ตะวันคล้อยต่ำลงทุกที สนามรบอาบย้อมไปด้วยเลือดแดงฉานอาบย้อมผืนดิน เสียงโลหะกระทบผสานเสียงกู่ก้องคำราม บ้างเพราะความเจ็บปวด บ้างหึกเหิ้มของฝ่ายที่ได้เปรียบ แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินพ่ายใต้คมดาบของรองแม่ทัพมองโก ดาบใหญ่จ่ออยู่เพียงคอหอยเท่านั้น ห่างแค่ฝ่ามือกั้นดาบนั้นก็สามารถทะลวงลำคอแล้ว
ฉึก! เคร้ง!
ธนูหัวโลหะปักทะลุแขนรองแม่ทัพผู้นั้นได้ทันท่วงที ดาบใหญ่หลุดมือร่างใหญ่โตทรุดลงอย่างมิอาจควบคุม หางตาเห็นชายชุดขาวสะบัดไหวใกล้เข้ามา ทว่าเมื่อคิดจะลุกยืนเพื่อสู้ต่อกลับพบว่าร่างกายซีกที่โดนธนูไร้ความรู้สึกไปเสียอย่างนั้น รองแม่ทัพหน้าซีดเผือดมองไปยังชายชุดขาวผู้นั้นเค้นเสียงเหี้ยมเกรียม
“ทำบัดซบอันใดของเจ้า!”
“แค่ยาสลายกล้ามเนื้อเท่านั้น อย่าห่วงไปอีกไม่นานก็ไม่เจ็บแล้ว”น้ำเสียงสม่ำเสมอคล้ายบอกกล่าวเรื่องทั่วไปทำคนฟังหน้าซีดเผือดไปแล้ว ซั่งกวนติงไม่สนใจคนผู้นั้นอีกรีบเข้าไปดูอาการแม่ทัพใหญ่ได้ยินเพียงเสียงกนด่าหยาบคายตามหลังมา มือเรียวแตะลงไปบนชีพจรบนลำคอใคร่ครวญอยู่เพียงครู่จึงเอ่ยถาม“ยังยืนไหวหรือไม่”
เยี่ยเจิ้งสิงพยักหน้าพยุงกายทำท่าจะลุกนั่ง ทว่าเพียงขยับกายเท่านั้นความรวดร้าวก็เล่นงานไปทั้งร่าง ยาชาเมื่อครู่หมดฤทธิ์ไปแล้ว ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลที่ฝืนสู้รบมานานไม่อาจขยับได้ดั่งใจ
"อึ่ก!"
ซั่งกวนติงเห็นท่าไม่ดีรีบสะกัดจุดห้ามเลือดไว้ก่อนพยุงแม่ทัพใหญ่ลุกยืนคิดพาออกไป ทว่าสนามรบไร้แม่ทัพต่างอันใดจากมังกรไร้ศีรษะ เยี่ยเจิ้งสิงไม่มีทางเห็นด้วย ร่างกายในยามนี้ยกดาบต่อสู้ยังยากจะทำได้แต่แล้วอย่างไรทหารหนีทัพนับเป็นความอัปยศ ตนผู้เป็นถึงแม่ทัพเล่าจะยังเอาหน้าที่ไหนยืนอยู่บนผืนแผ่นดินนี้อีก?
“อาติง”มือใหญ่ชุ่มเลือดจับแขนตนไว้แน่นพลางส่ายศีรษะช้าๆแน่ชัดว่าไม่เห็นด้วยเด็ดขาด
ซั่งกวนติงถอนหายใจยืดยาว ตะเบ็งเสียง "คุณชายอี้หย่ง!"
