บทที่ 8
มีเสียงเคาะหนักๆ ดังขึ้นตรงหน้าประตู
“ครับ”โคดี้เอี้ยวศีรษะมองไปทางที่มาของเสียง
บานประตูเปิดออกร่างสูงใหญ่ของผู้เป็บิดายืนค้ำอยู่ตรงกรอบประตู
“ฉันเพียงแต่จะเข้ามาดูเท่านั้นละว่าแกอยากจะได้กาแฟอีกหรือเปล่า” ดวงตาคมปลาบของท่านผู้เฒ่ามองผ่านหน้าลูกชายไปหยุดอยู่ที่แชนนอนแววแห่งความสงสัยใคร่รู้ฉายชัดอยู่ในดวงตา
“ผมเห็นจะไม่เอาแล้วพ่อ” โคดี้ตอบ หันไปถามแชนนอนด้วยสายตาแทนคำพูด
“ฉันก็พอแล้วค่ะขอบคุณมาก” แชนนอนปฏิเสธ คล้องหูกระเป๋าสะพายเข้ากับไหล่ “ฉันรบกวนเวลาของคุณมามากแล้ว เห็นจะต้องไปเสียที”
“ข้างนอกฝนยังตกอยู่เลย”พ่อของโคดี้เอ่ยขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นขอยืมโทรศัพท์เรียกแท็กซี่หน่อยได้ไหมคะ?”แชนนอนถามขณะที่ผุดลุกขึ้นยืนแต่โคดี้ยืดร่างขึ้นจากโต๊ะมายืนอยู่เคียงข้างเธอในความใกล้ชิดนั้น แชนนอนไม่อาจปฏิเสธตัวเองได้ว่าเธอได้กลิ่นของความเป็บุรุษเพศจากเรือนกายของเขาแม้จะไม่ชัดเจนนักแต่ก็สามารถเร้าความรู้สึกได้พอควรและแม้เธอจะสวมรองเท้าส้นสูงอยู่แต่ความสูงก็ยังเพียงแค่คางของโคดี้เท่านั้นและในระยะที่ยืนห่างกันไม่มากเช่นนี้แชนนอนสามารถััได้ถึงกลิ่นไอธรรมชาติที่เริ่มอวลอบขึ้นรอบกาย, อันที่จริงเธอก็เคยเรียนรู้มานานนักว่า มันเป็ธรรมชาติส่วนตัวของเธอที่มักจะสนใจในบุรุษเพศผู้มีรูปร่างหน้าตาสวยคมสันอยู่ดังนั้นแชนนอนจึงมิได้รู้สึกอึดอัดใจแต่อย่างใด สำหรับการที่เธอได้พบว่าโคดี้ สตีลเป็คนหนุ่มที่มีรูปร่างหน้าตาดีมากคนหนึ่งและมิได้ส่งผลอะไรให้กับจิตใจเหมือนที่เธอเคยมีความรู้สึกต่อริคเลย
“คุณไม่จำเป็ต้องเรียกรถก็ได้ครับ”โคดี้พูดขึ้น “ผมมีนัดในเมืองอยู่แล้วคุณจะนั่งรถผมไปก็ได้”
“ขอบคุณค่ะ...ฉัน...”แชนนอนยังไม่ทันจะมีโอกาสพูดประโยคนั้นจนจบ เมื่อมีเสียงขัดขึ้น
“นัดเื่อะไรกัน?”พ่อของโคดี้เกิดอยากรู้ขึ้นมา “ฉันไม่เห็นได้ยินแกบอกให้รู้เื่เลยแกจะไปพบใคร?”
“ผมจะไปหาดาร์รีลอาเคอร์สที่ธนาคารสักหน่อย” โคดี้แสร้งทำน้ำเสียงเหมือนว่าการนัดหมายนั้นมิได้สลักสำคัญอะไรนัก
“ถ้าแกจะไปธนาคารฉันว่า...ฉันควรจะไปด้วยดีกว่า” พ่อของเขาว่า “เดี๋ยว...จะไปเอาเสื้อคลุมก่อน
“ผมเห็นว่าไม่จำเป็ตรงไหนเลยที่พ่อจะต้องไปกับผมด้วย”แต่โคดี้กำลังพูดอยู่กับกรอบประตูที่ว่างเปล่าเสียแล้วดวงตาของเขาเคร่งขรึมลงเมื่อหันกลับมามองแชนนอน แต่เพียงแวบเดียวแววรื่นรมย์ก็จุดประกายขึ้นในดวงตาสีฟ้าของเขาอีกครั้ง “พ่อแม่..ผู้ปกครอง...เฮอ..”น้ำเสียงของเขาเหมือนจะเยาะตัวเอง “ไม่ได้ยอมฟังเสียงอะไรเลย”
“จริงค่ะ”มุมปากของแชนนอนกดลึกด้วยรอยยิ้มเมื่อสังเกตเห็นท่าทางกระวนกระวายใจของโคดี้
“จะไปด้วยกันไหมล่ะครับคุณเท็กซัส?”
