“เจ้าอยากทานอันใดรึ” น้ำเสียงเยือกเย็นทำให้ผู้ที่ได้ยินขนลุกซู่ ปากสั่นระริกจนมิกล้าเอื้อนเอ่ยวาจา
“คารวะนายท่าน” องค์รักเงากำลังนั่งทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยรีบวางตะเกียบแล้วผุดลุกขึ้นคารวะผู้เป็นนาย
“เจ้าเป็นคนของผู้ช่วยนายอำเภอชิงเหอสินะ” ย่างก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้านักโทษ หยกที่สวมอยู่บนหัวแม่มือแตะก้นเข็มก่อนจะดันเข้าไปใต้เล็บจนสุด
อ๊าก!
ฉีอ๋องชินชากับเสียงร้องอย่างเจ็บปวด จ้องมองเลือดที่กำลังไหลออกจากใต้เล็บ
“เจ้าอยากจะตายด้วยวิธีใด ข้าจะช่วยสงเคราะห์ให้ ถือเสียว่าเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าสารภาพเร็ว คนของข้าไม่ต้องเปลืองแรงเค้นคำตอบจากเจ้า”
“พวกท่านช่วยสงเคราะห์วิธีที่ทำให้ข้าไม่ทรมานด้วยเถิด” เมื่อทางรอดไม่มีจึงร้องขอความตายที่ทรมานน้อยที่สุด
“ได้ ข้าจะถือว่าช่วยสงเคราะห์เจ้า”
ก้าวถอยหลังมานั่งลงบนเก้าอี้ที่องค์รักเงายกมาให้ “พวกเจ้าทานให้อิ่ม ไม่ต้องรีบ”
“ขอรับ”
องค์รักเงาอีกสองนายเข้ามาร่วมวงนั่งทานอาหาร
“พวกเจ้าสองคนไม่คิดจะเหลือไว้ให้พวกข้าเยอะกว่านี้หน่อยหรือ” ถลึงตาใส่สหาย
ทั้งสองต่างคีบอาหารเข้าปากมิได้สนใจเสียงบ่น
“พวกเจ้ามันผีอดยาก”
องค์รักษ์เงาทั้งสี่นั่งเถียงกันพร้อมทานอาหารไปด้วย ฉีอ๋องนอนหลับตา เคาะนิ้วเป็นจังหวะ
นักโทษเพียงหนึ่งเดียวร่ำไห้ในใจกับความทรมานที่ได้รับ ไหนบอกว่าจะช่วยสงเคราะห์ไม่ทำให้เขาทรมาน แล้วนี่มันคืออันใด เขาทรมานยิ่งกว่าตายเสียอีก ถูกกระบี่แทงยังมิทรมานเท่าหิวตาย
----------------------------------
ข้างกำแพงหน้าบ้านเต็มไปด้วยชาวบ้านที่มาต่อแถวขายเห็ดเยื่อไผ่ จ้าวฮูหยินจ่ายเงินให้กับชาวบ้านหลังจากบ่าวในบ้านตรวจชั่งเห็ดเรียบร้อย
“หนึ่งร้อยจินขอรับ” บ่าวรับใช้คัดเห็ดตามที่จ้าวลู่ชิงเขียนบอกแล้วชั่งน้ำหนัก
“วันนี้บ้านพี่สะใภ้หนิวทำเงินได้ถึงสามร้อยเหวินเลยนะเจ้าคะ”
จ้าวฮูหยินหยอกล้อสตรีรูปร่างใหญ่ นางกับแม่สามีไปพบปะพูดคุยกับชาวบ้านจึงคุ้นเคยกันมากขึ้น และสตรีตรงหน้าขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีวาสนาเพราะนางคลอดบุตรทั้งหมดหกคนล้วนแต่เป็นชาย ขนาดหลานยังมีแต่ผู้ชาย ครอบครัวนี้อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่มีสมาชิกทั้งหมดเกือบยี่สิบคน ไม่แปลกใจว่าเพราะเหตุใดถึงสามารถทำเงินได้มากที่สุด
“สะใภ้หนิว ครอบครัวเจ้าช่างดีนักทำเงินได้มากเสียจริง”
“ครอบครัวข้าเป็นครอบครัวใหญ่ ยังไม่ได้แยกบ้านก็เป็นเช่นนี้แล หากเจ้าอยากเป็นครอบครัวใหญ่ก็บอกให้สามีเจ้ารีบ ๆ ปั้นบุตรสิ” ลอยหน้าลอยตาตอบกลับด้วยใบหน้าอิ่มเอิบกับวาสนาของตนเอง
“ผู้ใดจะขยันคลอดบุตรเหมือนเจ้า”
