“ผู้ใช้อักขระ” คำๆ นี้เมื่อได้กล่าวถึงก็สามารถทำให้ผู้คนสั่นสะท้านอย่างที่รู้กันว่าในแผ่นดินนี้มีผู้ใช้อักขระนับได้โดยนิ้วมือ
การปรากฏตัวของผู้ใช้อักขระนับเป็โชคของผู้ที่พบเห็นพวกเขาเ่าั้เป็บุคคลลึกลับที่ใช่ว่าใครก็สามารถพบได้ผู้คนทั้งดินแดนล้วนอยากจะพบกับผู้ใช้อักขระแม้แต่กษัตริย์ยังต้องให้เกียรติพวกเขา
อำนาจของผู้ใช้อักขระนั้นแทบจะเป็อันดับต้นๆของอาณาจักร แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าที่จะยั่วยุพวกเขาแม้พวกเขาบางคนจะมีพลังเวทย์ในระดับไม่สูงมาก แต่อำนาจที่แท้จริงของพวกเขาคือการชักนำบุคคลผู้ทรงอำนาจมาเป็อำนาจของตัวเองได้
ครั้งหนึ่งเคยเกิดเื่กับผู้ใช้อักขระผู้หนึ่งภายหลังผู้ใช้อักขระคนนั้นได้ชักนำเหล่านักรบเวทย์กระทั่งตัวตนอย่างจอมเวทย์ยังเข้าร่วมแก้แค้นในการชำระหนี้ของเขา
ชัดเจนว่าผู้ใช้อักขระนั้นไม่จำเป็ต้องลงมือเองเพียงเขาเอ่ยปากตัวตนทรงพลังทั้งหลายก็พร้อมที่จะทำตามคำขอของเขา ผู้คนทั้งหลายนั้นยินดีที่จะได้สร้างความพึงพอใจแก่เขา
แม้การกระทำของเด็กน้อยผู้นี้จะเรียกได้ว่าหยิ่งยโสแต่น่าเสียดายที่เขามีคุณสมบัติที่จะทำมัน
“จอมวิปลาสยั่วยุผู้ใช้อักขระเขานั้นได้ทำเื่ที่ผิดพลาด” บางคนพูดขึ้น
มิลาสนั้นแสดงอาการใออกมากับม่านพลังที่ปกคลุมต่อมาใบหน้าอันวิปลาสนั้นกำลังเริ่มคลุ้งคลั่ง
"เ้าคิดว่าของแค่นี้จะขังข้าไว้ได้"
มิลาสระดมหมัดไปที่ม่านพลังอย่างบ้าคลั่ง แต่ทว่าไม่ว่าเขาจะพยายามมากเท่าไหร่ม่านพลังก็ไม่มีท่าทีที่จะแตกร้าวเลยแม้แต่น้อย
ผู้คนมองดูอย่างหัวใจเต้นรัว
“สมแล้วที่เป็ม่านพลังของผู้ใช้อักขระ”บางคนในกลุ่มคนดูพูดขึ้น
แน่นอนว่าคำชมนั้นเป็เื่จริงอำนาจของม่านพลังของผู้ใช้อักขระนั้นเป็ที่รู้กันดีว่ามันแข็งแกร่งเป็อย่างมากมันมีอำนาจเหนือกว่าม่านพลังของผู้ใช้เวทมนต์ทั่วไป และมันมักจะถูกนำไปใช้เป็ม่านพลังในการป้องกันเมืองต่างๆ
ผู้ที่้าทำลายม่านพลังของผู้ใช้อักขระนั้นพวกเขาจำเป็ต้องมีพลังเวทย์ที่มีอำนาจเหนือกว่าผู้ใช้อักขระอยู่หลายขั้น
เพียงผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าซึ่งเป็ผู้ใช้อักขระขั้นเริ่มต้นการทำลายม่านพลังนั้นจำเป็ต้องเป็นักรบเวทย์ผู้หนึ่งถึงจะสามารถต่อกรได้
ยิ่งผู้ใช้อักขระแข่งแกร่งมากเท่าไหร่ม่านพลังของเขาก็จะแข่งแกร่งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
"การเล่นของพวกเราควรพอแค่นี้มันเห็นได้ชัดแล้วว่าเ้านั้นไม่มีคุณสมบัติที่จะจับคู่กับข้า"
พูดจบเมอร์ลินก็หุบฝ่ามือ ม่านพลังที่ปกคลุมมิลาสก็พลันสลายหายไป
มิลาสที่อยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่งนั้นเมื่อถูกปล่อยออกมาเจาก็ะโและทะยานตัวขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว เป้าหมายของเขาคือเมอร์ลิน