“ไปค่ะ”แชนนอนพยักหน้ารับ
“รถผมจอดอยู่นอกตึกโน่น”ฝ่ามือของโคดี้แตะลงบนแผ่นหลัง ตอนที่พาเธอเดินออกจาห้องทำงานท่าทางของผู้ชายคนนี้เหมือนคนที่ปล่อยตัวตามสบายทุกอิริยาบถความเคลื่อนไหวของเขาเป็ไปตามธรรมชาติจนเกินกว่าที่แชนนอนจะถือเป็จุดตำหนิติเตียนได้
ส่วนพ่อของเขานั้นยืนรูดซิปเสื้อคลุมรออยู่นอกห้องก่อนแล้วตอนที่เขาและเธอเดินออกมาและช่วยเปิดประตูให้แชนนอนเดินผ่านออกไปฝ่ามือของโคดี้ยังแตะอยู่ตรง่สะเอว คล้ายจะคอยช่วยนำทางให้แต่พ่อของเขาเดินนำไปยังรถรุ่นล่าสุดที่จอดอยู่ในที่จอดรถหน้าตัวอาคารก่อนแล้วก้าวเข้าไปถึงรถและเปิดประตูด้านหลังให้ก่อนที่จะหลีกทางเพื่อให้แชนนอนลอดตัวเข้าไปนั่งได้...แต่โคดี้ขวางทางไว้
“ทำไมพ่อไม่ให้คุณเฮย์นั่งข้างหน้ากับผมล่ะ?”เขาหันไปถามผู้เป็บิดา น้ำเสียงบอกความรำคาญใจอยู่
“ก็เพราะฉันคิดว่ามันทุเรศน่ะสิถ้าฉันจะต้องนั่งอยู่ข้างหลังตลอดทาง หลังจากที่ส่งคุณนี่ลงที่โรงแรมแล้วจริงไหมล่ะ?”
“ถึงตอนนั้นพ่อก็เลื่อนมานั่งข้างหน้าได้นี่” โคดี้เถียง
“แล้วมันเื่อะไรล่ะที่จะต้องนั่งๆ ลุก ๆ อยู่น่ะ?” พ่อของเขาไม่ยอมแพ้เช่นกัน และดูเหมือนโคดี้จะเอาชนะได้ยากด้วย
แชนนอนจึงเป็ฝ่ายระงับศึกเสียเอง
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะฉันไม่รังเกียจหรอกที่จะนั่งข้างหลัง” เธอเดินไปหยุดอยู่ตรงประตูหลัง
“นั้นไงเห็นไหมล่ะ?” สีหน้าผู้เป็บิดาของโคดี้แช่มชื่นขึ้นที่ได้ชัยชนะในการนี้“ถึงแม้ว่าคุณผู้หญิงนี่จะเป็ “ซีซาโก้”แต่ก็ไม่ได้หูหนวกเป็ใบ้ยังมีความคิดดีกว่าแกเสียอีกที่ไม่มายืนเถียงกัน อยู่กลางฝน ว่าจะนั่งตรงไหน”
โคดี้ไม่ยอมต่อปากต่อคำด้วยเพราะฉะนั้นแชนนอนก็เขาไปนั่งอยู่ในรถเรียบร้อยแล้วแต่แววในดวงตาของเขาบอกความไม่พึงพอใจนัก เมื่อสบตาเธอเข้าดูเหมือนมันจะเปล่งแววทั้งขบขันและรำคาญใจในความเ้ากี้เ้าการของพ่อซึ่งแม้ว่าแชนนอนจะไม่เข้าใจในความหมายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่โคดี้ก็รู้อยู่เต็มอกว่าเพราะอะไร
เมื่อบุรุษทั้งสองเข้านั่งในรถเรียบร้อยแล้วแชนนอนจังได้เอ่ยถามขึ้น
“คำว่าซีซาโก้นี่แปลว่าอะไรคะ?”...เพราะครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็ครั้งที่สองแล้วที่บิดาของโคดี้ใช้คำนี้อธิบายในความเป็ตัวเธอ
“ถ้าจะแปลตามตัวก็หมายถึงคนอ่อนหัดหรือคนที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออะไรทำนองนั้น” โคดี้อธิบาย “แต่เรามักใช้เป็สรรพนามเรียกคนภายนอกด้วย”
“คนภายนอกหรือคะ?”