“เจ้าไม่มีวาสนามากกว่า ไปเถิดพวกเรากลับกัน” สะใภ้หนิวเดินนำบุตรชายและหลานกลับบ้าน
ชาวบ้านคนอื่น ๆ ต่างพึมพำเพราะอิจฉาจำนวนแรงงานของบ้านหนิว
จ้าวลู่ชิงยืนมองสถานการณ์ ชาวบ้านช่างมีฝีปากเป็นเลิศ เหน็บแนมกันได้เจ็บแสบไม่เบา นางไม่ได้เข้าไปช่วยรับซื้อแต่มุ่งตรงไปยังเห็ดเยื่อไผ่ที่ถูกตากจนแห้ง
ทั้งหมดนี้น่าจะอยู่ราวแปดสิบจิน รีบให้บ่าวในบ้านจัดการเก็บเห็ดที่แห้งไว้ในกระสอบ เพื่อส่งไปยังภัตตาคารหย่งเล่อ
เห็ดแต่ละตะกร้าถูกลำเลียงมายังลานหน้าห้องครัว บ่าวรับใช้ในบ้านร่วมแรงร่วมใจกันทำความสะอาด
จ้าวลู่ชิงมัวแต่ยุ่งกับเห็ดจึงไม่ได้ไปดูว่าท่านพ่อกับท่านปู่พูดคุยกับนายช่างประจำหมู่บ้านว่าอย่างไรบ้าง
นางบอกว่าอยากทำโรงเรือนแปรรูปกับโรงเรือนสำหรับบ่มสุรา ท่านปู่ก็รีบจัดการให้
ที่นาชั้นดีเกือบห้าสิบหมู่ที่ติดกับบ้านถูกสร้างกำแพงล้อมให้รวมเป็นส่วนหนึ่งของบ้านตั้งแต่เมื่อห้าปีที่แล้ว
บัดนี้มันกำลังจะกลายเป็นโรงงานขนาดเล็ก จ้าวเฉิงกับบุตรชายเดินดูพื้นที่กับหัวหน้าหมู่บ้านและนายช่างสามสี่คน
หากจะใช้พื้นที่สร้างโรงงานจ้าวเฉิงไม่ต้องการให้คนงานมายุ่งวุ่นวายในอาณาเขตของบ้าน จึงบอกให้นายช่างก่อกำแพงกั้นระหว่างบ้านกับโรงงาน กำแพงด้านหน้าให้ทุบออกทำเป็นประตูทางเข้าเพียงเท่านี้ก็ไม่สามารถเข้ามาวุ่นวายในอาณาเขตของบ้านได้แล้ว
จ้าวลู่ชิงทำอาหารอยู่ในห้องครัว อาหารมื้อเย็นนางจะทำแกงจืดกระดูกหมูให้ทุกคนรับประทาน ส่วนสำคัญที่นางอยากนำเสนอคือเห็ดเยื่อไผ่สีขาวที่นางรับซื้อ ท่านปู่กับท่านพ่อตามใจนางทุกอย่าง ไม่ว่านางอยากทำอะไรทั้งสองก็ไม่เคยขัด นางช่างเกิดมาในครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวไม่เหมือนหลายครอบครัวที่มากด้วยปัญหา
นางเห็นด้วยกับกฎบ้านที่ท่านปู่ตั้งขึ้น หากบุรุษในตระกูลมีภรรยามาก ปัญหาก็จะมากตามมา ความอิจฉาริษยามีอยู่ในตัวของทุกคนอยู่ที่ว่าใครจะสามารถควบคุมมันได้หรือไม่
ลูกมือของจ้าวลู่ชิงยังเป็นแม่ครัวเถียนที่พยายามเรียนรู้และเลื่อมใสในฝีมือการทำอาหารของคุณหนู เคล็ดลับที่บิดาทิ้งไว้ให้ดีไม่ได้ถึงครึ่งที่คุณหนูสอน
มือเย็นทุกคนต่างนั่งดูเชิงกัน ไม่มีใครลงมือทานอาหารก่อน จ้าวลู่ชิงขมวดคิ้วกับท่าทางแปลกจากทุกวันของคนในครอบครัว
“พวกท่านไม่ทานข้าวหรือเจ้าคะ”
“เห็ดเยื่อไผ่มันทานได้จริง ๆ ใช่ไหม” จ้าวเฉิงถามหลานสาวเพื่อความแน่ใจ อาหารตรงหน้ามันก็น่าทานอยู่หรอกแต่เขากลัวว่ามันจะเป็นพิษ
“ท่านปู่ไม่เชื่อข้าหรือเจ้าคะ” นางอธิบายจนเหนื่อยว่าเห็ดเยื่อไผ่สีขาวที่นางรับซื้อสามารถทานได้ทว่าไม่มีใครเชื่อ
จ้าวเฉิงส่ายหน้าซึ่งจ้าวลู่ชิงไม่สามารถทราบได้ว่าท่านปู่ส่ายหน้าเพราะเชื่อหรือไม่เชื่อ
“ทุกท่านก็ไม่เชื่อข้าเช่นเดียวกัน?”
