ทันใดนั้นร่างกายพลันเบาหวิวด้วยถูกต้วนเหลยถิงอุ้มขึ้นมาในท่าองค์หญิง จากนั้นวางนางลงบนเบาะนุ่มอย่างแผ่วเบา
สวรรค์ ต้วนเหลยถิงทำเช่นนี้ต่อหน้าคนทั้งเรือนเชียวหรือ?
ใบหน้าของเคอโยวหรานร้อนระอุเพราะความเขินอายจนต้มไข่สุกได้เลยทีเดียว
ไป๋ซื่อเดินเข้ามาหาและใส่ผ้าปิดหน้าให้นางทั้งรอยยิ้ม “ช่างไม่รู้ตัวสักนิดว่ายามนี้เจ้างามเพียงใดมิน่าซานหลางถึงเห็นเจ้าเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ออกไปข้างนอกต้องรักษาตัวให้ดีด้วยเล่า”
มารดาสกุลต้วนเอ่ยด้วยความเป็นห่วง “พี่สะใภ้รองของเจ้าพูดถูกถนนหนทางไม่ปลอดภัย โจรมีมากมายจนนับไม่ถ้วน มิสู้เจ้าไม่ต้องไปให้ซานหลางไปคนเดียวเป็นพอ”
เคอโยวหรานเอ่ยปลอบ “ท่านแม่ไม่ต้องเป็นกังวลเจ้าค่ะ หากพบคนไม่ดีซานหลางก็หาใช่คนไร้ฝีมือ เขาจะมองดูข้าถูกผู้อื่นรังแกแล้วไม่ยอมตอบโต้ได้หรือเจ้าคะ? หากข้าไม่ไปซานหลางก็ไม่รู้ว่าต้องค้าขายอย่างไร เช่นนั้นไม่เท่ากับพวกเราเหนื่อยเปล่าหรือเจ้าคะ?”
หากนางไม่ไปแล้วจะเอาเสบียงอาหารออกมาจากมิติวิเศษได้อย่างไร? ของเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินซื้อหาแม้แต่นิดต้องใช้เพียงข้ออ้างเข้าตัวเมืองเท่านั้น
ต้วนเหลยถิงเข็นรถพลางเอ่ยว่า “ท่านแม่กับพี่สะใภ้รองไม่ต้องเป็นกังวลนะขอรับอันธพาลทั่วไปย่อมมิอาจทำร้ายโยวหรานได้ พวกเราจะรีบไปรีบกลับขอรับ”
หยวนซื่อที่กำลังเอนพิงขอบหน้าต่างถึงกับดึงทึ้งผ้าเช็ดหน้าในมือจนเกือบขาด นางลอบคิดภายในใจว่า
ไปเถิด จงถูกอันธพาลเพ่งเล็งเสียเป็นดีผู้ใดใช้ให้เจ้ายิ่งโตยิ่งเหมือนปีศาจจิ้งจอก ไม่รู้เช่นกันว่าน้องสะใภ้สามผู้นี้ใช้วิชาเสน่ห์อันใดทุกคนจึงล้วนงดงามขึ้นกันหมด
ยามนี้กระทั่งมารดาสกุลต้วนยังแลดูอ่อนเยาว์กว่าหยวนซื่อตั้งหลายปี
ต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานออกเดินทางท่ามกลางสายตาของทุกคนในเรือน ครั้นผู้เฒ่าเคอที่คอยมาเดินทอดน่องใกล้เรือนสกุลต้วนเห็นคนทั้งสองออกมาดวงตาพลันเป็นประกายก่อนจะมุ่งหน้าไปทางหมู่บ้านสกุลหลิน
เมื่อเห็นต้วนเหลยถิงเข็นรถด้วยความลำบาก เคอโยวหรานจึงเอ่ยว่า “ซานหลาง พวกเราขายถั่วงอกแล้วไปซื้อสัตว์เลี้ยงใช้แรงงานดีหรือไม่เจ้าคะ? หากทำการค้าถั่วงอกได้ดีและต้องส่งสินค้าทุกวัน การมีรถลากย่อมประหยัดแรงเดินได้บ้าง”
“ได้ ล้วนแต่ฟังเจ้า” กล่าวจบยังแอบหอมแก้มเคอโยวหรานผ่านผ้าปิดหน้า
“ท่าน...ช่างทำตัวรุ่มร่ามนัก...”
