“ ในที่สุดข้าก็ต้องใช้มันจนได้สินะ ’’เฟิงฉือจินมองไปยังแสงสีเงินวงกลมที่เป็วงเวทย์ขนาดเล็กบนมือของเขาด้วยความรู้สึกที่ช่วยไม่ได้“ แปรธาตุ ! ’’ฉับพลันวงเวทย์สีเงินมันได้เคลื่อนผ่านไม้กวาดที่อยู่ในมือของเฟิงฉือจินอย่างรวดเร็วจุดที่มันได้เคลื่อนผ่านได้กลายเป็สีเงินของโลหะเพียงชั่วพริบตาหลังจากที่มันเคลื่อนผ่านไม้กวาดทั้งด้ามก็ได้กลายเป็โลหะสีเงินที่เปล่งประกายไร้สิ่งเจือปน
“ นั่นมันอะไรกันน่ะ ? ’’ จั่วซ่งเผยแววตาสับสนออกมาให้เห็นเนื่องจากมันไม่เคยพบเห็นวิธีการที่เฟิงฉือจินเพิ่งจะใช้เปลี่ยนไม้กวาดให้กลายเป็ไม้กวาดเหล็กมาก่อนแม้กระทั่งฮ่าวเหรินที่อยู่ในแหวนผนึกมารยังต้อยเผยใบหน้าประหลาดใจออกมา “นี่มันคือสิ่งใดกัน ? ’’ เขาประหลาดใจเป็อย่างมากว่าทําไมเฟิงฉือจินที่มีระดับเพียงชั้นจุติขั้นสิบถึงได้มีวิธีการแปลกประหลาดที่เขาไม่รู้จักอยู่เช่นนี้
เฟิงฉือจินไม่ได้รับรู้ความคิดของทั้งสองคนนั้นเลยแม้แต่น้อยเขาได้กระชับไม้กวาดเหล็กสีเงินในมือที่เปล่งประกายแน่นพร้อมกับฟาดฟันมันไปยังออร่าพยัคฆ์ขาวตรงหน้าโดยหมายจะสะบั้นให้สิ้น!
ฉวัะ
ไม้กวาดเหล็กได้ตัดผ่านออร่าพยัคฆ์ขาวเป็สองซีกจนมันได้หายไปราวกับการระเหยของไอนํ้าจากนั้นเฟิงฉือจินก็ได้พุ่งะโเข้าใส่จั่วซ่งและฟาดไม้กวาดเหล็กในมือใส่ลําตัวของจั่วซ่ง
ปัง
จั่วซ่งที่กําลังตะลึงอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ถูกไม้กวาดเหล็กฟาดเข้าใส่อย่างจังจนร่างของมันกระเด็นไปไกลถึงสิบจั้งและได้ปะทะเข้ากับกําแพงอย่างดัง
ปัง
“ อั๊ก… ’’มันกระอักเืออกมาและค่อยๆเงยหน้ามองไปยังเฟิงฉือจินที่กําลังพุ่งเข้ามาหามันอีกครั้งด้วยแววตาตะหนกมันไม่เข้าใจเลยว่าทําไมไม้กวาดในมือของเฟิงฉือจินถึงกลายเป็ไม้กวาดเหล็กทั้งนี้ยังสามารถใช้สร้างความเสียหายให้แก่มันได้อีกด้วย นี่มันใช่ไม้กวาดของโรงอาหารจริงๆแน่หรือ?