“เด็กน้อยเ้านั้นดื้อรั้นไม่น้อย” เมอร์ลินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยั่น
ผู้คนต่างใกับคำพูดของเมอร์ลินเขาเรียกมิลาส จอมวิปลาสว่าเด็กน้อย ทั้งที่ตัวของเขาเองนั้นมีอายุสิบปีเล็กน้อยดูเป็เด็กน้อยผู้หนึ่ง แต่มิลาสนั้นต่างออกไปเขานั้นมีร่างสูงใหญ่คะเนว่าอยู่ใน่วัยรุ่นอายุ 17-18 ปี
เขากล้าที่จะเรียกมิลาสว่าเด็กน้อยทำให้ผู้คนต่างตกตะลึง แต่นั่นก็ไม่มีใครคัดค้านหรือโต้แย้งออกมาเพราะด้วยคุณสมบัติของเขานั้นมันเพียงพอที่จะทำให้เขานั้นกล่าวออกมาได้
ตัวตนของผู้ใช้อักขระนั้นอยู่เหนือบุคคลทั่วไปอยู่แล้ว
ครานั้นเองในตอนที่มิลานกระโจนเข้ามา เมอร์ลินได้ยกกิ่งไม้ขึ้นแล้วฟาดไปที่มิลาสด้วยท่าทีที่สบายหากเป็คนอื่นย่อมไม่สามารถทำแบบนี้ได้
เอ๋ง!
มิลาสร้องออกมาเสียงหลงเมื่อถูกกิ่งไม้ของเมอร์ลินฟาดเข้าให้เสียงของเขานั้นราวกับเป็เสียงของสุนัขตัวหนึ่ง ร่างของเขาร่วงตกลงมายังพื้นอย่างรวดเร็ว
ตูม
เมอร์ลินมองและส่ายศีรษะเล็กน้อยจากนั้นเขาก็หันหลังและเหาะไปยังหอคอยมหาเวทย์ทันที
ทิ้งมิลาสและคนอื่นๆมองแผ่นหลังของเขาด้วยความตะลึงงัน
เมอร์ลินตรงไปยังหอคอยมหาเวทย์อย่างรวดเร็วจากจุดที่เขาจากมาหอคอยนั้นอยู่ห่างประมาณ 10 กิโลเมตรได้ เมื่อเหาะไปได้สักพักเขาก็รู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งกำลังตามเขามา
เมื่อหันหลังกลับไปเมอร์ลินพบว่าเป็มิคาเอลเอลฟ์หูยาวกำลังบินตามเขามา
บิน!
ใช่แล้วมิคาเอลกำลังบิน เขานั้นบินโดยใช้ปีกนกสีขาวที่งอกออกมากลางหลังของเขานี่คงเป็คาถาเวทย์ชนิดหนึ่งของอาณาจักรเมเปิลล์ อาณาจักรโบราณที่เต็มไปด้วยความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ
เมื่อรู้ว่าผู้ตามมาเป็ใครเมอร์ลินก็ละความสนใจแล้วมุ่งหน้าไปหอคอยมหาเวทย์ต่อไป
ด้วยระยะทางหลายกิโลเมตรนั้นระหว่างทางมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่เบื้องล่างจำนวนมากหากเขาไม่ได้เดินทางด้วยการบิน เขาคงจะต้องเสียเวลากับการจัดการสัตว์อสูรพวกนี้เป็แน่
เมื่อบินมาได้ระยะเวลาหนึ่งเขาก็มาถึงหอคอยสิ่งก่อสร้างนี้มีมาั้แ่ยุคโบราณ หอคอยส่งกลิ่นอายเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ออกมา ความใหญ่โตของมันเมื่อเทียบกับมนุษย์คนหนึ่งมนุษย์คนนั้นเทียบได้เท่ากับเศษดินเท่านั้น หอคอยนี้มีความใหญ่โตเป็อย่างมาก
ประตูหินอ่อนบานใหญ่ส่งกลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์ออกมาเพียงแค่บานประตูก็มีความสูงนับสิบๆ เมตรได้แล้วความกว้างของมันสามารถให้คนนับร้อยเดินผ่านโดยพร้อมกันได้ นับได้ว่ายากที่จะอธิบายความใหญ่โตนี้ได้หมด
ทันใดนั้นเองเมอร์ลินก็ได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากด้านหลัง
ตูม!