เคอโยวหรานกัดริมฝีปากพลางชกกำปั้นลงบนอกแกร่งของเขาเบาๆทำเอาต้วนเหลยถิงถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง
อาจเพราะต้วนเหลยถิงขายาวฝีเท้ารวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานนักทั้งสองคนก็ก้าวเข้าสู่ตัวเมือง
“โยวหราน พวกเราตรงไปยังโรงสุราฟู่หยวนดีหรือไม่? ข้ารู้จักเจ้าของร้านที่นั่น ลองดูเสียก่อนว่าเขาจะรับเอาไว้หรือไม่หากเขาไม่รับ พวกเราค่อยนำไปขายที่ตลาดสดดีหรือไม่?”
“ได้เจ้าค่ะ” เคอโยวหรานพยักหน้าด้วยความยินดี เพราะนางเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน
ครั้งก่อนตอนนางเข้ามาในตัวเมืองได้ตั้งใจเดินวนรอบโรงสุราฟู่หยวนโดยเฉพาะนั่นเป็นถึงโรงสุราที่ใหญ่ที่สุดในเมือง
คืออาคารสามชั้นเพียงแห่งเดียวในตรอกทั้งหมด การประดับตกแต่งหรูหรางดงามแขกเหรื่อรวมตัวคับคั่ง ผู้คนสัญจรเข้าออกตลอดเวลาเคอโยวหรานคอยสำรวจดูอยู่ครึ่งชั่วยาม โรงสุราไม่เคยขาดกระแสผู้คน
เพิ่งมาถึงห้องครัวด้านหลังโรงสุราฟู่หยวน นางก็บังเอิญพบเข้ากับผู้ใหญ่บ้านเฉินและเฉินต้าจ้วง
“ไอ้หยา โยวหราน ตาเฒ่ากำลังเตรียมจะไปหาเจ้าพอดี!ยามนี้กลับบังเอิญพบกันเสียแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินพลันยินดีเมื่อได้พบเคอโยวหรานรีบแนะนำนางกับเจ้าของโรงสุราว่า “เถ้าแก่อวี๋ นางก็คือแม่นางน้อยที่สอนข้าทำเต้าหู้ท่านหารือรายละเอียดกับนางเถิด”
เคอโยวหรานรู้สึกประหลาดใจ เจ้าของโรงสุราโดยส่วนมากมักมีรูปร่างท้วมทว่าเถ้าแก่อวี๋ผู้นี้กลับร่างกายสูงโปร่ง กระทั่งใบหน้าก็ยังเรียวยาว
ขณะเดียวกัน เถ้าแก่อวี๋ก็มองพิจารณาเคอโยวหรานไม่ต่างกัน สตรีผู้นี้สวมผ้าปกปิดใบหน้าตั้งแต่หว่างคิ้วลงมาเพราะมีเนื้อผ้าปิดบังจึงมองเห็นเพียงดวงตากลมโตเป็นประกายช่างงดงามเปี่ยมเสน่ห์ยิ่งนัก
เถ้าแก่อวี๋คาดไม่ถึงว่าเคอโยวหรานก็คือภรรยาของต้วนเหลยถิง ทั้งยังเป็นคนกันเองอีกด้วยดังนั้นเขาจึงไม่อ้อมค้อมบอกกล่าวนางตามตรงว่าต้องการซื้อวิธีทำอาหารจากเต้าหู้หลายจานนี้
ฉับพลันนั้นเคอโยวหรานก็ฉวยโอกาสยืมห้องครัวหลังโรงสุราเพื่อใช้ถั่วงอกหน่อถั่ว และเต้าหู้ทำอาหารจำนวนหนึ่ง เถ้าแก่อวี๋ที่ได้ชิมถึงกับถูมือไปมาสีหน้าฉายแววยินดีอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากหารือกับเคอโยวหรานอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็บรรลุความเห็นที่ตรงกัน