อันจื่อเทาตวัดกระบี่ออกจากร่างทหารตรงหน้าสะกิดปลายเท้าทะยานไปหยุดตรงหน้าผู้ที่เรียกตน ถามเสียงกระด้าง
"มีอะไร"
"ข้าจะทำแผลให้ท่านแม่ทัพ รบกวนคุ้มกันด้วย"ไม่รอคำตอบ ซั่งกวนติงประคองร่างแม่ทัพให้นั่งลงอีกครั้งจากนั้นล้วงเอากล่องเล็กๆออกมาจากแขนเสื้อ ภายในบรรจุไปด้วยขวดเล็กๆหลายสิบขวดแยกชัดด้วยสีที่แตกต่างกันไป กุนซือหยิบขวดสีเขียวออกมาเทลงไปยังแผลฉกรรจ์บนอกเป็นอันดับแรกก่อนใช้นิ้วมือเกลี่ยทาเบาๆไปตามบาดแผลน้อยใหญ่ที่เหลือ
ทหารนอกด่านหยาบช้าเป็นนิสัยเมื่อเห็นแม่ทัพใหญ่สิ้นท่า ดวงตาพลันวาววับเห็นลาภยศมาแต่ไกลพร้อมใจพุ่งเข้าหาหมายนำศีรษะแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินกลับไปแลกชื่อเสียงเกียรติยศ
ทว่าฝันนั้นยังไม่ทันสลายศีรษะของทหารผู้โลภาเป็นอันตกกระเด็นทั้งที่ดวงตายังไม่เปลี่ยนแวว อันจื่อเทารวดเร็วดั่งลมกรดบอกให้คุ้มกันก็ทำเดี๋ยวนั้น กระบี่เบาฟันแทงไม่ถนัดมือชวนหัวเสียไม่น้อย ปลายเท้าสะกิดดาบใหญ่เล่มหนึ่งขึ้นมาพบว่าจับถนัดมือยิ่งนักจึงโยนกระบี่เบาในมือไปให้กุนซือไว้ป้องกันตัว
"คนแซ่ซั่ง"เจ้าของชื่อยังไม่ทันเงยหน้าประกายวาววับจากคมกระบี่สะท้อนแสงแดดปักอยู่ข้างลำคอแม่ทัพใหญ่เพียงสองฝ่ามือกั้น ชนิดที่หากออกแรงอีกเพียงนิดคงทะลุคอหอยคนไปแล้ว ซั่งกวนติงอ้าปากค้างขยับกายพาแม่ทัพออกห่างกระบี่เล่มนั้นอย่างระมัดระวังพร้อมจดจำบัญชีนี้ไว้ในใจ
ดาบใหญ่เล่มนี้เหมาะมือยิ่งเหวี่ยงแต่ละครั้งสะใจไม่เบา ร่างเล็กตรงข้ามกับเรียวแรงพลิ้วไหวกลางสนามรบตวัดดาบใหญ่ไล่สังหารข้าศึกที่ดาหน้ากันเข้ามาอย่างไม่รู้จักเข็ดหลาบ
สายตาปัดผ่านไปยังทิศทางหนึ่งอันจื่อเทาพลันหัวใจหล่นวูบ หลัวเจิ้งเหยียนถูกอัดกระเด็นไม่ต่างจากคืนนั้นสักนิด ร่างกายซวนเซยืนไม่มั่นคง อันจื่อเทาทนมองไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียวปลายเท้าสะกิดทะยานกายเข้าแทรกกลางทันที
เคร้ง!!
สองดาบใหญ่ปะทะกันเสียงดังสนั่นเสียดแก้วหู ขณะเดียวกันอันจื่อเทาได้ยินเสียงกระดูกลั่นตามมาด้วยความรู้สึกปวดร้าวจู่โจมทั้งแขนขวา สองแขนสั่นสะท้านเจ็บยิ่งนักแต่ไม่อาจลดดาบลงได้ ฟันขาวขบกันแน่นเค้นกำลังทั้งหมดดันร่างใหญ่ยักษ์ออกไปพร้อมกับยกเท้าถีบแผ่นอกมันสุดแรงเกิด
“ที่รัก!”