ทอดสายตามออกไปเขามองเห็นเส้นเปลวเพลิงสีฟ้าที่พุ่งดิ่งเป็แนวยาวตรงมาทางนี้แววตาอันวิปลาสนั้นส่องประกายโดดเด่นมาแต่ไกล คนคนนั้นไม่ใช่ใครเขาคือมิลาสจอมวิปลาส
“เ้านี่เกาะติดยิ่งกว่าปลิงเสียอีก” เมอร์ลินถอนหายใจออกมาและเอ่ย
ร่างของเมอร์ลินร่อนลงยังปากประตูทางเข้าหอคอย เขาเหลือบเห็นกลุ่มคนที่มาถึงก่อนหน้าเขาไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนมาถึงก่อนเขา แต่นั่นก็อาจเป็เพราะเขานั้นกำลังพัวพันกับมิลาสจึงทำให้คนกลุ่มนั้นมาถึงก่อน
คนกลุ่มนี้ย่อมมีฝีมืออยู่ไม่น้อยไม่เช่นนั้นคงจะไม่มาถึงได้รวดเร็วเพียงนี้ และพวกเขาอาจไม่ใช่กลุ่มเดียวที่มาถึงที่นี้เพราะอาจจะมีบางคนหรือบางกลุ่มเข้าไปในหอคอยแล้วก็ได้
เมื่อเมอร์ลินมาถึงเขาถูกสายตาของคนกลุ่มนั้นจ้องมองแต่เขาก็ไม่ได้แยแสเลยแม้แต่น้อย
ไม่รอช้าเมอร์ลินพุ่งตัวมุ่งตรงไปยังประตูด้านในนั้นทันที
เมื่อผ่านประตูเข้ามาเมอร์ลินก็พบกลับห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยลวดลายโบราณ ลวยลายเหล่านี้แสดงถึงความเก่าแก่ของมันภายในห้องโถงแห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยกระแสพลังเวทย์
ใจกลางห้องโถงปรากฏบันไดวนขนาดใหญ่ที่ซึ่งเป็สิ่งเชื่อมต่อกับชั้นต่อไปการขึ้นไปยังหอคอยมหาเวทย์แต่ละชั้นนั้นจำเป็ต้องอาศัยบันไดนี้
การขึ้นบันไดแต่ละชั้นนั้นต้องเผชิญกับความยากลำบากนั่นเพราะการขึ้นหอคอยมหาเวทย์นั้นจะต้องเผชิญกับแรงกดดันพลังเวทย์ที่ถูกส่งออกมาจากยอดหอคอย
เมอร์ลินนั้นไม่้าเสียเวลาเขานั้นลอยตัวและเหาะไปยังบันไดทางขึ้นไปยังชั้นถัดไปทันที
เมื่อไปถึงในส่วนของบริเวณบันไดเขาก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันพลังเวทย์อ่อนๆ มันเป็พลังเพียงเล็กน้อยเพื่อทดสอบความสามารถของคนที่จะขึ้นไปยังชั้นถัดไป
เพียงไม่นานเขาก็ขึ้นไปถึงชั้นแรก้านี้ปรากฏเป็อุโมงค์ทางเดินยาว โดยพื้นที่นี้มีแรงกดดันพลังเวทย์ที่มากกว่าตอนที่เขาอยู่ที่บันไดแต่ยังไงเสียแรงกดดันพลังเวทย์เหล่านี้ก็ไม่มีผลกับเขา มันไม่สามารถคุกคามเขาได้และเขาก็สามารถเคลื่อนไหวได้ดั่งใจราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ภายในอุโมงค์ชั้นนี้มีทางเดินเส้นยาวที่ทอดผ่านเมื่อเมอร์ลินตรงไปเรื่อยๆ เขาก็พบกับทางแยกมากมายเขาสามารถเดาได้ว่าภายในหอคอยแห่งนี้นั้นเป็สถานที่การทดสอบเขาวงกต