ถั่วงอกและหน่อถั่วจำนวนหกสิบจินของสกุลต้วนถูกเขารับเอาไว้ทั้งหมดในราคาจินละยี่สิบห้าอีแปะภายหน้าส่งถั่วงอกและหน่อถั่วมายังโรงสุราวันละห้าสิบจิน
ส่วนผู้ใหญ่บ้านเฉินต้องส่งเต้าฮวยหนึ่งร้อยจิน ราคาจินละยี่สิบอีแปะเต้าหู้ห้าสิบจิน ราคาจินละสามสิบอีแปะ และน้ำเต้าหู้สามร้อยจินราคาจินละสิบห้าอีแปะมายังโรงสุราทุกวัน
ทว่าสินค้าเหล่านี้จะต้องส่งมอบให้เพียงโรงสุราฟู่หยวนเท่านั้น มิอาจนำไปขายยังโรงสุราแห่งอื่นภายในตัวเมืองได้
เคอโยวหรานตอบตกลงอย่างตรงไปตรงมา ผู้ใหญ่บ้านเฉินมีข้อสงสัย ครั้นกำลังจะเอ่ยถามกลับถูกนางห้ามเอาไว้เสียก่อน
แต่เมื่อเถ้าแก่อวี๋ต้องการจะซื้อสูตรอาหารของเคอโยวหรานด้วยคำกล่าวไม่กี่ประโยคของนาง กลับกลายเป็นเคอโยวหรานจะมอบสูตรอาหารใหม่ให้โรงสุราฟู่หยวนจำนวนสามสูตรในทุกๆสองเดือน โดยขอแบ่งกำไรสุทธิจำนวนสามส่วนจากอาหารสูตรใหม่นี้
หลังหารือกันเรียบร้อย คนไม่กี่คนต่างก็ลงนามในสัญญาขณะพวกเคอโยวหรานกำลังจะจากไป เถ้าแก่อวี๋พลันจิ๊ปากอุทานว่า
“ต้วนซานหลางนะต้วนซานหลาง คนผู้นี้ช่างโชคดีเกินไปแล้ว เจ้าได้ภรรยาดั่งขุมทรัพย์เยี่ยงนี้ทว่าข้ากลับดวงไม่ดีเช่นเจ้า ต้องคอยเลี้ยงดูภรรยาละลายทรัพย์ ชะตาอาภัพนัก!”
“หึ...” มุมปากของต้วนเหลยถิงหยักยกก่อนจะกอบกุมมือของเคอโยวหรานด้วยความภูมิใจ
ทันใดนั้นเอง เคอโยวหรานพลันถูกบัณฑิตผิวขาวท่าทางอ่อนแอขวางทางเอาไว้“เคอโยวหราน ข้าได้ยินมาว่าเจ้าออกเรือนแล้วหรือ? เหตุใดถึงไม่รักษาสัญญาหมั้นหมายของพวกเราเล่า? ช่างเป็นคนทรยศไม่รักษาจรรยาหญิงเสียจริง”
เคอโยวหราน “...?”
ให้ตายเถิด ข้าเคอโยวหรานไปทำให้ใครขุ่นเคืองใจเข้าหรือ? บุรุษผู้นี้จึงพุ่งตรงมาป้ายสีความบริสุทธิ์ของนาง ไม่รู้ว่าความบริสุทธิ์ของสตรีสำคัญเทียมฟ้าหรืออย่างไร?
ไม่รักษาสัญญาหมั้นกับไม่รักษาจรรยาหญิงจะแตกต่างอันใดกัน? บัณฑิตยากจนผู้นี้กำลังกล่าวหาว่านางแอบมีชู้ลับหลังเขา
มารดามันเถิด โรงสุราฟู่หยวนเป็นสถานที่เช่นใด? จำนวนแขกเหรื่อมากมายถึงเพียงใดกัน? ทันทีที่บุรุษผู้นี้ปริปากก็ถูกผู้คนห้อมล้อมจนมองไม่เห็นทางเสียแล้ว?
ชั้นบนยังมีคนชะโงกหน้ามาชมความครึกครื้น เลือกมา‘สร้างสถานการณ์’ ที่นี่โดยเฉพาะเยี่ยงนี้นางนึกอยากจะเข้าไปตบบ้องหูเขาสักสองฉาดจริงๆ
ต้วนเหลยถิงโต้ตอบอย่างว่องไว รีบดึงเคอโยวหรานมาไว้ด้านหลังตนพลางเอ่ยว่า“เจ้าคือผู้ใด? เหตุใดจึงพูดจามั่วซั่วไม่คำนึงถึงความจริงเช่นนี้? คิดป้ายสีความบริสุทธิ์ของภรรยาข้าหรือ?”
