บทที่7-2 สหายใหม่
ในขณะที่พวกนางกำลังทำความรู้จักกันอยู่ได้มีเสียงของเด็กผู้ชายดังขึ้นเรียกความสนใจของทั้งสามคน
“คารวะพี่ิซินขอรับ”
เมื่อิซินหันหน้าไปดู จึงได้พบกับสองพี่น้องตระกูลหลิว
“คารวะคุณชายอี้โจวเ้าค่ะ”ิซินยอบกายคารวะชายหนุ่ม
“คุณหนูิซิน”ชายหนุ่มประสานมือคำนับและน้อมตัวลงเล็กน้อยให้กับหญิงสาว
“น้องจิ่งเทียน” หวังิซินส่งรอยยิ้มและเสียงเรียกให้กับเด็กชายหลิวจิ่งเทียนจึงส่งรอยยิ้มน่ารักตอบให้กับิซิน แล้วหันไปบอกกับพี่ชายของตนเองว่า
“พี่ใหญ่ขอรับ ท่านไปนั่งที่โต๊ะก่อนข้าขอคุยกับพี่ิซินสักพักแล้วจะตามไปขอรับ”
“ได้”
“ข้าขอตัวก่อน คุณหนูิซิน”ชายหนุ่มกล่าวกับหญิงสาว
“เ้าค่ะ”
หลังจากผู้เป็พี่ชายเดินจากไปแล้วผู้เป็น้องชายจึงเอ่ยกับหญิงสาวว่า
“พี่ิซินขอรับตกลงวันมะรืนพวกเรายังไปล่องเรือสำราญที่ทะเลสาบอยู่ใช่หรือไม่ขอรับ”
“ใช่สิ ข้าได้นัดหมายกับถงเอ๋อร์ไว้แล้ว”
“ล่องเรือสำราญอะไรหรือข้าขอไปด้วยได้หรือไม่” โจวจื่อเชียนเบิกตาโตด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“แล้วเ้าไม่ต้องกลับเมืองหลูโจวหรือจื่อเชียน”
“อันที่จริงก็ต้องกลับพร้อมท่านพ่อและท่านแม่ในวันพรุ่งนี้แต่ถ้าเ้าให้ข้าไปล่องเรือสำราญด้วย ข้าสามารถเลื่อนวันกลับได้”
“เช่นนั้น วันมะรืนใน่ยามซื่อพวกเราไปล่องเรือสำราญของพี่เขยข้ากัน”
“ตกลง/ตกลง/ตกลง” โจวจื่อเชียนเป็ผู้ส่งเสียงดังที่สุด
“ข้าขอตัวไปหาพี่ใหญ่ก่อนนะขอรับ”หลิวจิ่งเทียนเอ่ยลากับทุกคน
“เชิญจ้ะ”
หลังจากเด็กชายเดินจากไปแล้ว สหายใหม่ของหวังิซินได้เอ่ยถามว่า
“คุณชายอี้โจวผู้นี้ใช่คุณชายสกุลหลิวผู้โด่งดังเื่อาถรรพ์เ้าสาวใช่หรือไม่”
“ใช่ เป็คุณชายหลิวอี้โจวผู้นี้”หยางยวี่ถงเป็ผู้ตอบคำถาม
“น่าเสียดายโดยแท้เป็บุรุษรูปงามผู้หนึ่ง เหตุใดต้องมาเจอกับเื่เช่นนี้ด้วย”โจวจื่อเชียนยอมรับว่าคุ ณชายหลิวผู้นี้มีหน้าตาที่หล่อเหลายิ่งนัก
“นั่นสินะ ช่างน่าสงสารจริงๆ”หยางยวี่ถงเห็นใจชายหนุ่มที่ต้องมาเจอเื่ร้ายเช่นนี้
เมื่อถึงฤกษ์ดี หลี่หยางเหวินและบุตรสาวช่วยกันประคองขนมต้านเกาก้อนใหญ่เดินเข้ามาในงานท่านรองเ้าเมืองเฉิงตือสั่งขนมมาจากร้านฉิงเล่อเพื่อมอบให้กับเ้าของวันเกิดภายตาสายตาชื่นชมของแเื่สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเมืองเฉิงตือ ย่อมรู้จักขนมต้านเกาเป็อย่างดีแต่ผู้ที่มาจากต่างเมืองบางคน ยังมิเคยเห็นขนมต้านเกามาก่อนก็ให้แปลกใจและสนใจยิ่งนักบนขนมต้านเกามีเทียนเล่มเล็กปักอยู่้า หลี่หยางเหวินบอกกับมารดาว่า ให้อธิษฐานสิ่งที่้าแล้วค่อยเป่าเทียนให้ดับ