ร่างโปร่งทรุดฮวบร่างกายซีกขวาชาไปชั่วขณะ หลัวเจิ้งเหยียนถลันกายเข้าไปคว้าเอวคนรักประคองไว้แนบกาย มือใหญ่คว้าดาบเล่มนั้นมาไว้ในมือรับแรงปะทะที่เข้ามาอีกครั้งได้ทันท่วงที ชายร่างใหญ่คนเดิมโจมตีรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ ท่วงท่าดุดันกระหน่ำฟาดหมายเอาชีวิตไม่มีแม้โอกาสโจมตีกลับทำได้เพียงตั้งรับหลบเลี่ยง
ดวงตาสองคู่สบประสานในยามคับขัน ดาบใหญ่ฟาดลงมาสองร่างแยกจากกันไปคนละทาง มุมปากใต้ผ้าปกปิดมิดชิดยกยิ้มกระยิ่มใจตวัดดาบเป็นวงกลมสะบั้นร่างคู่ต่อสู้ด้วยความรวดเร็วมองตามแทบไม่ทัน เลือดสีแดงสาดกระเซ็นบุรุษผู้นั้นเค้นเสียงหยามหยันลดดาบลงหันกลับไปดูผลงานตนเอง
ชั่วขณะที่ลดการป้องกันมีดเล่มเล็กสะท้อนแสงแดดตรงเข้ามาจากทิศทางหนึ่ง ชายร่างใหญ่เบิกตากว้างเอนกายหลบทันที ทว่าด้วยระยะและความเร็วทำได้เพียงเลี่ยงจุดสำคัญ คมมีดเฉียดเนื้อหนังช่วงหางตาผ้าสีดำถูกสะบั้นเผยใบหน้าใต้ผืนผ้า
เป็นใบหน้าเดียวกันกับแม่ทัพมองโกที่พึ่งพ่ายใต้คมดาบเยี่ยเจิ้งสิงราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน
“ช่างลอบคอบยิ่งนัก”อันจื่อเทาสีหน้าเรียบเฉยทะยานกายหมุนกลางอากาศ คนผู้นั้นรู้ทันแล้วจึงไม่อาจใช้วิธีเดิมได้เป็นครั้งที่สอง
“หึ ลูกไม้เดิมๆ”แม่ทัพมองโกตัวจริงไม่ยี่หระเมื่อถูกเปิดโปง ดาบใหญ่ตวัดไม่กี่กระบวนท่าเข็มเงินหลายสิบเล่มถูกสบั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โปรยปรายกลางอากาศยามสะท้อนแสงสีส้มของอาทิตย์อัสดงช่างขลับให้คนงามที่โฉบกายลงมาท่ามกลางประกายสิ่งนั้นราวกับเทพเซียนลงมาจากสรวงสวรรค์
งดงามเหนือคำบรรยายโดยแท้จริง
ลมหายใจคนมองสะดุดไปตามๆกัน ยิ่งยามคนผู้นั้นยกมุมปากเชิดใบหน้าขึ้นอย่างถือดีไม่ต่างจากปีศาจจิ้งจอกล่อลวงผู้คนให้ไม่อาจละสายตาได้
หากแต่วาจาที่เอื่อนเอ่ยออกมากลับฉุดรั้งคนฟังให้กลับมายังโลกความจริง
“คิดว่าข้าจะใช้มันเป็นครั้งที่สองหรือ?”
ชายร่างใหญ่สะบัดศีรษะใบหน้ามืดครึ้มขึ้นทันควัน "เจ้า!"
"อืม"คนงามขานรับอย่างจงใจยั่วยุโทสะ ร่างโปร่งขยับมีดเล่มเล็กแหวกอากาศออกไปอีกครั้ง แม่ทัพมองโกเดือดดาลขึ้นกว่าเดิมปัดมีดที่พุ่งเข้ามาอย่างหัวเสีย ก่อนจะพุ่งกายเข้าโจมตีหมายฟันในดาบเดียว
หลัวเจิ้งเหยียนเข้ามาบังหน้าคนรักยกดาบรับก่อนสวนกลับไปทันที คมดาบฟันเข้ากลางอก บุรุษผู้นั้นคำรามลั่นร่างทรุดฮวบลงกับพื้นกระอักเลือดออกมาคำโต
"ตัวบัดซบ!!"ใบหน้าประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวคล้ำดวงตาดุดันจ้องตรงมาอย่างกราดเกรียวแต่ไม่อาจลุกขึ้นได้ หลัวเจิ้งเหยียนฟันลงไปอีกดาบร่างใหญ่จากคุกเข่าใช้ดาบประคองทรุดฮวบลงไปกับพื้น ของเหลวหนืดสีสดทะลักออกจากร่าง แผลที่หางตาคล้ายมีมดนับพันนับหมื่นกัดกินทีละนิดทีละน้อยค่อยๆเคลื่อนไปตามเนื้อหนัง
"เป็นอย่างไรความรู้สึกของการถูกถลกหนังทั้งเป็น รองแม่ทัพหม่า?"อันจื่อเทาใช้ปลายเท้าสะกิดดาบใหญ่ของคนผู้นั้นขึ้นมา ดวงตาคู่งามไล่มองทั่วทั้งตัวดาบมุมปากกดลึกเป็นรอยยิ้มเยาะ"หรือต้องเรียกท่านแม่ทัพใหญ่แห่งมองโกดี?"