“ข้าพูดจามั่วซั่วอันใด? เมื่อสิบปีก่อนเคอโยวหรานได้หมั้นหมายกับข้าเพื่อมอบชีวิตที่ดีให้กับนาง ข้ายอมตรากตรำร่ำเรียนนานนับสิบปีมิใช่เรื่องง่ายกว่าจะสอบผ่านเป็นซิ่วไฉ แต่ภายหลังกลับต้องมาล้มป่วยติดเตียงยามนี้นางจึงทอดทิ้งข้าที่มีฐานะครอบครัวยากจนเพื่อไปเสาะหาผู้อื่นเสียแล้ว หึ...”
หลิวโส่วเสียนยกยิ้มขมขื่น ท่าทางอ่อนแอจากอาการเจ็บป่วยเช่นนั้นส่งผลให้ผู้อื่นเห็นแล้วรู้สึกปวดใจทำราวกับเคอโยวหรานไปติดหนี้เขาหนึ่งพันแปดร้อยตำลึงเงินก็มิปาน
เคอโยวหรานแค่นหัวเราะเสียงเย็นก่อนเดินออกมาจากด้านหลังต้วนเหลยถิง“ข้าไม่รู้จักเจ้าด้วยซ้ำ เมื่อสิบปีก่อนข้าเพิ่งเจ็ดขวบจะไปหมั้นหมายกับเจ้าได้อย่างไร? มิใช่ว่าเจ้าเห็นข้าเดินออกจากโรงสุราฟู่หยวนจึงคิดจะรีดไถเงินกระมัง?”
ต้วนเหลยถิงพลันโอบเคอโยวหรานเอาไว้กอดนางเข้าสู่อ้อมอกพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หึ ปีนี้ช่างตกต่ำเสียจริงกระทั่งบัณฑิตก็ยังออกมาเดินหลอกลวงผู้คน”
หลินโส่วเสียนปิดเปลือกตาลง เขาสูดหายใจเข้าลึก น้ำตาสีใสไหลลงตามใบหน้า จากนั้นหัวเราะเย้ยหยันและเอ่ยว่า“สัญญาหมั้นหมายหาใช่เรื่องล้อเล่น คำสาบานว่าจะรักมั่นชั่วฟ้าดินสลายแต่กาลก่อนเจ้าหลงลืมไปจนหมดสิ้นแล้วหรือ?”
ผู้คนที่ล้อมดูต่างเริ่มวิพากษ์วิจารณ์
“ไอ้หยา ให้ตายเถิด บัณฑิตอ่อนแอผู้นี้ช่างน่าสงสารเกินไปแล้ว ทั้งที่สอบติดซิ่วไฉได้สำเร็จทว่ากลับยังถูกทอดทิ้ง”
“สตรีผู้นี้รังเกียจคนจนชมชอบคนรวย ครั้นบัณฑิตล้มป่วยก็ไปหาคนรักใหม่เสียแล้ว”
“ไอ้หยาๆๆ สตรีผู้นี้ยังเคยสัญญารักชั่วนิรันดร์กับบัณฑิตด้วยหรือ? ไม่รู้ว่าเคยร่วมหลับนอนกันแล้วหรือไม่ คิกๆ...”
ทุกข้อสงสัย วาจาหยอกล้อ และคำดูหมิ่นล้วนดังไม่ขาดสาย ปอดของต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานแทบจะระเบิดด้วยความโกรธเกรี้ยว
ต้วนเหลยถิงกำหมัดแน่นจนเกิดเสียงดังกร๊อบ พยายามอดกลั้นอย่างถึงขีดสุด
เคอโยวหรานนึกอยากจะใช้ยาพิษชนิดใหม่ที่ท่านอาจารย์เพิ่งคิดค้นมาสังหารบัณฑิตตรงหน้าทิ้งเสียจริง
ทว่าการใช้กำลังมิเท่ากับพิสูจน์ว่าเคอโยวหรานใจฝ่อและปล่อยให้คนผู้นี้ทำให้ชื่อเสียงของนางเหม็นเน่าหรอกหรือ?
ใจเย็น ใจเย็นเข้าไว้ เรื่องนี้ทำได้เพียงต่อสู้ด้วยวาจาเท่านั้น มิอาจใช้วรยุทธ์!