ตามหลักการแล้วมันคงมีอุปสรรคแค่สองสามอย่างที่ทดสอบความสามารถของผู้เข้าร่วมหนึ่งในนั้นคือแรงกดดันพลังเวทย์ที่อยู่ในแต่ละชั้น คาดได้ว่าหากขึ้นไปในชั้นถัดๆไป แรงกดดันพลังเวทย์นั้นจะค่อยๆ เพิ่มเข้มข้นและหนาแน่นมากกว่านี้
สองคือเขาวงกตของแต่ละชั้นนอกจากจะมีเงือ่อนไขกำหนดเวลา 7 วันแล้ว แรงกดดันพลังเวทย์ของแต่ละชั้นจะทำให้ผู้เข้าร่วมพบกับความยากลำบากที่มากขึ้นอีกด้วยเรียกได้ว่ามันเป็การทดสอบที่ไม่ซับซ้อนมากนัก ไม่เช่นนั้นแล้วการทดสอบคงไม่จำกัดไว้สำหรับผู้เริ่มต้นและผู้มีอายุน้อยเช่นนี้
เมอร์ลินนั้นยกมือขวาของเขาขึ้นมาทันใดนั้นเองก็ปรากฏอักขระเวทย์สีฟ้าส่องสว่างออกมาด้วยความสามารถของการบรรลุขั้นก่อลำต้นนั่นจึงทำให้เขาสามารถบังคับวัตถุได้อย่างใจนึก ไม่เว้นกระทั่งพลังเวทย์ หากเขามีความคิดที่จะสร้างอักขระเวทย์เพียงแค่เขาสะบัดมือก็สามารถสร้างอักขระเวทย์เ่าั้ได้แล้ว ยิ่งอักขระเวทย์เริ่มต้นที่ใช้พลังเวทย์ไม่มากเขายิ่งสามารถสร้างมันขึ้นมาอย่างรวดเร็วอย่างใจนึก
อักขระเวทย์สีฟ้าตัวหนึ่งปรากฏกลางอากาศไม่นานนักมันก็สลายและกลายเป็วงเวทย์
เมื่อวงเวทย์ปรากฏทันใดนั้นเองคลื่นพลังเวทย์จากวงเวทย์นั้นก็กระจายออกไประลอกคล้ายกับการกระเพื่อมของผิวน้ำ มันครอบคลุมทั่วทั้งชั้นแรกของหอคอย
ภายใต้การรับรู้ของวงเวทย์นี้ทำให้เมอร์ลินสามารถรับรู้ทางออกของเขาวงกตนี้ได้อย่างง่ายดายเขานั้นสามารถหาบันไดทางขึ้นชั้นสองได้ราวกับพลิกฝ่ามือ
เรียกได้ว่าความสามารถอันคดโกงนี้เป็ความได้เปรียบของผู้ใช้อักขระ
คนผู้หนึ่งอาจจะต้องหาทางขึ้นของหอคอยหลายชั่วโมงหรือเป็วันแต่สำหรับเมอร์ลินกลับไม่เป็เช่นนั้น เขาวงกตเหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรคที่เขาต้องกังวลการทดสอบนี้ง่ายเสียยิ่งกว่าการหายใจของเขาเสียอีก
เมื่อเมอร์ลินได้ทราบถึงเงื่อนไขของการทดสอบหอคอยแห่งนี้มันไม่ได้สร้างปัญหาแก่เขา เขาจึงวางใจมากขึ้น เขานั้นไม่รีบเร่งที่จะขึ้นไปแต่อย่างใด
เมื่อไปถึงทางแยกเขาก็พบกับคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังวิ่งผ่านไปด้วยความเร็วพวกเขาเ่าั้กระจายตัวแยกกันไปคนละทิศทาง
นี่อาจเป็รูปแบบการทำงานแบบเป็กลุ่มของพวกเขาการกระจายเส้นทางเพื่อหาทางออกของเขาวงกต เมื่อมีคนพบทางขึ้นชั้นถัดไปพวกเขาคงมีวิธีเรียกรวมพลแล้วฝ่าขึ้นไป้า
รูปแบบการทำงานนี้ถือว่าไม่เลวแต่สำหรับเมอร์ลินแล้วมันไม่จำเป็
เมอร์ลินยังคงเดินทางไปตามเส้นทางที่เขาค้นพบไปเรื่อยๆพักหนึ่งเขาก็ััได้ถึงพลังที่คุ้นเคย เมื่อหันหลังกลับไป เขาก็พบกับคนคนหนึ่ง