มือขาวหยิบขวดยาใต้เข็มขัดราดของเหลวลงไปยังตัวดาบพลางปรายตามองเจ้าของนามที่พึ่งเอ่ยออกมา
“บัดซบ!แผนการของข้าไร้ช่องโหว่ เหตุใดถูกมองออกได้”ความเจ็บปวดที่ได้รับทำเอาสมองชาไปทั้งแถบ แม่ทัพมองโกตัวจริงเค้นเสียงลอดไรฟันทีละคำอย่างยากลำบาก ดวงตาแดงกล่ำเต็มไปด้วยความเจ็บแค้นจับจ้องไปยังใบหน้างามเค้นเสียงออกมาอีกคำ “ไร้ยางอาย!”
"ข้ามิใช่วิญญูชนจักต้องเลือกใช้เพียงวิธีขาวสะอาด"อันจื่อเทาเค้นเสียงหึหากแต่ดวงตาสงบนิ่งยิ่งนัก “แผนการของเจ้านับว่าแยบยลนัก หากไม่ลอบโจมตีในคืนนั้นคงไม่มีผู้ใดจับพิรุธได้”
จบคำดาบใหญ่ฟันลงบนแขนขวาทั้งแถบ จงใจออกแรงน้อยนิดไม่ให้แผลลึกมาก
“อ๊ากกก!!”ร่างที่พยุงขึ้นมาทรุดลงไปอีกครั้ง ร่างใหญ่ที่เคยองอาจดิ้นพล่านคำรามลั่นไม่เป็นภาษา บาดแผลอันเกิดจากการฟันแทงแม่ทัพอย่างตนโดนมาจนชินชาแทบไม่มีผลหากไม่ถูกจุดสำคัญไม่มีทางสิ้นท่าได้ถึงเพียงนี้ ทว่าสิ่งที่อันจื่อเทาใช้คือทายาสลายกล้ามเนื้อเข้ากับอาวุธ ยามยานั้นเข้าสู่เลือดเนื้อจากการโจมตีด้วยคมอาวุธไม่ต่างจากถูกฟันคมหลายหมื่นพันกัดแทะเจ็บปวดทรมานราวกับถูกเลาะเนื้อเถือหนังทั้งเป็น
เหตุการณ์นี้ดำเนินไปได้ไม่นานเมื่ออึดใจต่อมาเสียงโห่ร้องกัมปนาทกลบเสียงของแม่ทัพมองโกจนสิ้น ฝุ่นดินตลบลอยฟุ้งเสียงย้ำเท้าของทั้งคนและม้าหลายพันกรูเข้ามา
“ทหารตั้งค่ายกล!”แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินตะโกนก้อง ทหารใต้บังคับบัญชาทุกนายสลัดคู่ต่อสู่วิ่งไปรวมยังจุดเดียว
ทหารมองโกและเผ่านอกด่านแม้ไม่เข้าใจสถานการณ์แต่ก็ไม่ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามทำได้สำเร็จ รองแม่ทัพมองโกผู้หนึ่งสั่งการ “พลธนูยิง!”
ธนูราวกับห่าฝนกระหน่ำซัด เยี่ยเจิ้งสิงสั่งการอีกครั้ง “พลโล่ตั้งรับ!”