พี่สามของหวังิซินเป็ผู้ทำให้ขนมต้านเกาเป็สัญลักษณ์ของขนมที่นิยมนำไปจัดในงานวันเกิดของเมืองเฉิงตือควบคู่กับซาลาเปาลูกท้อซึ่งเป็สัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาวผู้คนที่มีฐานะดีในเมืองเฉิงตือต่างต้องสั่งขนมต้านเกาจากร้านฉิงเล่อเพื่อฉลองวันเกิดให้กับคนในครอบครัว
เมื่อเฉินเจียวเหมยอธิษฐานและเป่าเทียนดับแล้วคนในครอบครัวของของท่านผู้ตรวจการมณฑลเสฉวนเริ่มทยอยมอบของขวัญวันเกิด
เมื่อถึงคราของหวังิซินมอบของขวัญให้กับเ้าของงานหญิงสาวยื่นถุงหอมที่มีฝีปักปราณีตให้กับเฉินเจียวเหมย
“นี่คือถุงหอมที่ข้าปักด้วยตนเองและเครื่องหอมด้านในก็เป็ข้าที่ปรุงเองเ้าค่ะ เป็กลิ่นเฉพาะสำหรับท่านป้าเหมยเพียงผู้เดียวเ้าค่ะ”
“ข้าช่างโชคดียิ่งนักที่เ้าของร้านเครื่องหอมฉิงเล่อเป็ผู้ปรุงเครื่องหอมให้เองอีกทั้งฝีมือปักเย็บของซินเอ๋อร์ยังเป็ที่เลื่องลือในเมืองเฉิงตือลายปักที่ไม่อาจหาซื้อได้ มอบให้แต่เพียงคนรู้จักเท่านั้น ป้าขอบใจเ้ามากนะจ้ะซินเอ๋อร์”
“ยินดีเ้าค่ะท่านป้า”
นอกจากฝีมือทางด้านการปรุงเครื่องหอมของหวังิซินที่โด่งดังแล้วฝีมือทางด้านการปักเย็บของนางก็โด่งดังเช่นกัน แต่หญิงสาวทำเป็งานอดิเรกและมอบให้กับคนที่สนิทเท่านั้นเพราะว่ามี่หนึ่งที่นางหมกมุ่นกับการปักผ้าทั้งวัน จนดรีมฝากพี่สาวมาบอกนางว่า
“อย่าหักโหมทำงานปักเย็บมากเกินไปจะทำให้สายตาเสียได้”
นางย่อมต้องเชื่อฟังและทำตามคำที่ดรีมบอกอย่างเคร่งครัด
งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น พี่สาวของหวังิซินได้รับคำชมเชยอย่างมากในฐานะของผู้รับผิดชอบจัดงานในครั้งนี้
เมื่อแสงแดดเริ่มส่องเข้ามาในห้องหวังิซินตื่นนอนด้วยความสดใสและกระชุ่มกระชวยวันนี้เป็วันที่นางนัดหมายไปล่องเรือสำราญกับบรรดาสหายซิ่งฮวาช่วยนางแต่งหน้าและทำผม หญิงสาวมองสำรวจตนเองผ่านกระจกทองเหลือง เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วจึงขึ้นรถม้าเพื่อไปยังท่าเรือเมื่อนางไปถึงจุดหมายพบว่า หยางยวี่ถงและโจวจื่อเชียนได้มารออยู่ก่อนแล้วผ่านไปอีกสักพักหลิวจิ่งเทียนก็ตามมาสมทบ
“คารวะทุกท่านขอรับข้าต้องขอโทษด้วยขอรับที่มาช้า พอดีมีชาชุดใหม่มาส่งพอดี ข้าเลยรอให้พ่อบ้านตรวจรับเสียก่อนแล้วขอแบ่งชานำมาให้ทุกคนได้ชิมขอรับ” ผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดเอ่ยขอโทษกับทุกคน
“ไม่ได้ช้ามากเกินไปหรอกยังอยู่ใน่ยามซื่อที่พวกเราได้นัดหมายไว้ อย่าได้กังวลเลยเทียนเอ๋อร์”
“ขอบคุณขอรับพี่ิซิน”
“เมื่อมาครบทุกคนแล้วพวกเรารีบลงเรือกันเถิด” หวังิซินเอ่ยกับทุกคน
เรือสำราญที่พวกนางนั่งอยู่ในตอนนี้เป็เรือลำใหม่ล่าสุด มีชื่อว่าเรือจินฮ่าน พี่เขยของหวังิซินตั้งชื่อเรือตามชื่อของลูกชายคนเล็กพี่เขยของนางมีเรือสำราญทั้งหมดสามลำ เรือลำแรกชื่อเรือเยว่หยางตั้งตามชื่อของพี่สามและพี่เขย ส่วนเรือลำที่สองคือเรือฮุ่ยฟางตั้งชื่อตามลูกสาวคนโตของพี่เขย
