ผู้คุมมองหลินเสวี่ยจู๋อย่างขุ่นเคืองก่อนจะพูดด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ “ขึ้นม้า!”
“เจ้าค่ะ”
หลินเสวี่ยจู๋ขยับตัวอย่างคล่องแคล่วนางยกขาซ้ายขึ้นเหยียบโกลน ยกขาขวาขึ้นคร่อมบนหลังม้า ก่อนจะหนีบขาเข้าหากันแน่น
“ไป!” หลินเสวี่ยจู๋เอ่ย
ม้าควบออกไปอย่างรวดเร็ว
ผู้คุมยืนงงเป็นไก่ตาแตก
นั่นมันม้าของเขานะเหตุใดสตรีผู้นี้กลับขี่ไปหน้าตาเฉย?
เขาหันไปมองหลิวขุยหัวหน้าของตนเองอย่างจนปัญญา
หลิวขุยเหลือบมองเขาแล้วพูดเพียงประโยคเดียว “ไร้ประโยชน์ เดินกลับไปเสียเถิด” กล่าวจบก็ควบม้าตามหลินเสวี่ยจู๋ไป
ผู้คุมคิด‘เหตุใดคนที่ต้องเจ็บช้ำจึงเป็นข้า?’
ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋ควบม้ารอยยิ้มเบิกบานก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า แม้แต่หลิวขุยที่แอบมองยังอดสงสัยไม่ได้หลินเหนียงจื่อผู้นี้เป็นคนเช่นไรกันแน่?
ช่างเป็นสตรีที่ห้าวหาญเสียจริงๆ
เมื่อใกล้ถึงค่ายพักแรมหลินเสวี่ยจู๋เหลือบไปเห็นคนในครอบครัวของนางยืนออกันเป็นกลุ่ม กำลังชะเง้อคอมองหานางอยู่
“กลับมาแล้ว กลับมาแล้ว!” หลินเฉิงเหยาเป็นคนแรกที่เห็นหลินเสวี่ยจู๋เขารีบหันไปบอกคนอื่นๆ
สิบกว่าชีวิตในครอบครัวจึงพากันวิ่งกรูเข้ามา
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋นั่งอยู่บนหลังม้าท่าทางเป็นกังวลของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นยินดีทันที
หลินเสวี่ยจู๋ดึงบังเหียนม้าเมื่อม้าหยุดนิ่งแล้วก็กระโดดลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งตรงไปหาคนในครอบครัว
ขณะที่พุ่งตัวไปนางก็พบว่านอกจากบิดามารดาแล้วท่านอา ท่านอาสะใภ้ ท่านอาหญิง ท่านน้าหรือแม้แต่น้องชายน้องสาวต่างก็กางแขนรอรับนาง
เช่นนี้แล้วนางควรจะโผเข้าไปในอ้อมกอดของผู้ใดดี?
หลินเสวี่ยจู๋ลำบากใจขึ้นมาทันทีนางหยุดยืนห่างจากทุกคนหนึ่งก้าว
ในที่สุดนางก็ได้สัมผัสกับคำกล่าวที่ว่า‘เมื่อใดที่เจ้าไม่ต้องการทำให้ผู้ใดขุ่นเคืองเมื่อนั้นเจ้าก็ทำให้ทุกคนขุ่นเคืองแล้ว’
สุดท้ายมีเพียงสหายตัวน้อยหลินอวี่เซวียนที่ไม่ถือสาเป็นฝ่ายวิ่งเข้ามาสวมกอดหลินเสวี่ยจู๋ ส่วนสายตาของคนอื่นๆ ถูกดึงดูดไปที่หยวนซิว
“ซิวเอ๋อร์!” เสียงร้องตกใจของลู่ซื่อดังขึ้นเป็นคนแรก
ต่อมาลู่โม่เหยียนต้า และสามพี่น้องสกุลหูก็วิ่งเข้าไปช่วยกันแบกหยวนซิวลงจากหลังม้า
ตอนแรกหลินเสวี่ยจู๋ยังคงค่อนแคะในใจฝีมือการแสดงของพระเอกยอดเยี่ยมเกินไป แทบจะเหนือกว่านางที่เป็นถึงตัวร้ายเสียแล้วแต่ไม่นานนางก็พบว่า หยวนซิวดูผิดปกติราวกับไม่ได้แสร้งทำ
“สามี?”