พลโล่ที่ยังเหลือรอดยกโล่ป้องกันขณะก้าวขึ้นมาอยู่แนวหน้า หน่วยที่เหลือประจำจุดของแต่ละคน จุดไหนคนไม่ครบทหารหน่วยสองจะเข้ารับช่วงแทนไม่ถึงจิบชาการตั้งค่ายกลรอบสองก็พร้อมใช้งาน เป็นเวลาเดียวกันกับธนูห่าใหญ่สิ้นสุดลง
“พลธนูยิง!”ธนูห่าใหญ่กระหน่ำซัดกลับ ทหารหน่วยสอดแนมเคลื่อนไหวคล่องแคล่วเก็บลูกธนูหัวโลหะทั้งที่ปักบนโล่และบนพื้นนำมาเสริมกำลังตีโต้กลับ
เนื่องจากคิดเพียงไล่ต้อนฝ่ายตรงข้ามจึงไม่ทันคิดการให้รอบคอบ ซ้ำยามนี้กองทัพไร้ผู้นำ ผู้มีอำนาจสั่งการไม่เหลือรอด กองทัพกระสับกระส่ายทหารที่เหลือรอดต่างพากันแตกตื่นหนีตายไปคนละทิศละทาง จากได้เปรียบในคราแรกรุกไล่อย่างห้าวหาญบัดนี้แตกฮือไม่ต่างจากมดแดงแตกรังวิ่งหนีตายกันอย่างไม่คิดชีวิต
“หน่วยสองบุก!”รองแม่ทัพอันควบม้านำกำลังหน่วยสองโอบล้อมข้าศึกที่แตกกระจาย กวาดต้อนให้เข้ามาอยู่ในวงล้อมไม่ให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว
“เฮียยยย”หลี่ซูเซียนวิ่งหน้าตั้งตรงเข้าหาเฮียของตน สองแขนกอดร่างโปร่งไว้แน่นถามซ้ำๆว่าเฮียเจ็บตรงไหนมั้ยเป็นอะไรรึป่าว
“ไม่เป็นไร”อันจื่อเทานิ่วหน้าแขนขวายังไม่หายชาจึงยกแขนซ้ายกอดตอบพร้อมตบหลังเด็กขี้แยปุๆ “ไม่เจ็บตรงไหนใช่มั้ย”
“ไม่ครับ ผมไม่เป็นไร ผมไม่เป็นไร”สัมผัสเปียกชื้นที่ลาดไหล่เสียงสะอื้นเบาๆหลุดออกมาเป็นระยะ ไหล่เล็กสั่นน้อยๆกระชับกอดอันจื่อเทาแน่นกว่าเดิม
อันจื่อเทายกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กน้อยเอ่ยเสียงอ่อนลง“เก่งมาก”
ไม่ใช่คำป้อยอแต่อันจื่อเทาคิดอย่างนั้นจริงๆ แผนการในครั้งนี้นับว่าเสี่ยงเอาการแต่เด็กคนนี้ยังเสนอตัวเสียงหนักแน่น ในดวงตาเต็มไปด้วยความกลัวแต่ไม่คิดล้าถอย
ย้อนกลับไปเมื่อสามวันที่แล้วหลังจากไฟดับจนหมด แม่ทัพเยี่ยกับเจ้าขาวดำข้างกายตรวจตราทั้งรอบบริเวณกองทัพด้วยตนเอง จนมาเจอกับอันจื่อเทาที่กำลังนั่งเฝ้าหม้อยาและหลัวเจิ้งเหยียนที่นอนคุดคู้หนุนตักภรรยาคนงามหลับสนิทอยู่ข้างกัน เห็นเช่นนั้นเยี่ยเจิ้งสิงรีบเข้ามาถามอาการจากนั้นให้คนชุดขาวที่อันจื่อเทาพึ่งรู้ชื่อแซ่ตรวจอาการให้โดยละเอียด
วิธีรักษาของซั่งกวนติงแตกต่างกับท่านหมอเฉียนแต่เห็นผลได้ไวกว่า คนผู้นี้ใช้ยาลูกกลอนควบคู่กับการฝังเข็มไม่กี่ชั่วยามร่างกายซีกนั้นก็กลับมาขยับได้อีกครั้ง แม้จะไม่ถึงกับหายดีแต่ก็ขยับได้คล่องกว่าก่อนหน้านับว่าเป็นเรื่องดี
ในช่วงระหว่างการรักษาอันจื่อเทาได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่พบเจอตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงล่าสุดโดยละเอียด ทบทวนกับตัวเองไปในตัวด้วยเลย ถึงจะพบว่ามีจุดไม่ถูกต้องหลายจุดแต่พวกเขาคิดไม่ออกว่ามันอยู่ที่ใดจนกระทั้งหลัวสุ่ยหมิงมาถึง อันจื่อเทาไม่คิดเล่าเป็นครั้งที่สองอยู่แล้วหลัวเจิ้งเหยียนถึงเล่าในสิ่งที่ตนรับรู้รวมถึงวิธีการต่อสู้และลักษณะเด่นของชายร่างใหญ่ผู้นั้น
