บทที่ 16 โอกาสทางการค้าที่วัดชิงหลง
นางหวังกล่าวถึงตรงนี้ เห็นเหยียนซีจ้องมองตนด้วยความงุนงง ในดวงตามีน้ำตาคลอเบ้าก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างใจดี เอื้อมมือหยาบกร้านออกไปเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม
นางกล่าวปลอบโยน “เอ้อร์หลางบอกว่าเ้าเป็คนมีจิตใจเด็ดเดี่ยว เ้าเป็ดาวนำโชคของเอ้อร์หลาง ช่วยชีวิตของเอ้อร์หลางเอาไว้ ข้าคงไม่ทำเื่ทรยศเช่นนั้นเพียงเพื่อเงินเพียงเล็กน้อยเป็แน่! ขอเพียงที่บ้านข้ามีข้าวกิน เ้าก็จะมีกิน ไม่ต้องกลัว อย่างไรก็มีข้าอยู่”
“ท่านแม่...” เหยียนซีเ็ปหัวใจ ร้องออกมาเสียงพึมพำ อดไม่ได้ที่จะซุกใบหน้าเข้าสู่อ้อมอกของนางหวัง
หลายปีมาแล้ว หลายปีมาแล้วที่ไม่มีใครบอกเธอเช่นนี้ ‘ไม่ต้องกลัว อย่างไรก็มีข้าอยู่’
นางหวังมองนางร้องไห้เสียจนไหล่สั่น และไม่ยอมให้นางลุกขึ้น นางหวังจึงทำได้เพียงแต่ตบบ่าของเหยียนซีเบา ๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เหยียนซีจึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเงยหน้า กล่าวอย่างเขินอาย “ข้าไปทำกับข้าวก่อนนะเ้าคะ”
“ไม่ต้องทำแล้ว” นางหวังเช็ดดวงตา หยิบถุงผ้าที่แขวนอยู่ตรงประตูห้องครัวเอามาแล้วเปิดออกอย่างระมัดระวัง กล่าวอย่างยินดี “วันนี้ข้าไปที่ตำบลมา ช่างบังเอิญนัก มาสิ ซีเอ๋อร์ เอ้อร์หลาง พวกเ้ามากินเสีย”
ในถุงผ้านั้นเป็ซิ่วท้อ[1]สองลูก ทั้งหมดล้วนมีขนาดเท่ากำปั้น น้ำหนักพอตัว
นางหวังยัดใส่มือของเหยียนซีละหลิวเหิงคนละลูก
เหยียนซีมองดูที่มืออย่างละเอียด ซิ่วท้อนี้หน้าตาเหมือนขนมสมัยใหม่ มองแวบแรกเหมือนลูกพีชเป็อย่างมาก แม้แต่ตรงส่วนหัวสีแดง ๆ ของลูกพีชเองก็ยังทำออกมา ทั้งสองด้านของซิ่วท้อเป็ใบไม้สีเขียวสองใบ ถือไว้ในมือยังคงอุ่น ๆ อยู่
“กินซิ่วท้อเสียจะได้โชคดี พวกเ้ารีบกินตอนยังร้อน ๆ เถิด”
“ท่านป้า ท่านกินเถิดเ้าค่ะ” เหยียนซีมองนางหวังปกปิดความเหน็ดเหนื่อยไว้ไม่มิด ตลอดทางไปกลับตำบลชิงหลงระยะทางกว่าสี่สิบลี้ นางหวังหิวมาค่อนวันแล้ว
หลิวเหิงกระแอมครั้งหนึ่ง วางซิ่วท้อใส่ในมือนางหวัง “นี่มันของชอบพวกผู้หญิง”
“เ้าเด็กสองคนนี้ ข้ากินมาั้แ่ที่ตำบลแล้ว” นางหวังจ้องมองทั้งสองคนอย่างตำหนิ “วันนี้โชคดี ข้าขายผ้าเสร็จกลับมา ก็บังเอิญพบคนแจกโจ๊กและซิ่วท้ออยู่ที่ตำบล ข้าไปรับมาสามลูก...”