“ใครก็ตามที่อยู่นอกเขตรัฐอลาสก้าน่ะ”
ระยะทางจากสำนักงานของเขามาถึงโรงแรมไม่ไกลกันนักและตลอดทางที่ผ่านมา บิดาของโคดี้ก็บรรยายถึงอะไรต่อมิอะไรจนกระทั่งถึงที่หมายโดยแทบจะมิได้มีใครเอ่ยปากโต้ตอบด้วยเลย ก่อนที่แชนนอนจะลงจากรถโคดี้ก็หันมามองเธอ
“แล้วผมจะติดต่อมาบอกให้ทราบนะครับถ้ามีอะไรคืบหน้า” เขาว่า
“ค่ะ”เธอก้าวลงจากรถ
“สืบหาอะไรกันล่ะ?”พ่อของเขาเอ่ยถามขึ้นทันทีซึ่งเป็ขณะเดียวกันกับที่แชนนอนปิดประตูรถลงและดูเหมือนจะแสดงความตั้งใจที่จะรู้ให้ได้ว่าลูกชายพูดถึงเื่อะไรแต่ตอนนั้นแชนนอนมิได้ยินคำถามแล้วเธอหันไปโบกมือแสดงความขอบคุณที่เขาอุตส่าห์ขับรถมาส่งให้จนถึงที่แต่ก็สังเกตเห็นความขุ่นใจที่เกิดขึ้นในสีหน้าของโคดี้ขณะที่พ่อของเขาซักถามอย่างจะเอาเื่ให้ได้ แชนนอนยิ้มให้กับตัวเองขณะที่เดินเข้าประตูโรงแรมไป
แต่รอยยิ้มนั้นก็ต้องเลือนหายไปเมื่อเดินเข้าไปในประตูห้องพัก และมองเห็นกล่องบรรจุข้าวของ ของริคที่ตั้งอยู่ข้างๆ กระเป๋าเดินทางของเธอ, การที่ได้เห็นมันเข้าทำให้เธอต้องเริ่มคิดอีกว่าขณะนี้ริคไปอยู่เสียที่ไหน...แชนนอนคุกเข่าลงข้างๆ กล่องเ่าั้เริ่มลงมือรื้อค้นข้าวของออก มองหาว่าจะมีร่องรอยอะไรบ้าง...ไม่สำคัญเลยว่าสิ่งนั้นจะเล็กน้อยสักเพียงใดขอแต่เพียงให้มันบอกอะไรเธอบ้างก็พอ
แชนนอนมิได้พบอะไรเลยในกล่องทั้ง 2 ใบนั้นไม่แม้แต่จะเป็กลักไม้ขีดซึ่งตราบนฝากลักพอจะบอกให้เธอรู้ถึงร้านอาหารหรือบาร์ที่ริคมักจะไปอุดหนุนอย่างสม่ำเสมอในเมืองแอนโชเรจแห่งนี้หลังจากที่เก็บข้าวของลงตามเดิม ปิดกล่องและเก็บเข้าไว้ในตู้เสื้อผ้าประจำห้องแล้วเธอจึงได้รื้อข้าวของส่วนตัวในกระเป๋าเดินทางออก
เสื้อชุดแต่งงานสีขาวสะอาดพร้อมด้วยเสื้อคลุมตัดเย็บด้วยผ้าต่วนสีฟ้าใส กับรองเท้าเข้าชุดกันวางอยู่ตรงหน้ากล่องใส่เครื่องประดับสีขาวกับเวลาคลุมหน้าเป็ของแม่ “ซึ่งให้ขอยืมมา” ส่วนพ่อนั้นได้มอบเข็มกลัดเก่าแก่ซึ่งเป็ของคุณย่ามาให้เพื่อให้เป็“ของเก่า” ติดตัวมาด้วย
ขณะที่ไล้ฝ่ามืออยู่บนเสื้อชุดแต่งงานสีขาวชุดนั้นแชนนอนก็ให้กังวลขึ้นมาว่า...จะมีพิธีสมรสในวันเสาร์ที่จะมาถึงนี้หรือไม่หนอ...เพราะขณะนี้เธอยังเป็เ้าสาวที่ยังตามหาตัวเ้าบ่าวไม่พบอยู่เลย...เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังลั่นขึ้นถึงกับทำให้เธอผวา หัวใจเต้นระรัว หรือว่าริคจะเรียกมา?”