หลัวสุ่ยหมิงตรึกตรองอยู่หนึ่งก้านธูปก่อนถามคำถามที่สงสัยกับทุกคนในที่นี้ ร้อยเรียงทุกเหตุการณ์เข้าด้วยกันก่อนนำมาซึ่งข้อสันนิษฐานที่ชวนตกตะลึง
“ไส้ศึกผู้นั้นคือคนของหน่วยเสบียง”
“เพราะอาหารใช่หรือไม่ทำให้เจ้าคิดเช่นนั้น”ความหมายของซั่งกวนติงคือขบวนคุ้มภัยไม่ได้ออกมาทานมื้อเย็นต่างจากทหารทั้งกองทัพที่หลับสนิทกันทั้งกองเป็นเรื่องผิดปกติจะคิดเช่นนั้นก็ไม่แปลก แต่ว่า… “เหตุใดต้องเจาะจงเพียงหน่วยเสบียง หากจะวางยาผู้ใดก็สามารถทำได้”
ใช่ หากแค่วางยาใครก็ทำได้ ไม่เพียงทหารในกองทัพแม้แต่คนของขบวนคุ้มภัยที่มีมีวรยุทธก็สามารถทำได้
“ไม่ หากไม่ใช่คนในหน่วยเสบียงจะไม่สามารถวางยาคนในปริมาณมากๆพร้อมกันได้”
ซั่งกวนติงหน้ายุ่งแต่ก็คิดตามข้อสันนิษฐานที่แสนมั่นใจของคุณชายผู้นี้ ใคร่ครวญอยู่ไม่นานดวงตาหงส์พลันเบิกกว้าง เหตุใดข้าถึงลืมคิดไปได้!
“ท่านคงนึกออกแล้วกระมัง?”ซั่งกวนติงพยักหน้า แม้จะเจ็บใจอยู่บ้างแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามองข้ามจุดเล็กๆนี้ไป
การวางยาคนหมู่มากใช่จะเป็นเรื่องง่าย ยิ่งกับตัวยาบางชนิดนอกจากการกะปริมาณที่เหมาะแล้วความสม่ำเสมอก็สำคัญ ด้วยเหตุนี้ในระยะเวลาหนึ่งต้องได้รับตัวยานั้นไม่ขาดแม้สักวันยาจึงจะได้ผลอย่างน้อยที่สุดก็ใช้เวลาถึงหนึ่งสัปดาห์ นอกจากหน่วยเสบียงที่จัดเตรียมอาหารในแต่ละวันก็ไม่มีหน่วยไหนแทรกแทรงได้บ่อยครั้งถึขนาดนั้นได้แล้ว
“แล้วใครกันคือหนอนบ่อนไส้ที่ว่า?”หลัวสุ่ยหมิงส่ายหน้าแต่ใช่จะไม่มีวิธีเสียทีเดียว
“มิสู้เราวางอุบายล่อมันออกมา…”
“คุณชายหลัวเชิญกล่าว”ซั่งกวนติงมีท่าทีกระตือรือร้นขึ้น ในหัวมีแผนการแล้วแต่ไม่ได้เอ่ยออกมา เขาอยากรู้นักว่าระหว่างตนกับหลัวสุ่ยหมิงแผนการของผู้ใดจักแยบยลกว่ากัน นับเป็นการเดิมพันเล็กๆสำหรับกุนซือประจำกองทัพก็ว่าได้
“ประชุมรองแม่ทัพ ชี้นำให้คนสงสัยพวกข้า"ทุกคนตั้งใจฟัง หลัวสุ่ยหมิงเห็นว่ามาถูกทางจึงกล่าวต่อ "จะใช้วาจาเช่นใดก็ได้ให้ไส้ศึกผู้นั้นเกิดความชะล่าใจ มีความกล้าในการกระทำการบางอย่างมากขึ้น”
“แล้วถ้าหากคนผู้นั้นรอบคอบกระทำการทุกอย่างด้วยความระมัดระวังล่ะ?”อันจื่อเทาสงสัย แฝงตัวอยู่นานนมอย่างน้อยๆก็คงนานพอที่จะเข้าออกหน่วยเสบียงได้โดยไม่มีใครรู้สึกผิดสังเกต แสดงว่าคนผู้นี้วางแผนมาเป็นอย่างดีกระทำการได้แยบยลกระทั่งกุนซือของกองทัพยังไม่ระแคะระคาย แล้วแบบนี้แผนตื้นๆของหลัวสุ่ยหมิงจะได้ผลหรือ
“แน่นอนหากเป็นอย่างเจ้าว่าย่อมไม่ได้ผล”
อันจื่อเทาเลิกคิ้ว “แล้ว?”