หลินเสวี่ยจู๋พุ่งเข้าไปแหวกอกเสื้อของเขาออกแล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบรอยแผลสีม่วงแดงหลายรอยพาดอยู่บนหน้าอกของเขา เห็นได้ชัดว่าเป็นร่องรอยจากการประมือต่อสู้
หลินเสวี่ยจู๋นิ่งอึ้งไปสมองของนางถูกลาเตะแล้วใช่หรือไม่?
ด้วยสภาพร่างกายของหยวนซิวที่รีบร้อนเดินทางไกลมาหานางอีกทั้งยังช่วยจัดการทหารลาดตระเวนเพื่อนาง จะไม่ได้รับบาดเจ็บเลยได้อย่างไร?
ดังนั้นตอนที่นางบอกว่าจะแบกเขาเขาถึงได้ตอบตกลงโดยไม่ลังเล ไม่ใช่เพราะต้องการแกล้งนางแต่เป็นเพราะเขาเดินไม่ไหวจริงๆ ต่างหากเล่า!
ตอนที่ถูกผู้คุมพบเข้าเขาก็ไม่ได้แสร้งหมดสติแต่หมดสติไปจริงๆ!
ในเวลานี้หลินเสวี่ยจู๋ปรารถนาที่จะตบหน้าตัวเองสักสองฉาด
เมื่อครู่นางยังวิ่งไปหาคนในครอบครัวอย่างมีความสุขอยู่เลยนางช่างโง่เง่าเสียจริง!
“หลานสาว เจ้าอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป ข้าจะรีบรักษาหลานเขยเอง”
หลินเฉิงเหยาเห็นว่าสีหน้าของหลินเสวี่ยจู๋ผิดปกติจึงรีบสั่งให้ลู่โม่กับคนอื่นๆ ช่วยกันแบกหยวนซิวขึ้นรถม้าจากนั้นก็รีบไปหยิบสมุนไพรมารักษาเขา
แต่หลินเสวี่ยจู๋กลับเดินตรงไปหาโจวเซินอี้
โจวเซินอี้นั่งอยู่กับหลินเสวี่ยหลานกำลังลอบมองหลินเสวี่ยจู๋ด้วยแววตาเคียดแค้นปนหวาดกลัว
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋เดินเข้ามาใกล้เขารีบหลบตา แล้วแสร้งทำเป็นพูดคุยกับหลินเสวี่ยหลาน
“เลิกเสแสร้งได้แล้ว บ่าวรับใช้ของเจ้าอยู่ที่ใด?” หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้แต่น้อย
โจวเซินอี้แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินไม่แม้แต่จะมองนาง
หลินเสวี่ยจู๋แสยะยิ้มเย็นนางคว้าคอเสื้อของโจวเซินอี้ขึ้นมา แล้วยกตัวเขาขึ้นราวกับเหยี่ยวที่กำลังตะปบลูกไก่ก็ไม่ปาน
ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันตกตะลึง
แม้ว่าโจวเซินอี้จะผอมบางดูขี้โรค แต่อย่างไรก็เป็นถึงบุรุษ ไม่น่าจะถูกยกขึ้นง่ายดายถึงเพียงนี้หรอกกระมัง?
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สนใจสายตาของผู้อื่นนางสะบัดแขนโยนร่างของโจวเซินอี้ลงกับพื้น
โจวเซินอี้กลิ้งไปกับพื้นพยายามจะลุกขึ้นมาแต่ถูกหลินเสวี่ยจู๋เหยียบที่อก
“พูดมา บ่าวรับใช้ของเจ้าอยู่ที่ใด?”