“ท่านป้าโกหก ไม่วางแผนเอาไว้ก่อนเสียเลย ใครเขาแจกซิ่วท้อแล้วไม่แจกเป็เลขคู่ แต่กลับแจกทีละสามอันกันเล่า” เหยียนซีได้ยินคำโกหกอย่างเห็นได้ชัดของนางหวังก็หัวเราะออกมา “อีกเดี๋ยวข้าจะแบ่งซิ่วท้อกินกับท่าน ข้านำโจ๊กถั่วไปอุ่นเสียก่อน ท่านเดินทางมาไกล ไปนั่งพักก่อนเถิดเ้าค่ะ”
เป็เพราะไม่มีข้าวแล้ว หลายวันมานี้บ้านหลิวจึงกินโจ๊กถั่วกัน
โจ๊กถั่วนี้เป็โจ๊กถั่วผสม ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วดำ เอามาอย่างละหน่อยแล้วแช่น้ำไว้ตอนดึก พอตื่นมาตอนเช้าก็ตั้งหม้อต้มจนถั่วแตกออก กินถ้วยหนึ่งช่วยคลายหิวได้มาก สองวันมานี้ล้วนต้มหม้อใหญ่ั้แ่เช้า เพื่อกินเป็อาหารหลัก
“มีข้าวแล้ว วันนี้ข้าซื้อข้าวมาสองจิน ทั้งยังมีแป้งอีกจินหนึ่งด้วย” นางหวังนำถุงผ้าตรงประตูครัวเข้าไป
เหยียนซีเปิดดูถุงผ้าก็เห็นถุงแป้งเล็ก ๆ สองถุงจริง ๆ
เพื่อจะประหยัดเงิน นางหวังจึงไม่ได้ซื้อข้าวขาว แต่ซื้อข้าวกล้องแทน แป้งนั้นก็เป็แป้งคุณภาพต่ำ ยังมีรำข้าวอยู่บ้าง แต่หากเอามาร่อนผ่านตะแกรงแล้วก็สามารถกินได้
ข้าวกล้องสองจินถูกเทใส่โถข้าว เพื่อโปะเป็ชั้นบาง ๆ ด้านล่างเท่านั้น
มีโจ๊กถั่วก็ไม่ต้องใช้ข้าวแล้ว เด็กหญิงตักแป้งมาสามช้อน เติมน้ำเล็กน้อยจนกลายเป็แป้งเปียก รอให้โจ๊กถั่วเดือดก็เทแป้งเปียกลงไป ก็จะกลายเป็ซุปแป้งเปียกแล้ว
เพื่อให้ดูน่ากินอีกหน่อย เธอก็ฝานหัวหอมลงไปเล็กน้อย เพียงเปิดฝาหม้อ กลิ่นหัวหอมก็พุ่งออกมาทันที
หญิงสาวเอาดอกคุณนายตื่นสายใส่ลงไปในน้ำร้อน ไม่มีน้ำมันแล้ว ทำได้เพียงใช้เกลือผสมลงไปเล็กน้อย รสชาติยังหอมไม่พอ แต่สองแม่ลูกกลับรู้สึกว่าน้ำยำนี้สดชื่นและอร่อยมาก อร่อยเสียยิ่งกว่าเอาไปต้ม
ถ้าหากมีน้ำส้มสายชู ซีอิ๊ว น้ำมันงาก็คงดี รสชาติจะยิ่งดีกว่านี้แน่
เครื่องปรุงไม่พอ ทำได้เพียงนำวัตถุดิบผสมกัน เหยียนซีนำคุณนายตื่นสายใส่ลงไปในชามลายคราม รีบทำซุปแป้งเปียกสามชามจัดแจงยกออกมา
วันนี้อากาศไม่เย็นนัก ทั้งสามคนจึงนั่งกินข้าวกันที่ลานบ้าน
ซิ่วท้อสองลูก ทั้งสามคนเกี่ยงกันอยู่นานมาก สุดท้ายก็เป็นางหวังที่เอามาหั่นเป็แปดชิ้น นางหวังกินไปสองชิ้น ส่วนหลิวเหิงและเหยี่ยนซีก็กินกันไปทั้งหมดหกชิ้น
แป้งนี้ทำซิ่วท้อออกมาได้เหมือนจริงอย่างมาก รสชาติก็ไม่เลว ไส้ถั่วแดงกวนก็อร่อยและหวาน เพียงกินไปคำเดียวก็รู้สึกได้ว่าั้แ่ปลายลิ้นไปจนถึงท้อง ล้วนหอมและหวานละมุน
ไม่ได้กินของดี ๆ มานานเกินไปแล้ว เหยียนซีไม่อยากกลืนลงไปในคำเดียว ลิ้มรสทุกคำที่กัดอย่างละเอียดละอออยู่นาน
“ถั่วแดงกวนนี้ดีจริง ๆ อย่างไรก็ทำมาจากบ้านคนร่ำรวย” นางหวังเอ่ยชมประโยคหนึ่ง
“ท่านป้า ต่อไปรอข้าหาเงินได้ รอให้ถึงวันเกิดท่าน พวกเราก็มาทำซิ่วท้อกินกันเถิด เราไม่ทำเล็กเพียงนี้ ทำลูกหนึ่งให้ใหญ่เท่าลังนึ่งเลย”
เหยียนซีทำรูปวงกลมขนาดใหญ่ ทำให้นางหวังหัวเราะออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า “ซิ่วท้อใหญ่เพียงนั้น จะกินอย่างไรเล่า”