“ คิดจะทําร้ายข้า ฉะนั้นข้าเองก็จะทําร้ายเ้าคืนเช่นกัน ! ’’เฟิงฉือจินกล่าวด้วยนํ้าเสียงเ็าพร้อมกับฟาดไม้กวาดเหล็กในมือปะทะเข้ากับร่างที่นอนพิงกําแพงอยู่ของจั่วซ่งอีกครั้งจั่วซ่งที่าเ็อยู่จะไปสามารถหลบหลีกได้อย่างไร
ปัง
กร็อบ
เสียงกระดูกซี่โครงในร่างของจั่วซ่งดังออกมาจนทําให้ศิษย์มากมายที่อยู่รอบๆต่างต้องลอบสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่“ อั๊ก...นี่เ้า ! ’’ จั่วซ่งมันกระอักเืออกมาอีกครั้งในตอนนี้มันรู้สึกได้ถึงความเ็ปรวดร้าวบนร่างกายของมันที่ราวกับถูกค้อนั์ฟาดกระแทกเข้าใส่ไม่มีผิด
“ สําหรับเ้าแค่นี้ก็คงจะพอแล้ว ’’เฟิงฉือจินมองไปยังสภาพที่น่าอนาถของจั่วซ่งตรงหน้าด้วยสายตาเ็าก่อนมองไปยังไม้กวาดเหล็กในมือด้วยความพึงพอใจพร้อมกับลอบคิดในใจ“ ดูเหมือนว่าการแปรธาตุสิ่งของบนโลกใบนี้จะแข็งแกร่งขึ้นไปตามระดับพลังของข้าสินะ! ’’ หลังจากที่เขาได้แปรธาตุให้ไม้กวาดกลายเป็ไม้กวาดเหล็กเขาก็สามารถรับรู้ได้ดีถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของมัน
ถ้าจะอธิบายให้ฟังง่ายๆก็คงจะประมาณว่าไม้กวาดเหล็กนั้นแข็งแกร่งเทียบเท่าความแข็งแกร่งที่มากกว่าระดับพลังถึงหนึ่ง่ชั้นของเขายกตัวอย่างถ้าหากเขาใช้ลมปราณเขาก็จะสามารถจัดการผู้ที่อยู่ในชั้นิญญาขั้นสิบได้อย่างง่ายดายทว่าไม้กวาดเหล็กนั้นต่างออกไปตรงที่ว่ามันมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับตอนที่เขาใช้ลมปราณทั้งยังแข็งแกร่งกว่านั้นอีกถึงหนึ่งระดับด้วย!
ดังนั้นแล้วออร่าพยัคฆ์ขาวที่ถูกใช้โดยจั่วซ่งที่มีระดับพลังชั้นิญญาขั้นสิบย่อมต้องโดนไม้กวาดเหล็กจัดการได้อย่างง่ายดายเนื่องมาจากพลังของไม้กวาดเหล็กนั้นเทียบเท่ากับผู้ที่อยู่ในชั้นอวตารขั้นหนึ่งทั้งนี้เขายังเข้าใจอีกด้วยว่าตราบใดที่เขาเพิ่มความแข็งแกร่งของเขาขึ้นไปเรื่อยๆความสามารถด้านการแปรธาตุก็จะพุ่งตามขึ้นไปด้วยเช่นกัน !
จั่วซ่งที่นอนพิงกําแพงอยู่พยายามกัดฟันอดทนพร้อมกล่าวออกมาอย่างยากลําบากว่า“ เ้า เ้ากล้าทําร้ายข้า พี่ชายของข้าจะต้องไม่ปล่อยเ้าไว้แน่ ’’จากนั้นมันก็ได้มองไปยังเฟิงฉือจินด้วยสายตาโกรธเกรี้ยวเนื่องจากมันสามารถรับรู้ได้ดีเลยว่าร่างกายของมันในตอนนี้นั้นาเ็สาหัสเป็อย่างมากบางทีมันอาจจะต้องรักษาตัวนานถึงครึ่งปีก็เป็ได้ ดังนั้นแล้ว่เวลาที่มันใช้รักษาตัวนั่นย่อมหมายถึงการสูญเสียเวลาเพิ่มความแข็งแกร่งของมันไป
เฟิงฉือจินที่ได้ยินคํากล่าวของจั่วซ่งเขานั้นไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือตื่นตะหนกแม้แต่น้อยเขากล่าวออกมาด้วยใบหน้านิ่งเฉยในขณะที่จ้องมองจั่วซ่งว่า “ พี่ชายของเ้างั้นหรือ? ไม่ว่ามันจะเป็ใครข้าก็ไม่เคยเกรงกลัวดังนั้นแล้วเ้าไปบอกพี่ชายของเ้าให้ดีๆว่าข้าผู้นี้พร้อมต้อนรับการมาเยือนของมันเสมอ! ’’ แม้เขาจะไม่รู้ว่าพี่ชายของจั่วซ่งเป็ใคร แต่เขาก็ไม่ได้กลัวมันแม้แต่น้อย