ใบหน้าของเมอร์ลินแสดงอาการที่ไม่พึงใจออกมา
“เป็เ้าอีกแล้วเ้าหมาบ้า” เมอร์ลินเอ่ยขึ้นอย่างหน่ายใจ
ถูกต้องแล้วคนคนนั้นคือมิลาสจอมวิปลาสมันตามเมอร์ลินมาอีกแล้ว ใบหน้าดั่งคนวิกลจริตนั้นกำลังพุ่งตรงมายังเขา
รอยยิ้ม เสียงหัวเราะและแววตาอันเบิกกว้างนั้นรวมกันเป็ความวิปลาส
เมอร์ลินไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเ้าหมาบ้าตัวนี้สักเท่าไหร่เขารีบทะยานตัวออกไปด้วยความรวดเร็ว
ไม่นานนักเขาก็ทิ้งห่างมิลาสไปเรื่อยๆจนมาถึงบันไดทางขึ้นของชั้นที่สอง
เพื่อตัดความลำคาญของเ้าหมาบ้าตัวนั้นเมอร์ลินจึงตัดสินใจขึ้นไปยังชั้นถัดๆ ไปเรื่อยๆ ยิ่งขึ้นไปในชั้นที่สูงมากขึ้นเท่าไหร่แรงกดดันพลังเวทย์ก็เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น แต่เขาก็รู้สึกแปลกใจที่ถึงแม้ว่าเขาจะรับรู้ถึงแรงกดดันพลังเวทย์ที่เพิ่มขึ้นแต่เขากลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ กับแรงกดดันพลังเวทย์เ่าั้เลย
ตรงกันข้ามกับหลายคนที่เขาพบในระหว่างเดินทางเมอร์ลินสามารถรับรู้ได้ถึงสีหน้าอันปั่นป่วนของพวกเขาเ่าั้ได้ แรงกดดันพลังเวทย์นี้มีผลกระทบกับคนอื่นๆยิ่งมีแรงกดดันพลังเวทย์มากเท่าไหร่ ความลำบากในการเดินทางของพวกเขาก็ยิ่งเพิ่มทวีมากขึ้นเท่านั้น
เมอร์ลินนั้นสามารถแซงคนที่ขึ้นไปก่อนหน้านี้ได้หลายคนจนกระทั่งมาถึงชั้นที่ 10
เมื่อเขาใช้อักขระเวทย์ตรวจสอบเขาวงกตของชั้นนี้เขาก็พบว่าภายในเขาวงกตชั้นนี้มีห้องลับเล็กๆ แทรกอยู่ และห้องลับเ่าั้ก็มีกลิ่นอายพลังประหลาดที่แผ่พุ่งออกมา
เมอร์ลินรุดไปยังจุดนั้นทันทีเมื่อไปถึงเขาก็พบกับผนังที่เก่าแก่ มันมีลักษณะที่ธรรมดาเป็อย่างยิ่ง หากคนทั่วไปพบเห็นพวกเขาคงไม่ใส่ใจมัน
แต่ไม่ใช่เมอร์ลินที่ใช้อักขระเวทย์ตรวจสอบเขานั้นรับรู้ถึงห้องลับนี้ เพียงใช้ดวงตาแห่งเลเมเกทันกวาดมองไม่นานนักเขาก็พบกับกลไกที่ซ่อนไว้
เมอร์ลินขยับหินเล็กๆที่ติดอยู่กับผนังด้านหน้าเพียงก้อนสองก้อน ครานั้นเองประตูของห้องลับก็เปิดออกมาอย่างง่ายดาย
เมื่อมองไปยังภายในเมอร์ลินก็พบกับหินตราเวทย์ที่มีอยู่เป็จำนวนมาก
ก่อนหน้านี้ที่เขาได้รับรู้ถึงข้อมูลของการทดสอบหินตราเวทย์คือจุดประสงค์ของการทดสอบนี้มันคือสิ่งที่นำไปสร้างผ้าคลุมเวทย์ของแต่ละคน โดยหินเหล่านี้จะมีอยู่ั้แ่ชั้นที่10 ขึ้นไปเท่านั้น