“เชื่อสิ เหตุใดย่าจะไม่เชื่อเจ้า”
“หากเจ้าเชื่อ ก็ลองทานก่อนเถิด” จ้าวเฉิงคีบเห็ดเยื่อไผ่ใส่ถ้วยภรรยา
“ตาแก่! เจ้าอยากให้ข้าตายเร็วถึงเพียงนี้เลยเหรอ” หญิงชราทุบตีแขนสามีด้วยความโมโห
“เจ้าบอกว่าเชื่อหลานมิใช่หรือ ข้าเพียงคีบให้เจ้า เหตุใดถึงต้องทุบตีข้าด้วย”
จ้าวลู่ชิงถอนหายใจเสียงดัง นางทำให้ทุกคนหวาดกลัวหรือนี่ “ข้าจะลองทานมันเป็นคนแรก หากข้าไม่ตายทุกคนคงจะทานได้อย่างสบายใจ” ตักเห็ดเยื่อไผ่ใส่ถ้วยใบเล็ก จากนั้นก็ตักเข้าปาก
สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียด ต่างจ้องมองตั้งแต่จ้าวลู่ชิงตักเข้าปาก เคี้ยวสิบห้าครั้งแล้วกลืนลงคอ
จ้าวลู่เสียนเตรียมพร้อมวิ่งไปยังคอกม้าเพื่อตามหมอ
จ้าวลู่ชิงขำกับท่าทางของคนในครอบครัว เห็ดที่อร่อยเพียงนี้มองข้ามไปได้อย่างไรกัน
อาหารชนิดอื่นที่ไม่มีส่วนผสมของเห็ดเยื่อไผ่ถูกทุกคนคีบทาน สายตาของทุกคนต่างจับจ้องจ้าวลู่ชิงกลัวว่าเห็ดที่ทานเข้าไปจะมีพิษ
ประมาณหนึ่งเค่อจ้าวเฉิงเห็นหลานสาวอาการปกติจึงลองชิมต้มจืดกระดูกหมู เพื่อไม่ให้หลานสาวเสียน้ำใจ
“เป็นอย่างไรบ้างขอรับ” จ้าวหยางและคนอื่น ๆ ต่างเฝ้ารอฟัง
“ไม่อร่อย พวกเจ้าอย่าได้ลองชิมเด็ดขาด ต้มจืดมีพิษ”
จ้าวลู่ชิงสีหน้ามิสู้ดี ต้มจืดมีพิษตั้งแต่เมื่อไหร่ หากมันมีพิษจริงทำไมท่านปู่ถึงได้ตักซดมิยอมหยุด ทำราวกับคนอดยาก
“ตาแก่น่าตาย” เฝิงเหล่าฮูหยินโมโหให้สามีจอมตะกละ กล้าหลอกผู้อื่นเพื่อเก็บไว้ทานคนเดียว
“ท่านพ่อ” จ้าวหยางเสียรู้บิดา ในเมื่อทุกคนเห็นท่าทางราวกับคนตายอดตายอยากของผู้อาวุโสจึงแย่งกันลิ้มลองต้มจืดน่าทาน
จ้าวลู่เสียนคีบได้เพียงเห็ดหอมชิ้นเดียว จิตใจห่อเหี่ยวกับความเป็นเด็กของตนเอง ผู้อาวุโสพวกนี้เหตุใดถึงได้ตะกละนักนะ
อาหารมื้อนี้ทำให้ทุกคนเปลี่ยนมุมมองกับเห็ดเยื่อไผ่ เห็ดที่อร่อยถึงเพียงนี้เหตุใดถึงเพิ่งรู้กันนะ ปล่อยให้มันเกิดแล้วตายไปหลายรอบ หากผู้คนรู้คงต้องแห่แหนกันไปเก็บมาทำอาหาร
ยามค่ำคืนจ้าวลู่ชิงพาลูกสิงโตทั้งสองเข้ากรงนอน จากนั้นก็เดินย่อยอาหารชมพระจันทร์กับสาวใช้ข้างกายทั้งสอง
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านว่าฉีอ๋องมาถึงที่นี่เพราะเหตุใด” ซูเซียงเกิดความกังวลแทนผู้เป็นนาย หากราชสำนักรู้เข้าคงต้องเกิดเรื่องใหญ่
“เอ๊ะ! ห้องทิศตะวันตกเรือนนายท่านผู้เฒ่าเหตุใดถึงมีแสงไฟ”