เมฆดำจากตอนที่อาสะใภ้สามมาอาละวาดก็หายไปในเสียงหัวเราะนั้น
เหยียนซีถามนางหวังอย่างอยากรู้ “ท่านอาสะใภ้ ใครแจกซิ่วท้อในตำบลหรือ”
“นายหญิงของตระกูลท่านขุนนางปกครองอำเภอมาที่ตำบลชิงหลงของเรา ปีนี้นายหญิงอายุหกสิบแล้ว สิ้นปีก่อนนั้นป่วยติดเตียง ท่านขุนนางปกครองอำเภอเป็บุตรกตัญญู เชิญหมอชื่อดังมา ได้ยินว่าที่วัดชิงหลงของเราช่วยได้ นายหญิงก็เป็คนเชื่อในพระสงฆ์องค์เ้า จึงได้ส่งคนมาขอพร อวยพรให้นายหญิงไม่ป่วยและผ่านวันเกิดไปได้ ผลก็คืออาการดีขึ้นทุกวัน ๆ ตอนนี้จะถึงวันเกิดนายหญิงแล้ว นาง้าไปจุดธูปแก้บนด้วยตนเอง วันนี้จึงส่งคนมาแจกซิ่วท้อให้ทาน พรุ่งนี้จะไปจุดธูปที่วัดชิงหลงแต่เช้า”
“ท่านรู้ได้อย่างไรเ้าคะ”
“ตอนไปรับซิ่วท้อ ข้าได้ยินพ่อบ้านที่แจกซิ่วท้อคุยกับผู้อื่น ยังบอกอีกว่าพรุ่งนี้นายหญิงจะไปประตูเขาที่วัดชิงหลง และจะทำทานอีกครั้ง ให้ทุกคนไปรอรับกัน”
เหยียนซีเข้าใจแล้ว
วัดชิงหลงเป็วัดที่มีการเซ่นไหว้มากที่สุดในตำบลชิงหลง
คนจากตระกูลของขุนนางปกครองอำเภอบอกข่าวไว้ล่วงหน้า ก็น่าจะมีความหมายถึงการบอกต่อ
ยุคสมัยนี้ ์สูงเสียดฟ้า ฮ่องเต้อยู่ห่างไกล ขุนนางปกครองอำเภอเป็ขุนนางระดับสูงของอำเภอิสุ่ยแล้ว เพื่ออวยพรให้มารดาของเขามีอายุยืนยาว เหล่าเศรษฐีบ้านนอก เ้าบ้านใกล้ ๆ นี้จะต้องไปประจบประแจงเป็แน่ ประชาชนใกล้เคียงที่ได้ยินข่าวก็จะต้องไปดูความครึกครื้น คาดว่าพรุ่งนี้จะต้องมีคนไม่น้อยที่วัดชิงหลง
“พี่เอ้อร์หลาง ท่านว่าพรุ่งนี้เราไปขายของที่วัดชิงหลงได้หรือไม่”
เหยียนซีรู้สึกว่าไม่มีอุปสรรคในการสื่อสารกับหลิวเหิง เขาเรียนหนังสือได้ก็ย่อมไม่ใช่คนโง่ ไม่มีความคิดน่ารังเกียจที่เห็นเงินเป็เพียงของอย่างหนึ่ง ที่บ้านนี้ เขามีความรู้มากที่สุด เธอ้าความเห็นจากเขา
วันนี้นางหวังซื้อแป้งกลับมานิดหน่อย งั้นก็แปลว่าเงินที่ขายของได้น่าจะใช้หมดแล้ว
พึ่งแค่การตัดค่าใช้จ่ายไม่ได้ ยังต้องหาวิธีเปิดทางให้ทรัพย์สินเข้ามาด้วย อย่างไรในภพก่อนเธอก็ทำเกี่ยวกับการตลาด การขายของย่อมไม่มีปัญหากระมัง
หลิวเหิงได้ยินนางบอกว่าจะขายของ ก็คิดอย่างรอบคอบ “พรุ่งนี้ที่วัดชิงหลงต้องมีคนไม่น้อยเป็แน่ จะลองขายของดูก็ย่อมได้ เพียงแต่จะขายอะไรเล่า”
“นั่นน่ะสิ อาหารที่บ้านก็มีไม่มาก พอแค่กินกันเอง วันวิสาขบูชาปีก่อนนั้น ที่หมู่บ้านก็มีคนไปขายอาหารแห้ง ก็ขายได้ดีเชียวล่ะ”
“หากไม่ขายพืชผักเล่า เช่นว่าขายกระเป๋า ของเย็บปักถักร้อยเช่นนี้”
“นั่นก็ย่อมขายได้ แต่ใน่เวลากะทันหันเพียงนี้ จะไปเอาของจากไหนเล่า” หลิวเหิงส่ายหน้า
ที่งานวัดในยุคปัจจุบัน มีทั้งของกิน ของแปลก ๆ ของเล่นเล็ก ๆ มารวมกันหลากหลาย งานวัดยุคโบราณนี้ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง ผักผลไม้ของที่บ้านมีไม่พอขาย แล้วจะขายอะไรจึงจะดี
[1] ซิ่วท้อ ซาลาเปารูปลูกท้อ ชาวจีนเชื่อว่าเป็ผลไม้มงคล สัญลักษณ์ของความมีอายุยืนยาวจึงนิยมมอบให้กันในวันพิเศษ