั้นแล้วนางก็คงถูกขับออกจากค่าย!
องค์ชายฝานจิ้งทรงกลับขึ้นประทับบนหลังม้าพระเนตรชำเลืองมายัง ชายหนุ่มที่ยังยืนนิ่งคล้ายกำลังตกอยู่ในภวังค์“จะยืนอยู่อย่างนั้นทั้งคืนหรือไร”
“ข้า...ข้าไม่รู้จะไปไหน” หมดสิ้นหนทางไปแล้วจริงๆหรือ
“ทำไมต้องไป ข้ารับเ้าไว้ อยู่เป็คนของข้า” องค์ชายฝานจิ้งตรัสแล้วก็ทรงชักบังเหียนให้ม้าทรงคู่พระทัยค่อยเหยาะย่างผ่านประตูค่ายเข้าไปด้านในอย่างช้าๆคล้ายจะรอเ้าคนหัวทึบด้านหลังที่ใช้เวลาหลายอึดใจกว่าจะคิดได้ว่าตัวเองไม่ได้ถูกไล่ออกจากค่ายแล้ววิ่งตามพระองค์มา
เมื่อเข้าไปในค่าย ทรงมีรับสั่งให้หยางเสียเข้าไปนอนพักในห้องของเสี่ยวเจ๋อ เด็กรับใช้อายุสิบหกปีของพระองค์ใกล้ยามซวีหยางเสียก็ออกจากห้องของเสี่ยวเจ๋อ เดินกลับไปถึงห้องพักของตัวเองนางล้มตัวลงนอนเหมือนเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นคนที่ลืมตาขึ้นมองนางเป็คนแรกก็คืออาเค่อเพื่อนสนิทที่นอนอยู่ข้างๆ
แววตาฉายชัดทั้งประหลาดใจปนดีใจที่นางยังอยู่ เขากระซิบถามน้ำเสียงเจือความห่วงใย“เ้าไปไหนมา”
“ข้าไม่สบายนิดหน่อย เลยไปนอนที่ห้องยา” หญิงสาวไม่บอกความจริงก่อนตัดบทโดยการปิดเปลือกตาตัวเองลง เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายเลิกสนใจนางแล้วหยางเสียจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ถ้าต้าเป่ยตื่นมาแล้วเห็นว่านางยังอยู่ดีมีสุขเ้านั่นจะทำหน้าอย่างไรหนอตอนที่กลับเข้าค่ายมาได้หยางเสียนึกอยากจะยกถังน้ำมาสาดโครมใส่เ้าคนหลับอุตุที่อยู่อีกมุมห้องนักเชียวแต่การทำอย่างนั้นรังแต่จะทำให้เื่บาดหมางบานปลายไม่สิ้นสุด
เวรครั้งนี้อาจระงับได้ด้วยการไม่จองเวร...ก็ได้ละมัง
ในแต่ละวันหลังพักจากการฝึกหยางเสียจะอยู่ใกล้คอยปรนนิบัติรับใช้ท่านแม่ทัพที่ห้อง เพราะเสี่ยวเจ๋อต้องออกจากค่ายไปเฝ้าอาการของพ่อเขาซึ่งล้มป่วยงานทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่นางโดยปริยาย
หลังเสร็จจากเตรียมน้ำอุ่นให้พระองค์แล้ว นางก็ออกไปต้มชายังห้องครัวเล็กด้านล่างก่อนกลับเข้ามานั่งคัดตำรับตำราตามที่ได้รับมอบหมาย ท่านแม่ทัพทรงชมว่านางรู้หนังสือดีอีกทั้งลายมืออ่านง่ายเป็ระเบียบแตกต่างจากเสี่ยวเจ๋อ
“อยู่ในค่ายเป็ทหาร ไม่ใช่องค์ชาย” พระองค์โปรดที่จะให้ทุกคนในค่ายเรียกพระองค์ว่าท่านแม่ทัพมากกว่า
ใครนะช่างบอกว่าองค์ชายฝานจิ้งทั้งดุทั้งน่ากลัวหยางเสียมั่นใจว่าคนกล่าวหาคิดเช่นนั้นก็เพราะได้แต่มองอยู่รอบนอกไม่ได้เข้ามาอยู่รับใช้ใกล้ชิดเช่นนาง แท้จริงแล้วพระองค์ออกจะน้ำพระทัยดีเสียแต่ว่าไม่ช่างตรัสและไม่ค่อยจะทรงแย้มสรวลเท่านั้น รองแม่ทัพอู๋นั่นก็เช่นกัน ชายหนุ่มประหยัดถ้อยประหยัดคำเหลือเกินไหนเลยจะเหมือนรองแม่ทัพเหอ คนนี้พูดมากปากไว แต่ก็เป็คนที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด
“เ้าคนใจลอย...คิดอะไรอยู่ฮึ!”