“เช่นนั้นจึงต้องกระตุ้นให้สถานการณ์ไม่อาจใช้เวลาตัดสินใจนานได้”หลัวสุ่ยหมิงแจกแจงอย่างใจเย็น “หากเดาไม่ผิดไม่เกินสามวันกองทัพมองโกต้องยกทัพมาแน่ นั่นถือเป็นโอกาสดี”
“อย่างไร?"
“ส่งคนที่ไว้ใจได้จับตาดูความเคลื่อนไหวของฝั่งนั้น เมื่อใดเริ่มเคลื่อนพลนั่นคือเวลาเริ่มแผนการ”
“เหตุใดต้องรอเวลานั้น?”
“หากหารือถึงแผนการไว้ก่อนไส้ศึกผู้นั้นจะมีเวลาไตร่ตรองซึ่งถ้ามันรู้ตัวขึ้นมานับว่าไม่เป็นผลดี สู้ให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของมันให้มันชะล่าไปก่อนจากนั้นจะตลบหลังโอกาสสำเร็จย่อมมากกว่า"
ทุกคนพยักหน้าคิดตามแต่รองแม่ทัพอันยังไม่กระจ่างนักจึงถามต่อ “แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าแผนการของเจ้าจะได้ผล?”
"กองทัพของท่านกำลังจะถูกตลบหลังและแผนการนั้นสามารถสร้างความเสียหายให้กองทัพได้ สมมุตถ้าท่านเป็นไส้ศึกจะทำเช่นไร?”
“รีบส่งข่าวให้กองทัพทราบ”รองแม่ทัพอันตอบโดยไม่ต้องคิด
“อืม ในขับขันใช้เวลาคิดนานย่อมไม่เป็นผลดี”หลัวสุ่ยหมิงพยักหน้ากล่าวต่อ “แผนการในส่วนนั้นกุนซือซั่งน่าจะคิดไว้เรียบร้อยแล้ว?”
**************
หน่วยทั้ง10แห่งกองทัพพิทักษ์แผ่นดิน
หน่วยที่1 ธุระการ/ฝ่ายบัญชี บัญชาการโดยรองแม่ทัพหรงปา
หน่วยที่2 ทัพหน้า บัญชาการโดยรองแม่ทัพอันเทาถัง
หน่วยที่3 ทหารม้า บัญชาการโดยรองแม่ทัพกู้ฉกชิง
หน่วยที่4 ทหารราบ บัญชาการโดยรองแม่ทัพ โหลนต้าวเจียว
หน่วยที่5 พลโล่ บัญชาการโดยรองแม่ทัพโอหนานบก
หน่วยที่6 พลธนู บัญชาการโดยรองแม่ทัพตงโม่
หน่วยที่7 ทหารฝ่ายเสบียง บัญชาการโดยรองแม่ทัพหม่าหัวเนา
หน่วยที่8 หน่วยลาดตระเวน บัญชาการโดยรองแม่ทัพอู้ทังวัง
หน่วยที่9 เวรยาม บัญชาการโดยรองแม่ทัพเกาจู๋
หน่วยที่10 หน่วยสอดแนม บัญชาการโดยรองแม่ทัพหวังปี้