ซูเจินผิดสังเกต ปกติห้องนั้นไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่มิใช่หรือทำไมวันนี้ถึงมีแสงไฟ
จ้าวลู่ชิงย่องไปยังห้องทางทิศตะวันตกของเรือนท่านปู่ท่านย่า ให้นางคาดเดาบุรุษที่อยู่ภายในห้องนั้นคงเป็นฉีอ๋องอย่างแน่นอน ท่านปู่ต้องส่งข่าวเรื่องแร่เหล็กให้เขาทราบ เขาจึงหอบสังขารที่บาดเจ็บมาจนถึงหมู่บ้านกลางหุบเขา
“พวกเจ้าคอยดูต้นทางอยู่ที่นี่”
จ้าวลู่ชิงอยากเห็นหน้าคู่หมายของตนเองสักครั้ง จึงมีความคิดแอบดูเขา นางเห็นหน้ากากหยกที่ปิดบังใบหน้าเขาแล้วคันไม้คันมืออยากนำมันไปแลกเปลี่ยนเป็นเงิน
ย่องเท้าหลบหลีกพลเงาที่เฝ้าอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ มายังห้องทางทิศตะวันตกของเรือนท่านปู่
จ้าวลู่ชิงคลานตามพื้นหญ้ามาจนถึงบานหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้ นั่งพรางตัวในความมืดฟังความเคลื่อนไหว จมูกขยับสูดดมกลิ่น
ไม่มีเสียงเคลื่อนไหวภายในห้อง จ้าวลู่ชิงจึงค่อย ๆ ยื่นคอขึ้นไปแอบมอง ทว่าทั้งห้องมีเพียงความว่างเปล่า แสงเทียนระยิบระยับให้ความสว่าง
‘นั่นมันหน้ากากหยก’ นางคาดเดาไม่ผิดจริง ๆ ด้วย
เมื่อคิดว่าแอบดูบริเวณหน้าต่างไม่ปลอดภัยจึงย่องไปรอบ ๆ ห้อง หยุดอยู่ตรงหน้าต่างบานที่ไม่ได้เปิด
“มีเสียงเคลื่อนไหวอยู่ด้านนี้” กระซิบกับตัวเองเสียงแผ่วเบา
รีบนั่งหยอง ๆ ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะลิ้น ความเค็มของนิ้วทำให้จ้าวลู่ชิงแทบอยากโก่งคออาเจียนออกมา หน้าตาบิดเบี้ยวรีบกลับมาเป็นเหมือนเดิม น้ำลายที่แตะอยู่บนปลายนิ้วถูกนำไปจิ้มหน้าต่างบริเวณที่เป็นกระดาษจนขาดเป็นรู
รอยยิ้มซุกซนเกิดขึ้นบนใบหน้าทันใดเมื่อเห็นรูเล็ก ๆ ดวงตาเรียวหงส์รีบส่องเข้าไปด้านใน สิ่งที่เจออันดับแรกคือแสงเทียน จ้าวลู่ชิงนึกบ่นในใจกับความสิ้นเปลือง สายตาสอดส่องไปเรื่อยรู้สึกว่าบริเวณที่นางส่องมันเริ่มจะแปลก ๆ
พลันดวงตาเบิกกว้าง สิ่งที่เห็นทำให้นางรีบหมอบลงกับพื้นด้วยความตกใจ หน้าตาตื่นตระหนก น้ำเหนียว ๆ ไหลออกมาทางจมูก ไม่ต้องเห็นจ้าวลู่ชิงก็สัมผัสได้ว่ามันคือเลือดกำเดา รีบค้นหาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเลือดกำเดา
ผ้าเช็ดหน้าถูกหมุนเป็นปมเล็ก ๆ ก่อนจะใช้มันอุดรูจมูกทั้งสอง หายใจทางปากก็พอ
นางกลายเป็นสตรีโรคจิตแอบดูบุรุษอาบน้ำ ใบหน้าที่นางเห็นเป็นเพียงซีกซ้าย อยากกลับไปส่องอีกครั้งแต่ใจไม่กล้าพอ รีบคลานไปตามผนังเพื่อหาจุดอื่นแอบมองยามที่เขาอาบน้ำเสร็จ