ไม่รอช้าเมอร์ลินคว้าหินตราเวทย์ขึ้นมาก้อนหนึ่งเขาไม่ได้เอามันไปมากกว่านั้น เพราะถึงจะนำออกไปมากเท่าไหร่ หินตราเวทย์เหล่านี้ก็สามารถใช้ได้เพียงก้อนเดียวเท่านั้นและถ้าหากออกจากเกาะแห่งนี้ไป หินตราเวทย์ที่เก็บไว้ก็จะสูญสลายในทันที
หินตราเวทย์นั้นจะมีลักษณะคล้ายกับคริสตันใสภายในของมันนั้นเปล่งประกายราวกับเพชร มันสิ่งของวิเศษที่สามารถหลอมรวมเข้ากับร่างกายของมนุษย์และเปลี่ยนตัวตนให้เป็ผ้าคลุมเวทย์ได้
หากผู้ใช้เวทมนต์สวมใส่ผ้าคลุมเวทย์ที่อยู่ชั้น10 พวกเขาเ่าั้ก็จะสามารถเพิ่มความรุนแรงของเวทย์ได้10 % และแน่นอนว่าถ้าหากสามารถเก็บหินตราเวทย์ที่อยู่ในหอคอยมหาเวทย์ชั้นที่สูงยิ่งๆขึ้นไป เปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มความรุนแรงของเวทย์ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในห้าร้อยปีที่ผ่านมามีคนที่สามารถปีนขึ้นหอคอยมหาเวทย์ได้สูงที่สุดถึงชั้น 20 และเขานั้นก็ได้รับผ้าคลุมเวทย์ที่เพิ่มความรุนแรงของเวทย์20% เลยทีเดียว
จากประวัติศาสตร์ที่เคยบันทึกไว้ที่ผ่านมายังไม่มีผู้ใดที่สามารถขึ้นไปถึงชั้นที่ 38 ได้เลย หากมีผู้ที่ทำสำเร็จได้ไม่ต้องคาดคิดเลยว่าคนผู้นั้นจะได้รับผ้าคลุมเวทย์ที่เพิ่มอำนาจความรุนแรงของพลังเวทย์มากมายขนาดไหน
เมอร์ลินหยุดอยู่ห้องลับที่กักเก็บหินตราเวทย์ได้พักหนึ่งแต่แล้วในเวลาต่อมาเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะที่เป็เอกลักษณ์ที่คุ้นเคย
เคี๊ยกเคี๊ยก เคี๊ยก
“เ้าหมาบ้านั่นตามข้ามาอีกแล้ว” เมอร์ลินแทบจะสบทออกมา เมื่อรู้ว่าคนที่ตามมานั้นคือมิลาส
ทำไมมันถึงตามเขาได้รวดเร็วเพียงนี้
เมอร์ลินไม่เสียเวลาคิดให้มากความเขานั้นทะยานตัวจากไปในทันที
ระหว่างเดินทางนั้นเขาก็ครุ่นคิดว่าทำไมเ้าหมาบ้านั่นถึงขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้อย่างรวดเร็วแถมมันยังตามเกาะตัวเขาได้อย่างแม่นยำ มันเป็ที่ผิดสังเกตเป็อย่างมาก
แม้ว่าเ้าหมาบ้าจะสามารถทนทานกับแรงกดดันพลังเวทย์เหล่านี้ได้แต่อุปสรรคเขาวงกตในแต่ละชั้นควรสร้างความลำบากให้มันมากกว่านี้ แต่มันกลับตามเขามาได้รวดเร็วเป็อย่างยิ่ง
เมื่อรับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากลเมอร์ลินจึงหยุดเพื่อสำรวจร่างกายของเขา
เมอร์ลินใช้เวลาสำรวจอยู่ครู่หนึ่งเขาก็พบว่าที่ปลายเสื้อคลุมของเขานั้นปรากฏเปลวไฟสีฟ้าลุกติดอยู่เปลวไฟนี้ไม่ได้ลุกลามไปส่วนอื่นๆ ของเสื้อคลุมของเขา มันเป็เปลวไฟที่ไม่มีวันดับมันติดนิ่งเกาะติดเสื้อคลุมของเขาราวกับเห็บหมา
“ที่แท้ก็เป็เวทย์สอดแนมของเ้านี่เอง” เมอร์ลินพูดขึ้นพลางยิ้มเยาะ แล้วพูดต่ออีกว่า
“ดี ดีดี นับว่าเ้ามีความฉลาดไม่น้อย เห็นแก่ความฉลาดของเ้า ข้าจะอนุญาตให้เ้าเป็เห็บหมาที่เกาะติดข้ามาดูกันสิว่าเ้าจะมีความสามารถตามข้าได้นานสักแค่ไหน”
เมอร์ลินไม่ได้ดับไฟนั้นทิ้งเขาปล่อยให้ไฟนั้นลุกโชนอยู่ที่ชายเสื้อคลุมของเขาดังเดิม
เด็กน้อยพุ่งทะยานต่อไปข้างหน้าด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเขานั้นมีความคิดที่จะเล่นสนุกกับมิลาส
หลังจากนั้นเมอร์ลินก็มุ่งหน้าขึ้นไปยังชั้นต่อไปเรื่อยๆโดยไม่คิดที่จะหยุดพัก ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดที่จะหยุดแต่เขานั้นเป็ผู้ก่อลำต้นผู้หนึ่ง เขาจึงไม่จำเป็ที่จะต้องหยุดพักดื่มกินอาหารใดๆตัวตนของผู้ฝึกตนนั้นช่วยเขาไว้ได้มาก
เมื่อเวลาผ่านไปเมอร์ลินก็ได้ขึ้นมาถึงชั้นที่ 15 แรงกดดันพลังเวทย์นั้นยิ่งหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมาถึงชั้นนี้มันก็ทำให้เขานั้นหายใจได้ไม่ค่อยสะดวกและการเคลื่อนไหวของเขาก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
ภายในชั้นนี้แรงกดดันพลังเวทย์เริ่มที่มีผลกับเขา
“มันไม่แปลกใจที่หลายคนไม่สามารถฝ่ามันได้เกินชั้น25” เมอร์ลินพูดขึ้น
การเดินทางของเขานั้นช้าลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยความยากลำบากนั้นทำให้เขาใช้เวลาไปกับชั้นที่ 15 อยู่มากทีเดียว และในที่สุดเขาก็ได้มาถึงชั้นที่16 แรงกดดันพลังเวทย์นั้นยิ่งทวีความหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆมันทำให้เขารู้สึกถึงความอึดอัดเป็อย่างยิ่ง
เมอร์ลินเคลื่อนไหวอย่างยากลำบากในชั้นนี้ราวกับว่าตัวเขานั้นกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในน้ำ มันมีความเฉื่อยและความอืดอยู่ในตัว
ไม่เท่านั้นเขายังรับรู้ว่าเ้ามิลาสเห็บหมาผู้ซื่อสัตย์ของเขานั้นติดตามเขามาอย่างเหนียวแน่น เ้านั่นมีความอึดและอดทนเป็อย่างยิ่ง
การติดตามเขามาได้อย่างติดๆถึงชั้นนี้ แสดงให้เห็นว่ามันมีความสามารถที่ไม่เลวเลยทีเดียว
เข้าวันที่2 เมอร์ลินนั้นอยู่ในชั้นที่ 18 เ้ามิลาสเห็บหมานั้นยังตามเขามาติดๆ
ในชั้นนี้เมอร์ลินนั้นไม่สามารถที่จะวิ่งได้อีกแล้วลำพังแค่การเดินก็ยากลำบากแล้วในตอนนี้ ความรู้สึกของเขาในตอนนี้มันเหมือนกับกำลังเดินฝ่ากระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวแรงกดดันพลังเวทย์ที่รุนแรงนั้นแทบจะทำให้เขาทรงตัวได้อย่างยากลำบาก