ทิวทัศน์ของทะเลสาบแห่งนี้งดงามยิ่งนักมีูเารายล้อม ผืนป่าไม้เขียวขจีที่อุดมสมบูรณ์ ผืนน้ำกว้างและใสจนเห็นตัวปลา
คนงานเริ่มนำสำรับอาหารจากฝีมือของพ่อครัวที่ได้รับการฝึกฝนมาจากภัตตาคารเจี้ยนคังยกขึ้นโต๊ะอาหาร พวกเราทั้งสี่คนดื่มด่ำกับการกินอาหารรสเลิศและชมวิวทิวทัศน์ที่งดงามพร้อมกับเสียงเพลงบรรเลงจากวงดนตรีคนตาบอดที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกผ่านเสียงเพลงได้อย่างลึกซึ้งและไพเราะเสนาะโสตยิ่งนัก
“ต้องขอบคุณซินเอ๋อร์ที่ทำให้พวกเราได้มาล่องเรือสำราญ กินอาหารเลิศรส และฟังเสียงเพลงที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้”โจวจื่อเชียนเป็คนแรกที่กล่าวขอบคุณหวังิซิน
“ใช่ขอรับ เพราะพี่ิซินแท้ๆ ถึงทำให้เราได้มีโอกาสที่ดีเยี่ยงนี้ขอรับเรือสำราญของท่านรองเ้าเมืองต้องจองล่วงหน้าเป็เดือนนะขอรับ”หลิวจิ่งเทียนรู้ดีว่า การที่จะได้นั่งเรือสำราญลำนี้มิใช่เื่ง่าย
“ก็ซินเอ๋อร์เป็ใครกันเล่า เป็ถึงน้องภรรยาของเ้าของเรือเชียวนะซินเอ๋อร์นะอยากจะมาล่องเรือสำราญเมื่อใดก็ย่อมได้” หยางยวี่ถงผู้เป็สหายรักของหวังิซินได้รับอานิสงส์จากสหาย ได้ล่องเรือสำราญอยู่หลายครา
หวังิซินจึงอธิบายเหตุผลที่นางมีโอกาสล่องเรือสำราญได้มากกว่าผู้อื่นว่า
“พี่เขยจะสำรองเรือไว้หนึ่งลำเผื่อเรืออีกสองลำเสีย โชคดีที่วันนี้เรืออีกสองลำมิมีปัญหาใดพวกเราจึงได้มีโอกาสล่องเรืออย่างสุขใจเยี่ยงนี้”
หลังจากอาหารรสเลิศจานสุดท้ายได้ถูกยกออกไปผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดได้กล่าวออกมาว่า
“ข้าได้นำชาชั้นเลิศมาด้วยขอรับ เป็ชาพิเศษที่เตรียมไว้สำหรับข้าและพี่ชายเท่านั้นข้าจะให้คนรับใช้นำไปชง เพื่อนำมาดื่มคู่กับขนมหวานของร้านฉิงเล่อขอรับ”
“เยี่ยมมาก ขอบใจจ้ะเทียนเอ๋อร์” หวังิซินเป็ตัวแทนกล่าวคำขอบคุณ
ผ่านไปไม่นานชาอันหอมกรุ่นและขนมเลิศรสได้ถูกยกขึ้นโต๊ะสำหรับพวกนางทั้งสี่คนในขณะที่คนอื่นกำลังตักขนมเข้าปาก หวังิซินกลับยกน้ำชาขึ้นดมนางขมวดคิ้วและกล่าวด้วยเสียงดังว่า
“พวกเ้าทั้งสามคนห้ามดื่มชานี้เด็ดขาด”
“เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับพี่ิซิน”หลิวจิ่งเทียนเอ่ยถาม
“เทียนเอ๋อร์ ข้าอยากรู้ว่า ข้ารับใช้ส่วนตัวของเ้ามีความซื่อสัตย์ต่อเ้าหรือไม่”
เมื่อหวังิซินกล่าวจบข้ารับใช้ส่วนตัวสองคนของหลิวจิ่งเทียนคุกเข่าลงกับพื้นทันทีหนึ่งในนั้นเป็ผู้กล่าวขึ้นมาว่า
“คุณชายใหญ่อี้โจวมีบุญคุณอันใหญ่หลวงกับพวกเราทั้งสองคนขอรับพวกเราได้ให้คำสัตย์สาบานว่า จะซื่อสัตย์ต่อคุณชายใหญ่และคุณชายจิ่งเทียนตราบจนวันตายขอรับ”
“ดีมาก เช่นนั้นพวกเ้าก็ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบคุณขอรับ”