อนงค์นั่งรอสองพ่อลูกอย่างกระวนกระวายใจอยู่ใต้ถุนบ้าน เมื่อได้ยินคำบอกเล่าจากปากสามี เธอก็ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรอีก ดีที่ผู้ช่วยทั้งสามคนของเธอสามารถจัดการกันเองได้อย่างคล่องแคล่ว งานจึงแล้วเสร็จอย่างรวดเร็ว และตอนนี้พวกเขาก็พากันกลับบ้านไปพักผ่อนทั้งหมดแล้ว
"กลับมากันเสียที แม่นั่งรอตั้งนาน" อนงค์ถึงกับเอ่ยปากบ่นลูกและสามีอย่างน้อยครั้งนักที่จะเกิดขึ้น
สองพ่อลูกพากันหัวเราะคิกคักชอบใจที่เห็นแม่แสดงอาการแบบนี้ "นิดว่านิดกลับมาเร็วกว่าปกตินะคะ คุณแม่เงินล้าน" อนงค์กานต์เดินเข้าไปกอดเอวมารดาพลางเอ่ยปากเย้าอยู่ในที จึงโดนหยิกเบา ๆ ที่ข้างแขน
"ยังจะมาแซวแม่อีก ยัยลูกสาวเงินล้าน" อนงค์ก็กระเซ้าลูกกลับ "ไป ขึ้นเรือนไปอาบน้ำทั้งสองคน แล้วค่อยทานข้าวเย็น"
"นิดคิดไว้รึยังว่าจะทำอย่างไรกับเงินก้อนนี้" กานต์ถามขึ้นมาหลังจากทานมื้อเย็นกันเสร็จแล้ว เงินก้อนนี้ถือเป็สิทธิ์โดยชอบธรรมของลูกสาว เขาและอนงค์ตั้งใจจะไม่เข้าไปแตะเงินก้อนนี้ของลูก ให้ลูกสามารถจัดสรรตามใจชอบได้เลย
"พ่อกับแม่จะไม่ขัดขวางหรือห้ามปรามนิดแน่นะคะ ไม่ว่านิดจะเอาเงินไปทำอะไรก็ตาม" อนงค์กานต์หันไปถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง เมื่อเห็นทั้งพ่อและแม่ของเธอต่างพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย เธอก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ
"นิดตั้งใจจะกันเงิน 1 ล้านไปลงทุนซื้อหุ้นต่อ นิดเห็นหุ้นที่น่าสนใจอยู่อีกตัว เลยอยากซื้อเอาไว้" เมื่อเห็นพ่อและแม่นั่งฟัง โดยไม่ทักท้วงอะไร เธอก็พูดต่อทันที "ส่วนเงินที่เหลือหลังจากหักค่าดำเนินการแล้วนิดยกให้พ่อกับแม่หมดเลย" และเมื่อเห็นทั้งสองคนขยับจะทักท้วงเธอก็รีบดักคอ "พ่อกับแม่เพิ่งสัญญาเมื่อกี้เองนะว่าจะไม่ห้ามนิด"
"พ่อกับแม่ไม่อยากใช้เงินของลูกนี่ ลูกน่าจะเก็บเงินนี้ใส่บัญชีออมไว้เองดีกว่า" อนงค์อดไม่ได้ที่จะเอ่ยท้วงขึ้น
"นั่นสิ สำรองไว้เผื่อนิดอยากจะได้ไปทำอะไรฉุกเฉินขึ้นมา" กานต์ก็เอ่ยสนับสนุนขึ้นมาเช่นกัน
"พ่อกับแม่อย่าห้ามนิดเลย และไม่ต้องรู้สึกกระดากใจที่จะรับเงินก้อนนี้ด้วย ทุกวันนี้ที่นิดอยากมีเงิน อยากหาตังให้ได้เยอะ ๆ ก็เพราะเป้าหมายเดียวเลยคืออยากให้ครอบครัวเราอยู่อย่างสุขสบาย อยากไปเที่ยวไหนก็ไปได้ อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ นิดอยากให้พ่อกับแม่มีความสุขในชีวิตมาก ๆ แบบไม่ต้องพะวงกับค่าใช้จ่ายใด ๆ อีก ความ้าของนิดก็มีเท่านี้แหละ"
กานต์และอนงค์ถึงกับมีน้ำตารื้นออกมาเมื่อได้ฟัง
"นิดเชื่อว่ายังจะมีเงินตามมาอีกหลายก้อนในอนาคต และนิดบอกตรงนี้เลยว่านิดจะแบ่งให้พ่อกับแม่ทุกครั้ง และยอดก็จะเยอะขึ้นกว่าเดิมทุกครั้งด้วย พ่อกับแม่ห้ามนิดไม่ไหวหรอก ฮ่า ฮ่า.. " สามีภรรยาถึงมองตากันอย่างอ่อนใจ จากอารมณ์ซึ้งอยู่ดี ๆ กลายเป็ต้องมาหมั่นไส้เพราะความหลงตัวเองของบุตรสาว
"เอาล่ะ พ่อกับแม่ไม่ทักท้วงแล้ว พวกเรายินดีรับความปรารถนาดีของลูกด้วยความเต็มใจไม่ว่าจะครั้งไหน แต่มีข้อยกเว้นว่าครั้งต่อไปถ้าไม่ถึงล้านพ่อกับแม่ไม่รับนะ" กานต์ตอบรับและไม่ลืมพูดหยอกลูกสาวทิ้งท้าย
"พ่อรอดูได้เลย!" แต่อนงค์กานต์กลับตกปากรับคำกลับมาอย่างหนักแน่น ทำเอาสองสามีต่างภรรยาหัวเราะออกมาเสียงดัง
"นิดรู้นะว่าพ่อสนใจที่ดินในหมู่บ้านหลายแปลง แต่ยังไม่มีเงินซื้อ หลังจากใช้หนี้สหกรณ์แล้วถ้ายังไม่รู้จะใช้เงินทำอะไร พ่อก็เอาเงินไปซื้อที่เก็บไว้ได้นี่นา" อนงค์กานต์เสนอแนะอยู่ในที ก่อนขอตัวเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า ทิ้งให้สองสามีภรรยานั่งปรึกษากันต่ออยู่ข้างนอก
วันรุ่งขึ้นหลังจากอยู่ช่วยแม่ขายของจนลูกค้าเริ่มซาลงแล้ว อนงค์กานต์กับพ่อก็พากันนั่งรถโดยสารเข้าไปในตัวเมือง เมื่อเข้าไปในธนาคารทั้งสองก็ตกเป็เป้าสายตาของพนักงานธนาคารหลาย ๆ คนอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่ช่วยงานประชาอยู่ พวกเขาย่อมรับรู้ถึงความใจกล้าของเด็กหญิงที่ตัดสินใจซื้อหุ้นที่ถูกมองว่าไม่มีอนาคตจนสามารถเปลี่ยนเงินสามหมื่นเป็เงินหนึ่งล้านห้าแสนบาทได้ จึงได้เกิดการพูดคุยอย่างแพร่หลายในธนาคาร วันนี้ทุกคนจึงเฝ้ารอเพื่อจะได้เห็นหน้าสองพ่อลูกคู่นี้
"คุณกานต์ นิด มากันแล้ว เชิญนั่งเลยครับ" เมื่อเห็นทั้งคู่ ประชาก็เดินออกมาต้อนรับ กานต์ถือโอกาสมอบกระเช้าขอบคุณให้ ในกระเช้านอกจากผลไม้หลากชนิดแล้ว กานต์ยังใส่ซองที่ด้านในบรรจุเงินอยู่ 10,000 บาทเอาไว้ด้วย เงินนี้กานต์นำเงินกู้ที่ยังเหลืออยู่มาสำรองให้ก่อน เพื่อมอบเป็สินน้ำใจแก่ประชาที่คอยดูแลและอำนวยความสะดวกให้เป็อย่างดีมาโดยตลอด นี่เป็ธรรมเนียมปฏิบัติที่มีอยู่ในทุกวงการอยู่แล้ว เมื่อประชาเห็นซองที่แนบมากับกระเช้าก็เข้าใจโดยธรรมชาติและไม่ได้เกี่ยงงอนที่จะรับแต่อย่างใด
"เช้านี้เงินขายหุ้นได้โอนเข้าบัญชีเงินฝากของคุณกานต์เรียบร้อยแล้ว ผมขอสมุดเงินฝากหน่อยนะครับจะเอาไปปรับยอดให้” หลังจากที่สองพ่อลูกได้เห็นยอดเงินล่าสุดในสมุด ต่างก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างสุดกลั้น เป็ครั้งแรกชีวิตเลยที่พวกเขาได้เห็นจำนวนหลักเลขที่เยอะ ๆ อยู่ในบัญชีแบบนี้ ประชาเห็นการแสดงออกของทั้งคู่ก็รู้สึกมีความสุขไปด้วยเช่นกัน
"ขอละลาบละล้วงถามต่อเลยนะครับ คุณกานต์และนิดคิดจะทำยังต่อกับเงินก้อนนี้ ถ้าสนใจเก็บเป็เงินออม ผมจะได้แนะนำบัญชีเงินออมที่ได้ดอกเบี้ยสูงให้”
"นิดอยากเอามาซื้อหุ้นต่อค่ะ” เมื่อเห็นประชาเลิกคิ้วมองด้วยความสนใจเธอก็พูดต่อทันที “คุณลุงช่วยทำเื่ซื้อหุ้นตัวนี้ให้หนูหน่อยสิคะ” พลางยื่นมือไปชี้ที่หุ้นชื่อ ksg ของบริษัทเคนสวีท ซึ่งเป็บริษัทขนาดกลางทำธุรกิจด้านการผลิตน้ำตาลทรายเพื่อส่งออก
"หนูจะซื้อเท่าไหร่ดี” คราวนี้ประชาไม่ออกแรงทักท้วงเหมือนครั้งแรก อาจเป็เพราะเริ่มมีความรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเด็กหญิงบ้างแล้ว แต่ก็ไม่วายนั่งอึ้งอยู่ชั่วครู่เมื่อได้ยินยอดซื้อที่เด็กหญิงเอ่ยออกมา
"หนึ่งล้านบาทค่ะคุณลุง”
ช่างเป็เด็กหญิงที่กล้าได้กล้าเสียอะไรเช่นนี้
"เดี๋ยวครับคุณประชา ผมขอเพิ่มอีก 200,000 บาท รวมซื้อหุ้นทั้งหมดเป็ 1,200,000 บาทครับ” กานต์รีบพูดแทรกขึ้นก่อนที่ประชาจะได้เขียนยอดซื้อขายลงไป อนงค์กานต์ถึงกับหันมามองพ่อด้วยความแปลกใจ “นิดบอกว่ายอดที่เหลือจากหนึ่งล้าน พ่อกับแม่สามารถนำไปทำอะไรก็ได้ไม่ใช่เหรอ พ่อเลยอยากลงทุนตามนิดบ้างไง” กานต์ยิ้มกริ่มทีเดียวขณะพูด เขาเชื่อหมดใจเลยว่าจะมีเื่ดี ๆ เกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน ขณะที่อนงค์กานต์ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงแค่ส่งยิ้มกว้างให้ผู้เป็พ่อเท่านั้น
"ราคาล่าสุดของหุ้นอยู่ที่ 0.60 บาทนะครับ ซื้อ 1,200,000 บาทจะได้หุ้นอยู่ที่ 2,000,000 หุ้นพอดี” เมื่ออ่านรายละเอียดแล้วกานต์ก็เซ็นชื่อในสัญญาซื้อขายทันที
"คุณลุงคะ ช่วยเขียนเงื่อนไขเหมือนคราวก่อนด้วยค่ะ ถ้าถึง 7.50 บาท คุณลุงให้ตัวแทนขายหุ้นทั้งหมดให้เลยค่ะ” อนงค์กานต์ไม่ลืมกำชับในเื่นี้ มือที่จับปากกาอยู่ของประชาถึงกับสั่นเลยทีเดียว