เมิ่งปู๋ที่ได้ยินคํากล่าวของเฟิงฉือจินจึงได้รีบส่งกระแสจิตเตือนเฟิงฉือจินอย่างรวดเร็ว“ เฟิงฉือจินเ้าคงจะอยู่ภายในสํานักนี้อีกไม่ได้แล้วล่ะพี่ชายของจั่วซ่งมันเป็ถึงศิษย์หลักเชียวนะเ้าที่ทําร้ายน้องชายของมันจนาเ็ขนาดนี้มันย่อมต้องมาตามล่าจัดการเ้าเป็แน่ ฉะนั้นแล้วเ้ารีบหนีไปเร็วเข้า ! ’’แม้มันจะรู้สึกตะลึงที่เฟิงฉือจินสามารถจัดการจั่วซ่งได้อย่างง่ายดายทว่ามันก็เชื่อว่าเฟิงจินนั้นไม่สามารถรับมือกับพี่ชายของจั่วซ่งได้อย่างแน่นอนดังนั้นมันจึงทําได้เพียงแค่เตือนเฟิงฉือจินด้วยความหวังดี
แปะ แปะ แปะ
“ ช่างหาญกล้าอะไรเช่นนี้ ! ’’ เสียงตบมือได้ดังมาพร้อมกับเสียงๆหนึ่งจากหน้าทางเข้าของโรงอาหารพร้อมกับตามมาด้วยการปรากฏตัวของชายหนุ่มรุ่นเยาว์ที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับจั่วซ่งเฟิงฉือจินจึงหันไปมองอย่างรวดเร็วพร้อมกับตรวจสอบระดับพลังของอีกฝ่ายอย่างไรก็ตามเขาก็ต้องขมวดคิ้วเนื่องจากเขาไม่สามารถตรวจสอบระดับพลังของอีกฝ่ายได้เลย“ ท่านพี่ ! ’’จั่วซ่งที่ได้ยินเสียงจึงได้อุทานออกมาพร้อมกับหันไปมองยังทางเข้าที่มีร่างของชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็พี่ชายของมันอย่างรวดเร็ว“ ท่านพี่ เ้านี่มันทําร้ายข้า ท่านรีบสั่งสอนมันเร็ว ’’
“ หึ เ้ามันอ่อนแอเกินไป สมควรแล้วที่จะถูกมันจัดการ ’’ชายหนุ่มไม่แม้จะเห็นใจจั่วซ่งซักนิดเดียวมันได้แค่นเสียงเยาะเย้ยอย่างเ็าก่อนที่จะมองไปยังเฟิงฉือจินด้วยแววตาดูถูก “ไม่ต้องกลัวไป ข้าไม่ทําอะไรเ้าหรอกแต่ข้าขอให้เ้ารู้ไว้ว่าเมื่อเ้าก้าวเข้ามาเป็ศิษย์หลักเมื่อไหร่ถึงตอนนั้นข้าจะมอบบทเรียนเล็กๆน้อยๆให้กับเ้าฉะนั้นแล้วตอนนี้เ้าจงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขของการได้เป็ศิษย์สายในอันดับหนึ่งไปก่อนเถอะ’’ สิ้นเสียงมันพลันพุ่งหายออกจากโรงอาหารไปอย่างรวดเร็ว
“ นั่นมันพี่ชายของจั่วซ่ง จั่วม่อศิษย์หลักอันดับที่ห้าสิบนี่หน่า ! ’’
“ จั่วม่อมันมาทําอะไรที่นี่กันแต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ค่อยสนใจน้องชายของมันซักเท่าไหร่เลยนี่ ? ’’
“ เฮ้อ ข้านึกว่าจะได้เห็นจั่วม่อจัดการล้างแค้นให้กับน้องชายของมันเสียแล้วแต่ดูเหมือนว่ามันแม้จะอยากสั่งสอนอีกฝ่ายมากแค่ไหนแต่มันก็คงไม่สามารถทําได้เนื่องจากตอนนี้มันเป็ถึงศิษย์หลักดังนั้นแล้วมันจึงไม่สามารถที่จะมาสําแดงพลังกับศิษย์สายในอย่างเช่นพวกเราได้ไอ้เ้านั่นมันเลยรอดตัวไป ไม่อย่างนั้นแล้วมันคงจะโดนจั่วม่อสั่งสอนเป็แน่ ’’
เหล่าศิษย์มากมายต่างพูดคุยกันเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นเฟิงฉือจินจึงได้รับรู้ว่าชายหนุ่มที่ปรากฏตัวมาเมื่อกี้นั้นคือจั่วม่อพี่ชายของจั่วซ่งแถมมันยังเป็ศิษย์หลักอันดับที่ห้าสิบอีกด้วยอย่างไรก็ตามนอกจากจะได้รู้ว่ามันเป็ใครแล้วเขายังได้รับรู้อีกด้วยถึงเหตุผลที่มันไม่ได้เข้ามาสั่งสอนเขาแน่นอนเนื่องจากมันเป็ศิษย์หลักมันจึงไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวกับศิษย์สายนอกหรือศิษย์สายในได้ยกเว้นเสียแต่ว่าถ้าอยู่ข้างนอกสํานักมันก็อีกเื่หนึ่ง
แม้จะเป็เช่นนั้นเฟิงฉือจินก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวถึงตัวตนของจั่วม่อเลยซักนิดเดียว“ ท่านอาจารย์เ้าจั่วม่อผู้นั้นมันอยู่ในระดับใด ? ’’ เขาสงสัยเนื่องจากเขาไม่สามารถรับรู้ได้ถึงระดับพลังของจั่วม่อฮ่าวเหรินที่อยู่ในแหวนผนึกมารจึงกล่าวตอบกลับมาว่า “ อวตารขั้นห้า ’’
“ อวตารขั้นห้า ! ’’เฟิงฉือจินไม่แปลกใจเลยที่เขาไม่สามารถตรวจสอบระดับพลังของอีกฝ่ายได้มันเป็เพราะเขามีระดับพลังห่างกับอีกฝ่ายมากเกินไป ดังนั้นเขาถึงไม่สามารถตรวจสอบได้นั่นเองนี่มันเป็เื่ธรรมดาอยู่แล้วที่เขาไม่สามารถตรวจสอบระดับพลังของอีกฝ่ายได้
จั่วซ่งรู้สึกไม่อยากที่จะเชื่อว่าจั่วม่อพี่ชายของมันจะไม่ล้างแค้นให้กับมันแม้มันจะรู้ดีว่ามันกับพี่ชายนั้นไม่ค่อยสนิทกันซักเท่าไหร่แต่อย่างน้อยพี่ชายของมันก็ควรที่จะทวงความยุติธรรมให้กับมันซักหน่อยไม่ได้หรือไง
“ ดูเหมือนพี่ชายของเ้าจะไม่สนใจเ้านะ ’’เฟิงฉือจินหน้านิ่งกล่าวกับจั่วซ่งด้วยนํ้าเสียงเย้ยหยันตอนแรกเขานึกว่าจั่วซ่งกับพี่ชายของมันจะสนิทกันมากทว่าทั้งสองกับดูเหินห่างราวกับไม่ใช่พี่น้องกันบางทีโลกนี้นอกจากความแข็งแกร่งของระดับลมปราณแล้วก็คงจะมีเพียงน้อยนิดที่เห็นสายเืเดียวกันเป็ดั่งพี่น้องจั่วม่อพี่ชายของจั่วซ่งมันก็เป็ดั่งที่ว่ามา
“ เ้า ! ’’ จั่วซ่งรู้สึกได้ถึงความเย้ยหยันของเฟิงฉือจินที่มีต่อมันแต่มันก็ถูกอย่างที่อีกฝ่ายว่ามาจริงๆนั่นแหละมันสมควรแล้วที่จะถูกอีกฝ่ายเย้ยหยันเช่นนี้เฟิงฉือจินเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงเดินเข้าประชิดตัวจั่วซ่งและหยิบถุงผ้าของมันออกมาพร้อมกับโยนไปให้เมิ่งปู๋“ เมิ่งปู๋นี่เป็ของเ้า ’’จากนั้นเขาก็กล่าวด้วยนํ้าเสียงเ็ากับจั่วซ่งอย่างรวดเร็วว่า “จั่วซ่งหากเ้าหาญกล้าไปทวงคืนสิ่งของที่อยู่กับเมิ่งปู๋ข้าจะกลับมาจัดการเ้าอีกครั้ง ! ’’ สิ่งของที่อยู่ในถุงผ้านั้นเป็หินลมปราณอย่างไม่ต้องสงสัยและทั้งหมดก็ควรที่จะเป็ของเมิ่งปู๋เนื่องจากเมิ่งปู๋คงโดนมันรีดไถอยู่บ่อยๆหินลมปราณส่วนใหญ่ที่อยู่ในนั้นจึงเป็ของเมิ่งปู๋ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่ลังเลที่จะชิงมันมาและส่งมันคืนให้กับเมิ่งปู๋และเขาก็ยังเชื่ออีกด้วยว่าจั่วซ่งจะต้องไม่กล้าไปทวงคืนกับเมิ่งปู๋อย่างแน่นอนเพราะว่ามันอ่อนแอกว่าเขา แถมมันยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพี่ชายของมันอีกด้วยหากมันหาญกล้ากระทําการมันก็คงจะไม่ต่างอะไรไปจากคนโง่ !
เมิ่งปู๋รับมาอย่างงุนงงก่อนพยักหน้าขอบคุณพร้อมมองเฟิงฉือจินด้วยแววตาซาบซึ้ง“ ขอบคุณเ้ามาก ’’ แม้มันจะรู้สึกหวาดกลัวจั่วซ่งไม่น้อยแต่มันก็ไม่ใช่คนโง่เนื่องจากมันรู้ดีว่าตอนนี้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศิษย์สายในจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากเฟิงฉือจินแถมจั่วซ่งยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพี่ชายของมันเช่นจั่วม่ออีก ดังนั้นมันจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัวจั่วซ่งและรับหินลมปราณที่เคยสูญเสียกลับมาได้อย่างสบายใจเนื่องจากมันเชื่อว่าตราบใดที่ยังมีเฟิงฉือจินอยู่มันก็จะไม่ได้รับอันตรายจากจั่วซ่ง !
หลังจากที่เห็นว่าเมิ่งปู๋รับถุงผ้าไปแล้วเฟิงฉือจินที่ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์มามากพอแล้วจึงไม่คิดที่จะสนใจจั่วซ่งอีกเขาโยนไม้กวาดเหล็กในมือทิ้งไปพร้อมกับพุ่งออกจากโรงอาหารและหายลับไปจากสายตาของเหล่าศิษย์มากมายอย่างรวดเร็ว
ไม้กวาดเหล็กที่ได้ถูกเฟิงฉือจินทิ้งเอาไว้เหล่าศิษย์มากมายก็ได้วิ่งมาดูมันอย่างรวดเร็วด้วยความตื่นเต้นพวกมันอยากรู้ว่าเหตุใดทําไมไม้กวาดเหล็กถึงสามารถใช้ทําร้ายจั่วซ่งได้อย่างไรก็ตามพวกมันก็ต้องพบว่าไม้กวาดเหล็กมันไม่ได้เป็ไม้กวาดเหล็กอีกต่อไปแล้วแต่เป็ไม้กวาดธรรมดาเช่นเดิมของโรงอาหาร
แน่นอนมันเป็เพราะเฟิงฉือจินได้ยกเลิกการแปรธาตุมันจึงได้กลับกลายเป็เช่นเดิมหากเฟิงฉือจินไม่ได้ทําการยกเลิกมันก็คงจะยังเป็ไม้กวาดเหล็กอยู่ทว่าเฟิงฉือจินรู้ดีว่าหลังจากที่เขาได้จากไปแล้วจะต้องมีคนสงสัยและอยากรู้ถึงความลับของไม้กวาดเหล็กอย่างแน่นอนดังนั้นมันจะเป็การดีกว่าที่เขาจะไม่เผยไพ่ตายของเขาให้คนอื่นได้รับรู้ !
ภายในมุมมืดของโรงอาหารในตอนนี้ได้มีชายชราผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นที่ดูอ่อนโยนอยู่มันมองไปยังทิศทางที่เฟิงฉือจินจากไปพร้อมกับพึมพํา “ ไม่เลว น่าสนใจจริงๆเ้าเด็กคนนั้นหนทางยังอีกยาวไกลนักแต่ช่างน่าเสียดายเหลือเกินที่มันเป็พวกหยิ่งยโสไม่ประเมินตน ’’
…
หลังจากที่ออกมาจากโรงอาหารแล้วเฟิงฉือจินก็ได้ออกมายังข้างนอกสํานักเทวาลัยเนื่องจากเขาคิดว่าถึงจะอยู่ที่สํานักต่อไปแต่เขาก็คงจะไม่ได้ประโยชน์อะไรอยู่ดีดังนั้นแล้วตอนนี้เขาก็ควรที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองเจียงหนานเพื่อค้นหาทรัพยากรบ่มเพาะพลังงานธาตุแสงจากหอการค้าหยกเหล็กเสียก่อนและเมื่อเขาได้รับสิ่งที่้าแล้วเขาก็ค่อยกลับมาที่สํานักเทวาลัยอีกครั้ง
เมืองเจียงหนานนั้นอยู่ห่างออกไปจากหุปเขาตงค่อนข้างมากไม่สิมันเป็เมืองที่อยู่ในเขตท้ายสุดของอาณาจักรชะตาฟ้าเลยก็ว่าได้ดังนั้นแล้วถ้าหากเขา้าจะไปยังเมืองเจียงหนานที่อยู่ค่อนข้างห่างไกลเขาก็ควรที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองซื่อหนานที่อยู่ข้างๆหุปเขาตงเสียก่อน
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เฟิงฉือจินได้มาถึงเมืองซื่อหนานเขาตัดสินใจว่าจะพักที่เมืองนี้เสียก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยหาซื้อม้าเพื่อเดินทางไปยังเมืองข้างๆ ในที่สุดเขาก็ได้มาถึงยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่คับคั่งไปด้วยผู้คนมากมาย
เฟิงฉือจินเขาเลือกที่จะไปนั่งโต๊ะที่อยู่มุมมืดสุดของโรงเตี๊ยมอย่างเงียบๆเพื่อสังเกตการณ์ในที่สุดเขาก็ต้องเหลือบมองไปยังโต๊ะที่อยู่ติดกับข้างบันไดทางขึ้นชั้นสองด้วยความสนใจโต๊ะที่เขาเหลือบมองอยู่นั้นเป็โต๊ะที่มีเด็กหนุ่มรุ่นเยาว์หน้าตาดีถึงสามคนทั้งนี้ภายในกลุ่มยังมีเด็กสาวที่ค่อนข้างหน้าตาดีอยู่ด้วยอีกสามคน
ดูๆไปแล้วทั้งหกนี้คล้ายๆกับคู่รักหนุ่มสาววัยรุ่นไม่มีผิดแต่ที่เขาเหลือบมองมันไม่ใช่เพราะว่าพวกนี้หน้าตาดีแต่เป็เพราะเขาได้ยินพวกมันกําลังจะคุยกันเกี่ยวกับเื่ที่น่าสนใจต่างหาก
“ เจียงหลิวข้าได้ยินมาว่าเ้าเลื่อนระดับไปถึงชั้นอวตารขั้นหนึ่งแล้วรึ ?’’ จิงซิงเสวี่ยที่เป็เด็กสาวในกลุ่มมองไปยังเด็กหนุ่มที่ดูมีภูมิฐานที่สุดในกลุ่มของเด็กหนุ่มทั้งสามตรงหน้าด้วยความสนใจเจียงหลิวผู้ซึ่งเป็เด็กหนุ่มจึงได้หัวเราะเล็กน้อยก่อนพยักหน้าอย่างสุภาพ “ใช่แล้วแม่นาง ข้าเพิ่งจะตัดผ่านมายังชั้นอวตารนี้ได้เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง ’’
“ ฮี่ๆ สหายเ้านั้นถ่อมตัวเกินไปแล้วในหมู่พวกเราเ้านี่แหละที่พัฒนาไวที่สุดแล้ว อย่าได้ถ่อมตัวไปเลยจงยืดอกอย่างภาคภูมิซะเถอะ ’’ ป๋อเมิ่งข้างๆเจียงหลิวหัวเราะอย่างเป็กันเองพร้อมกับยิ้มยิงฟันให้กับเด็กสาวทั้งสามที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“ ฮี่ๆ ใครจะไปเป็เหมือนเ้ากันล่ะป๋อเมิ่งเจียงหลิวเป็บุรุษที่ดีไม่โอ้อวดน่ะดีแล้วหากให้มันเป็เหมือนกับเ้าก็คงจะไม่ดีซักเท่าไหร่ ’’เสี่ยวจิงฉินผู้ซึ่งเป็เด็กสาวหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ “ ฮี่ๆใช่แล้วแม่นางพูดได้ถูกต้องที่สุด ’’ิหนิงจู้ผู้ซึ่งเป็เด็กหนุ่มอีกคนก็ได้หัวเราะพร้อมกับพยักหน้าเห็นด้วยกับเสี่ยวจิงฉิน
“ เอาเถอะเราเลิกคุยเื่พวกนี้แล้วมาคุยถึงเื่หลักในวันนี้กันดีกว่า ’’เจียงหลิวกล่าวอย่างสบายๆกับคนทั้งห้า ฉินสวี่เฟิงที่เป็เด็กสาวอีกคนก็ได้พยักหน้าเห็นด้วย“ ใช่แล้วเราเอาเวลามาคุยเื่ที่จะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้าของเมืองเจียงหนานกันดีกว่า’’
ทั้งสี่คนที่เหลือก็ได้พยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพียงโดยที่เจียงหลิวเป็คนกล่าวขึ้นมาอีกครั้งว่า“ การประลองเพื่อเฟ้นหาอัจฉริยะประจําปีของอาณาจักรชะตาฟ้าที่เมืองเจียงหนานนี้พวกเ้าก็คงจะได้ยินกันมาแล้วว่าผู้ที่ชนะจะได้สิทธิ์ในการเข้าเป็ศิษย์นิกายหมื่นฟ้าทั้งนี้ยังจะได้รับเม็ดยาอวตารทลาย์อีกด้วย นี่มันน่าสนไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ ? ’’
ป๋อเมิ่งก็ได้พยักหน้าอย่างสนอกสนใจ “ น่าสนใจเป็อย่างมากจริงสิข้าได้ยินมาอีกเื่ว่าในปีนี้ภายในการประลองจะมีศิษย์หลักของนิกายหมื่นฟ้ามาชี้แนะด้วยนี่?’’ “ ใช่แล้วแถมยังมีข่าวลือปล่อยออกมาอีกด้วยว่าถ้าหากมีคนเอาชนะศิษย์หลักผู้นั้นได้ก็จะได้รับศิลานักปราชญ์อีกด้วย! ’’ เจียงหลิวพยักหน้ากล่าวิหนิงจู้ที่ได้ยินคํากล่าวจึงแค่นเสียงเย้ยหยันออกมา “ หึแม้จะได้รับศิลานักปราชญ์จากการเอาชนะทว่าภายในอาณาจักรชะตาฟ้าที่อ่อนแอที่สุดนี้มันจะไปมีผู้ใดกันที่สามารถเอาชนะศิษย์หลักของนิกายหมื่นฟ้าได้? ’’ มันรู้สึกเย้ยหยันเื่ที่นิกายหมื่นฟ้าจะมอบศิลานักปราชญ์ให้กับผู้ที่ชนะศิษย์หลักจากนิกายของมันได้
ศิลานักปราชญ์ !
“ ศิลานักปราชญ์ ไม่น่าเชื่อว่าภายในโลกนี้จะมีมันอยู่ด้วย ’’เฟิงฉือจินที่ได้ฟังการสนทนาจึงได้ยินทุกๆเื่ที่พวกมันพูดคุยกันและสิ่งที่ทําเขาตื่นเต้นมากที่สุดก็คงจะไม่พ้นเื่ของศิลานักปราชญ์แม้จะเป็เช่นนั้นเขาก็ยังคงมีใบหน้าที่นิ่งเฉยเฉกเช่นรู้แจ้งทุกๆสรรพสิ่ง
ฮ่าวเหรินที่อยู่ในแหวนผนึกมารได้ยินคําพึมพําของเฟิงฉือจินจึงสงสัยและกล่าวถามออกมาด้วยความอยากรู้“ ศิษย์เอ๋ยเหตุใดเ้าถึงสนใจศิลานักปราชญ์มากนัก ? ’’ “ มันเป็ธรรมดาที่ข้าจะสนใจเพราะว่าข้าเป็นักเล่นแร่แปรธาตุยังไงล่ะท่านอาจารย์ ! ’’เฟิงฉือจินกล่าวตอบกลับไปด้วยนํ้าเสียงตื่นเต้นเล็กน้อยศิลานักปราชญ์มันเป็ถึงสิ่งของที่จําเป็ในการเล่นแร่แปรธาตุเป็อย่างมากมีหรือเขาจะไม่สนใจและตื่นเต้นที่จะได้พบกับมันบนโลกใบใหม่นี้ !