บทที่ 15 แค่พริบตาก็โตขึ้นขนาดนี้แล้ว
ตลอด่บ่าย หลิงอี้ใช้เวลาฝึกฝนบันทึกกลืนฟ้าอยู่ในป่า จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน เขาถึงได้รีบวิ่งกลับห้องเช่าเพื่อทำอาหารเย็นให้ฉีซืออวิ๋น
ระหว่างนั้นซีอิ๊วขาดไปนิดหน่อย เขาจึงวิ่งไปขอยืมจากย่าตู้ที่อยู่ข้าง ๆ
เื่นี้ทำให้คุณย่าตู้ดีใจมาก ถึงกับพูดว่าหลิงอี้เปลี่ยนนิสัยไปแล้ว นี่เป็เื่ที่ดี
"จริง ๆ แล้วนิสัยนายก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ไม่รู้ว่า่หลายปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น ราวกับว่าเป็คนละคน แต่ตอนนี้ดีแล้ว ในที่สุดนายก็ตื่นขึ้นมาเสียที วันเวลาอันแสนลำบากของเสี่ยวฉีคงจะสิ้นสุดลงแล้ว"
ตู้ปี้อิงพูดด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจ พลางตบไหล่หลิงอี้ขณะที่กำลังเติมซีอิ๊ว
เมื่อได้ยินคำพูดเ่าั้ หลิงอี้รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ชั่วขณะนั้นก็นึกไม่ออกว่าคืออะไร ทำให้เขาขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ แต่เขาก็กลับมามีสีหน้าปกติอย่างรวดเร็ว หยิบเงินหนึ่งหมื่นหยวนออกมาจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้ตู้ปี้อิง "ย่าตู้ ขอบคุณที่ดูแลพวกเขามาตลอดหลายปีนี้ นี่คือเงินที่ติดค้างไว้ เก็บไว้ให้ดีนะครับ"
"ทำอะไรน่ะ? ไม่จำเป็ต้องคืนมากขนาดนี้หรอก" ตู้ปี้อิงพูดพลางจะคืนเงินส่วนเกินกลับไป แต่ถูกหลิงอี้ห้ามไว้
"บุญคุณที่ย่ามีต่อครอบครัวของพวกเรา เงินเท่าไหร่ก็ตอบแทนไม่หมด รับไว้เถอะครับ ผมจะได้สบายใจขึ้นบ้าง"
"เฮ้อ เด็กคนนี้... ก็ได้ ฉันรับไว้ก่อนแล้วกัน ต่อไปก็ขอให้ใช้ชีวิตกันให้ดี ๆ นะ ถ้าตอนกลางวันไม่ว่าง ฉันจะช่วยดูแลเสี่ยวเสี่ยวให้"
"งั้นต้องขอบคุณย่าตู้มาก ๆ นะครับ"
หลังจากบอกลาแล้ว หลิงอี้ก็รีบผัดอาหารที่เหลือให้เสร็จ แล้วมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล
ห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล
"เสี่ยวเสี่ยว ตอนเย็นหนูอยากกินอะไร แม่จะสั่งอาหารมาให้" ฉีซืออวิ๋นถือโทรศัพท์มือถือแล้วถาม
"ไม่เอา หนูอยากกินอาหารเย็นที่พ่อเอามาให้" เสี่ยวเสี่ยวพูดด้วยความคาดหวัง
แม้ว่าในอดีตเธอจะถูกหลิงอี้ทุบตีและด่าทออย่างไร้เหตุผลมาหลายครั้ง แต่เมื่อเที่ยงวันนี้เขาได้กล่าวคำขอโทษเธอแล้ว เธอจึงให้อภัยเขา
ฉีซืออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป ในใจไม่ได้รู้สึกยินดีแต่อย่างใด กลับกังวลมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
เธอกลัวว่าหลิงอี้จะบ้าคลั่งทุบตีและด่าทอลูกสาว ทำให้ลูกสาวต้องเสียใจและผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
์ ถ้าได้ยินเสียงของฉัน แม้หลิงอี้จะแกล้งทำก็ขอให้เขาแกล้งทำต่อไปอีกสักพักได้ไหม ฉันขอร้องละ! ฉีซืออวิ๋นอดทนกับความเ็ปในใจพลางภาวนาเงียบ ๆ
หลิงอี้ ฉันขอร้องคุณ อย่าทำให้ลูกสาวต้องเสียใจผิดหวังอีกเลยได้ไหม? คุณช่วยสงสารเธอหน่อยเถอะนะ เธอเพิ่งสามขวบเอง
"เสี่ยวเสี่ยว พ่ออาจจะไม่มาก็ได้ หนูอย่าหวังมากเกินไปนะ" แม้จะภาวนาไปแล้ว แต่ก็ต้องเตือนลูกไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เสี่ยวเสี่ยวต้องผิดหวังมากเกินไป
"หนูไม่เชื่อ แม่โกหก แม่รู้ได้ยังไงว่าพ่อจะไม่มา?"
ฉีซืออวิ๋นชี้ไปที่กล่องอาหารที่ล้างสะอาดและจัดเรียงไว้บนโต๊ะข้างเตียง "พ่อยังไม่มาเอากล่องใส่อาหารคืนเลย แล้วจะเอาอะไรมาใส่อาหารให้พวกเราล่ะ?"
"......" เด็กน้อยยังคิดไม่ออกในตอนนี้ เธออึกอักอยู่ครู่ใหญ่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้
ในตอนที่เธอคิดว่าพ่อคงไม่มาแล้ว และกำลังรู้สึกน้อยใจ ร่างของหลิงอี้ก็ปรากฏขึ้น
"พ่อซื้อกล่องใส่อาหารชุดใหม่ได้นะ" หลิงอี้โบกกล่องอาหารในมือพลางยิ้มกว้างพูดกับเด็กน้อย
"พ่อคะ!" เสี่ยวเสี่ยวเห็นหลิงอี้ก็ดวงตาเป็ประกายวาววับ
ถ้าไม่ติดเฝือกที่ขา เธอคงะโขึ้นมาแล้ว
"แม่คะ พ่อมาแล้ว! หนูรู้แล้วว่าพ่อต้องมาแน่ ๆ!" เสี่ยวเสี่ยวเขย่าแขนของฉีซืออวิ๋น พลางร้องะโด้วยความตื่นเต้น
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หลิงอี้ถึงกับตื้นตันจนแทบจะร้องไห้
เป็เวลาถึงหนึ่งแสนปีเต็ม ๆ ในที่สุดเขาก็ได้เห็นรอยยิ้มของลูกสาวอีกครั้ง!
หนึ่งแสนปีเต็ม ๆ เชียวนะ!
หลิงอี้กลั้นน้ำตาเอาไว้ จัดโต๊ะอาหารบนเตียง วางอาหารทั้งหมดตรงหน้าเสี่ยวเสี่ยว แล้วถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "เสี่ยวเสี่ยวอยากกินอะไร พ่อจะตักให้"
"ขอบคุณค่ะ แต่คุณแม่บอกว่าตอนกินข้าวต้องตักเองนะคะ" เด็กน้อยพูดพลางหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบถั่วฝักยาวหนึ่งฝักยัดเข้าปาก พลางพูดทั้งที่ในปากยังมีอาหาร "พ่อดูสิคะ หนูตักผักเองได้แล้ว!"
"เด็กดี เก่งมากเลย..." หลิงอี้ยื่นมือลูบผมลูกสาวตัวน้อย "ทำไมแป๊บเดียวถึงโตขึ้นขนาดนี้แล้ว พ่อยังไม่ทันได้ป้อนข้าวให้เลย หนูก็ตักกับข้าวเองได้แล้ว..."
หลิงอี้พูดไปพูดมา สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เขาหันหลังให้ลูกแล้วซบหน้ากับกำแพง ร้องไห้เบา ๆ
"พ่อคะ เสี่ยวเสี่ยวขอโทษ เสี่ยวเสี่ยวไม่ดีเอง เสี่ยวเสี่ยวทำผิดอีกแล้ว!" เสี่ยวเสี่ยวเห็นสถานการณ์แบบนั้นก็ใรีบโยนตะเกียบทิ้ง ใช้มือดึงหูตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลิงอี้ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
เขารีบหันตัวกลับมาจับมือเสี่ยวเสี่ยว พลางส่ายหน้าทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะพูดว่า "เสี่ยวเสี่ยวไม่ได้ผิดอะไร พ่อต่างหากที่ผิด เสี่ยวเสี่ยวรีบกินผักเถอะ ลองชิมฝีมือทำอาหารของพ่อสิ"
เมื่อเห็นว่าพ่อไม่ได้โกรธจริง ๆ เสี่ยวเสี่ยวถึงได้กล้าหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วคีบอาหารกินเข้าปาก
เมื่อเห็นเสี่ยวเสี่ยวระแวดระวังแบบนั้น หัวใจของหลิงอี้ก็รู้สึกเ็ปขึ้นมา
หลิงอี้ทำให้ฉีซืออวิ๋นรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เธอเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อหลิงอี้ได้ เพราะก่อนหน้านี้หลิงอี้เคยแกล้งทำตัวเป็คนดีมาแล้ว และยังแกล้งทำติดต่อกันหลายวันด้วย สุดท้ายแล้วก็เป็ยังไง? ก็ยังคงใช้ความรุนแรงในครอบครัว ยังคงดื่มเหล้าและเล่นการพนันต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง?
แม้จะรู้สึกเกลียดชังแค่ไหน ฉีซืออวิ๋นก็ไม่ได้ทำร้ายตัวเอง แต่หยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วเริ่มกินอาหารตามลำพัง
"พ่อก็กินสิคะ" เด็กน้อยพูด หลิงอี้รู้สึกะเืใจเมื่อได้ยินคำพูดนั้น แต่เขาก็ไม่ได้ลงมือจับตะเกียบ แต่กลับมองไปที่ฉีซืออวิ๋น
"ลูกสาวบอกให้คุณกินแล้วก็กินสิ มามองฉันทำไม?" ฉีซืออวิ๋นพูดอย่างหงุดหงิด
หลิงอี้ดีใจมาก รีบหยิบชามและตะเกียบมาร่วมรับประทานอาหารเย็นกับภรรยาและลูกสาว
เขาจินตนาการฉากนี้มานานถึงหนึ่งแสนปี แม้ว่าสถานที่จะกลายเป็โรงพยาบาล แม้ว่าที่บ้านจะยังยากจนข้นแค้น แต่หลิงอี้ก็ไม่เคยรู้สึกมีความสุขขนาดนี้มาก่อน
แต่ฉีซืออวิ๋นกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น สีหน้าของเธอยังคงระแวดระวังอยู่ตลอด ในใจก็แอบครุ่นคิด ทำไมคราวนี้ถึงได้แสดงเป็สามีที่ดีและพ่อที่ดีได้เหมือนจริงขนาดนี้? หรือว่าจะสำนึกผิดได้จริงๆ?
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา ฉีซืออวิ๋นก็สลัดมันออกไปอย่างแรง
คิดอะไรอยู่น่ะ? ทั้งหมดนี้มันแค่ภาพลวงตา! ยิ่งเขาแสดงได้เหมือนจริงแค่ไหน ก็ยิ่งแสดงว่าแผนร้ายของเขายิ่งใหญ่แค่นั้น เธอต้องลืมตาให้กว้างและมองให้ชัด ๆ อย่าให้เขาหลอกได้อีก!
หลังอาหารเย็น ฉีซืออวิ๋นไปล้างจานชามที่ห้องน้ำ หลิงอี้ก็ไม่ได้รีบร้อนจากไป แต่อยู่คุยกับเสี่ยวเสี่ยว พร้อมถ่ายพลังิญญาให้เธอเพื่อบำรุงร่างกาย
"พ่อคะ แม่บอกว่าเมื่อคืนพ่อไม่ได้ไปช่วยแม่ จริงหรือคะ?" เสี่ยวเสี่ยวถามด้วยดวงตากลมโต
"เป็เื่โกหกแน่นอน ถ้าพ่อไม่ได้ไปช่วยแม่ แล้วแม่จะปลอดภัยได้ยังไงล่ะ?"
"แต่แม่บอกว่าพ่อขโมยเงินไปเล่นการพนัน"
"นั่นมัน..."
หลิงอี้กำลังจะอ้าปากพูด แต่ก็ถูกฉีซืออวิ๋นที่เพิ่งล้างจานเสร็จพูดขัดขึ้นมา "หลิงอี้ ไม่ได้ไปช่วยก็คือไม่ได้ไป จะโกหกต่อหน้าเด็กทำไม? ผู้ชายตัวโตแบบนี้ กล้าทำแต่ไม่กล้ารับหรือไง? ฉันรู้ดีว่าคุณมีความสามารถแค่ไหน มาทำตัวเป็ฮีโร่ต่อหน้าเด็กมันมีความหมายอะไร?"