หยางเสียสะดุ้งสุดตัวเมื่อเ้าของร่างสูงสง่าประชิดข้างตัวพระวรกายสูงใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่ฝีพระบาทเงียบกริบนักท่อนพระกรค้ำที่โต๊ะเขียนหนังสือ พระวรกายท่อนบนอันไร้อาภรณ์ใดปกปิดนั้นห่างนางไปเพียงแค่หนึ่ง่ศอกกลิ่นหอมเย็นของเครื่องสรงโชยกรุ่นปลายพระเกศายาวที่ยังชื้นไปด้วยน้ำนั้นเคลียอยู่ที่่แขนนาง
“ข้า... ข้า” หยางเสียพูดอะไรไม่ออกตัวแข็งทื่อ หากวูบไหวในอก ก่อนหลุบตาลงต่ำ มือกำพู่กันแน่นไม่กล้าแม้จะเงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่ข้างกายตรงๆ
“เอ้า...ใบ้กิน” ตรัสแล้วก็ทรงหยัดพระวรกายออกห่าง
หยางเสียขยับตัวลุกขึ้น “เดี๋ยว...กระหม่อมไปนำน้ำชามาถวาย”ทว่าอารามรีบร้อนทำให้สะดุดขาเก้าอี้ ยังผลให้หน้าผากนางฟาดเข้ากลาง พระอุระกว้างที่ยังพราวด้วยหยดน้ำ
“วะ...ว้าก!” หยางเสียเงยหน้ารีบใช้มือปิดปากตัวเอง เกือบไปแล้ว...เกือบหลุดคำร้องแบบผู้หญิงออกไปแล้ว
หญิงสาวสบเข้ากับดวงพระเนตรสีถ่านที่มองลงมา ใบหน้าของนางห่างจากพระองค์ราวสองคืบเท่านั้นพระขนงเข้มเลิกขึ้นข้างหนึ่ง
“ซุ่มซ่าม!” พระสุรเสียงมีแววขัน ก่อนจะเสด็จไปคว้าฉลองพระองค์มาคลุมหลวมๆ แล้วยอบพระวรกายสูงใหญ่ลงบนพระเก้าอี้ยาว
“ขอประทานอภัย...” หยางเสียโค้งแล้วรีบเดินออกมาจากห้องพ้นออกมาได้นางก็ถอนหายใจโล่งอก ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ แม้นางคลุกคลีกับเหล่าเพื่อนทหารร่วมค่ายแต่ก็ไม่เคยให้ใครที่อยู่ในสภาพเกือบเปลือยเช่นนี้ได้เข้าใกล้นางเลยสักครั้งนางเป็คนที่อาบน้ำเป็คนสุดท้ายของกองเสมอ...อาบทั้งที่สวมชุดเสื้อตัวในนั่นแหละเพราะมีหนหนึ่ง อาเค่อกับอาฮุ่ยอุตริปีนขึ้นไปข้างผนังห้องน้ำขณะนางกำลังจะถอดเสื้อพอดีทำให้นางมึนตึงกับสองคนนั่นไปหลายวันจนในที่สุดพวกเขาสัญญาว่าจะไม่แกล้งนางแบบนั้นอีก
ข้ามีแผลเป็ใหญ่ที่หลัง ไม่อยากให้ใครเห็น เป็ข้ออ้างที่นางใช้บอกทุกคนเสมอ
เมื่อกลับเข้ามาพร้อมกาน้ำชาหยางเสียก็บรรจงรินชาหอมกรุ่นลงในถ้วย ก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้เป็นายด้วยความระมัดระวังกว่าเดิม
ซุ่มซ่าม...สมแล้วที่ถูกตำหนิ ก็อยู่ต่อหน้าพระองค์ทีไรนางก็พูดผิดพูดถูกทำตัวเงอะงะควบคุมตัวเองไม่ค่อยจะได้อยู่ร่ำไป ด้วยกริ่งเกรงบารมีที่พระองค์มีหรือ...
เฮ้อ...หยางเสียคิดไปคิดมาก็หงุดหงิดตัวเอง หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้เลยจริงๆว่าความรู้สึกที่กำลังวิ่งวนอยู่ภายในใจตอนนี้เรียกว่าอย่างไร
ผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของค่ายเอนพระองค์ลงบนพระเก้าอี้ยาว เปลือกพระเนตรปิดสนิทหยางเสียวางถ้วยน้ำชาบนโต๊ะอย่างเบามือ
อดใจไม่ได้...จึงชะโงกหน้าเข้าไปมองดวงพระพักตร์คมคายใกล้ๆ
คิ้วดำเข้มราวทาด้วยผงถ่านขนตาทั้งยาวทั้งหนาเป็แพ ดวงตาภายในนั้นก็ดำสนิทวาววับดั่งมุกล้ำค่า จมูกสูงโด่งเป็สันเครื่องหน้ารับกันอย่างเหมาะเจาะ...จัดว่ารูปงามมากทีเดียว
หยางเสียลอบยิ้มกับตัวเอง ก่อนคิดได้ว่าไม่ควรที่จะวิพากษ์วิจารณ์นายแม้เป็เพียงความคิดในใจก็ตาม หญิงสาวกำลังจะถอนหน้าตัวเองออกห่างฉับพลันเปลือกพระเนตรของผู้ถูกลอบมองเปิดขึ้น
“ข้านึกว่าเ้าตกหม้อต้มน้ำชาตายเสียแล้ว”
หญิงสาวยืดตัวตรงแหน็ว...เอาอีกแล้วความรู้สึกนี้
องค์ชายฝานจิ้งทรงลุกขึ้นประทับบิดพระวรกายก่อนมีรับสั่งกับคนที่ทำให้พระองค์ต้องทรงรอนาน
“น้ำชาเล่า” ทอดพระเนตรตามเด็กรับใช้ส่วนพระองค์ที่ถอยไปยกถ้วยชาใบเล็กมาถวายในสนามฝึกก็มีฝีมือพอตัว งานในห้องหนังสือก็ไม่ขาดตกบกพร่องเสียอย่างเดียว...จิตใจมักล่องลอยไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเอาเสียเลย
“หน้าข้ามีสิ่งใดผิดปรกติหรือถึงได้ชะโงกมองใกล้ขนาดนั้น” พระองค์ตรัสถามขณะกำลังยื่นพระหัตถ์ใหญ่ออกไปรับถ้วยชา
หยางเสียมือสั่นเป็ทุนเดิมอยู่แล้วั้แ่ปลายพระดัชนีััถูกมือนางโดยบังเอิญยิ่งได้ยินพระกระแสรับสั่งถามเช่นนั้นก็ยิ่งประหม่าหนักเข้าไปอีก
...ทรงรู้!
ถ้วยน้ำชาหล่นจากมือนางร่วงสู่พื้นห้องถ้วยกระเบื้องเนื้อบางแตกกระจายเป็เสี่ยง น้ำชาบางส่วนกระเด็นถูกหลังพระบาท
“อะไรของเ้า!” พระสุรเสียงบอกให้รู้ว่ากริ้วแล้ว