ท่าทางของหลินเสวี่ยจู๋ราวกับโจรสาวก็ไม่ปานนางทำราวกับโจวเซินอี้เป็นตัวประกันของนาง
โจวเซินอี้กำลังจะเอ่ยวาจาแต่จู่ๆ ก็รู้สึกหายใจไม่ออก กระดูกซี่โครงแทบจะถูกหลินเสวี่ยจู๋เหยียบจนหักอยู่รอมร่อ
“น้องหญิงเสวี่ยจู๋ มีอันใดก็ค่อยพูดค่อยจากันเถิด” หลินเสวี่ยหลานพูดเสียงอ่อน
นางไม่รู้ว่าที่บ่าวรับใช้ของโจวเซินอี้หายไปเนิ่นนานนั้นไปทำอะไรกันแน่แต่เห็นท่าทางของหลินเสวี่ยจู๋แล้ว นางก็เดาได้ว่าบ่าวรับใช้คนนั้นต้องไปทำเรื่องที่น่าพึงพอใจเป็นแน่
นางจะต้องเปิดโปงเรื่องนี้เพื่อทำให้หลินเสวี่ยจู๋อับอายขายหน้าแต่กลับคาดไม่ถึงว่าเมื่อนางเอ่ยปากหลินเสวี่ยจู๋กลับเหยียบลงไปที่อกของโจวเซินอี้อย่างโหดเหี้ยมอีกครา
โจวเซินอี้เจ็บปวดเสียจนอยากจะร้องออกมาแต่กลับทำไม่ได้ทั้งร่างของเขาราวกับเสื้อขนสัตว์ที่ถูกซักจนหด ยับยู่ยี่ไปหมด ดูน่าเวทนายิ่งนัก
หลินเสวี่ยจู๋เตะเขาแล้วหันไปพูดกับหลิวขุย“ท่านผู้คุม โจวเซินอี้ผู้นี้เป็นคนปัญญาอ่อน ข้างกายต้องมีคนคอยรับใช้ หากบ่าวรับใช้ของเขายังไม่กลับมาก่อนรุ่งสางก็พิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง”
“เจ้าทำอันใดอาฝูของข้า?” โจวเซินอี้ที่เพิ่งจะหายใจได้รีบกล่าวหานางทันที
หลินเสวี่ยจู๋เตะเข้าที่คางของเขาอย่างแรงก่อนจะพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าเป็นเพียงสตรีบอบบาง จะไปทำอันใดเขาได้?”
โจวเซินอี้ที่ต้องใช้มือกุมคางของตนเองเอาไว้ได้แต่ครุ่นคิด‘อย่างเจ้ายังเรียกว่าสตรีบอบบางอีกหรือ?’
หลินเสวี่ยหลานเห็นโจวเซินอี้ต้องใช้มือกุมคางเอาไว้แม้แต่พูดก็ยังพูดไม่ได้ ดูน่าเวทนายิ่งนัก ก็ทำให้นางโมโหอย่างยิ่ง
แต่ท่าทางของหลินเสวี่ยจู๋ก็ทำให้นางไม่กล้ายั่วยุอีกฝ่ายเมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียดูแล้ว นางจึงตัดสินใจรอดูสถานการณ์ก่อน หลังจากรู้เรื่องราวทั้งหมดค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป
ดังนั้นหลินเสวี่ยหลานจึงเดินกลับไปนั่งทำตัวเป็นหลานสาวที่แสนดีอยู่ข้างฮูหยินผู้เฒ่าท่ามกลางสายตาที่คาดหวังของโจวเซินอี้
ใบหน้าของโจวเซินอี้เปลี่ยนเป็นสีเขียวอย่างเห็นได้ชัด
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้วหลิวขุยก็ไม่อยากจะเอาความอะไรอีก
ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ชอบโจวเซินอี้ที่ผอมบางดุจกระดาษ แต่กลับชอบก่อเรื่องเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เขาครุ่นคิดก่อนจะพูดกับทุกคนว่า“ในเมื่อคนแซ่โจวผู้นี้ไม่ใช่คนในขบวนเนรเทศของพวกเราข้าย่อมไม่รับรองความปลอดภัยของเขา หากวันหน้าผู้ใดก่อเรื่องข้าจะดูแลเพียงคนของเราเท่านั้น”
คำพูดนี้แฝงใจความสำคัญอยู่สองประการ
ประการแรกเขาจะไม่ลงโทษหลินเสวี่ยจู๋
ประการที่สองเขากำลังเตือนหลินเสวี่ยหลาน
หลินเสวี่ยหลานย่อมเข้าใจความหมายดีนางขยับตัวเข้าไปใกล้ฮูหยินผู้เฒ่าอย่างเงียบงัน
สองย่าหลานทำท่าทางราวกับเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับตนเองทำให้โจวเซินอี้ได้แต่นั่งเศร้าเพียงลำพัง
หลินเสวี่ยจู๋คร้านที่จะเสียเวลาไปกับมนุษย์กระดาษ
ในเมื่อหลิวขุยแสดงจุดยืนแล้วนางก็ควรจะไว้หน้าเขา ยุติเรื่องวุ่นวายนี้โดยเร็ว
นางจ้องมองโจวเซินอี้เงียบๆก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังค่ายพักแรมของครอบครัวตนเอง
ส่วนผู้คนที่ปักหลักอยู่ใกล้กับโจวเซินอี้ต่างพากันออกห่างจากเขาด้วยความรีบร้อนราวกับจะบอกว่า‘บุรุษผู้นี้แค่เฉียดใกล้ก็นำพาเคราะห์ร้ายมาด้วยแล้ว!’
.............................