สภาพของมิลาสในตอนนี้ก็ไม่ต่างกันใบหน้าของมันนั้นดูกัดฟันสู้ทนเป็อย่างยิ่ง ใบหน้าที่วิปลาสนั้นแสดงออกมาด้วยความข่มขื่นร่างกายของมันในตอนนี้ราวกับแก้วที่กำลังจะแตกสลาย
นี่คือบททดสอบของหอคอยมหาเวทย์ที่แท้จริง
ถึงแม้การทดสอบนี้จะมีอุปสรรคเพียงแค่เขาวงกตและแรงกดดันพลังเวทย์แต่เมื่อขึ้นมาอยู่ในชั้นที่สูง พวกเขาเ่าั้ก็จะพบกับความยากลำบากที่แท้จริง นี่แหละคือบททดสอบอันแสนหฤโหดของหอคอยมหาเวทย์
เมอร์ลินเห็นใบหน้าอันกล้ำกลืนของมิลาสแล้วพูดออกไป
"เ้าบ้า!รีบลงไปซะ หากเ้าฝืนไปมากกว่านี้เ้าจะตายและไม่ได้อะไรกลับไปเลย”
ด้วยความสัมพันธ์อันแสนแปลกประหลาดระหว่างเขาทั้งสองคนมันทำให้เมอร์ลินถึงกับออกปากเตือนมิลาส
เคี๊ยก... เคี๊ยก ... เคี๊ยก ...
เมื่อได้ยินคำเตือนจากเมอร์ลินมิลาสกลับหัวเราะด้วยเสียงประหลาดออกมา ไม่ใช่ว่าไม่อยากจะพูดคุยกับเมอร์ลินเพียงแต่มิลาสนั้นไม่สามารถทำได้ เพียงแค่เอ่ยคำๆหนึ่งนั้นแทบจะเรียกได้ว่ายากลำบากแล้วมันจึงทำได้เพียงหัวเราะด้วยเสียงอันข่มขื่นเท่านั้น
หากมิลาสฝืนจนร่างกายแตกสลายเขานั้นจะถูกส่งกลับออกไปจากหอคอยทันที พร้อมทั้งจะต้องสูญเสียหินตราเวทย์ที่เก็บมาอีกทั้งยังต้องสูญเสียระดับในการบ่มเพาะพลังเวทย์ลงอีกครึ่งหนึ่ง
การตายในหอคอยมหาเวทย์นั้นจึงนับว่าเป็สิ่งที่โหดร้ายสำหรับผู้ใช้เวทมนต์
“เ้าเห็บหมาตัวนี้ช่างดื้อดึงนักกลับไปซะก่อนที่เ้าจะสูญเสียทั้งหมด”
ในที่สุดเมอร์ลินก็ลงมือช่วยเหลือมิลาสเขานั้นยกฝ่ามือขึ้นมาแล้วซัดพลังปราณเซียนออกไปยังร่างของมิลาส
ปัง!
เมอร์ลินไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายร่างของมิลาสเมื่อโดนพลังฝ่ามือของเมอร์ลิน มันก็ทำให้ร่างของมิลาสนั้นลอยกลับไปยังทางเข้าของชั้นนี้มิลาสนั้นลอยละลิ้วราวกับว่าวสายป่านขาด
“ข้าสามารถส่งเสริมเ้าได้เท่านี้ต่อจากนี้หากเ้า้าที่จะตายมันก็เื่ของเ้า” พูดจบเมอร์ลินก็มุ่งหน้าเดินทางต่อไป
ด้วยแรงกดดันพลังเวทย์อันมหาศาลนี้ทำให้เมอร์ลินนั้นก้าวเดินได้ยากลำบากเป็อย่างมากนี่เป็เพียงชั้นที่ 18 เท่านั้น เห็นได้ชัดว่าภายใน 5 วันที่เหลือเขาไม่สามารถไปได้ถึงชั้น38 ซึ่งเป็ชั้นที่สูงที่สุดได้อย่างแน่นอน
ผ่านไปเป็เวลาเกือบ5 ชั่วโมงเมอร์ลินนั้นยังไม่สามารถเดินทางไปถึงทางขึ้นของชั้น18 แต่ดีที่เขานั้นได้เก็บเกี่ยวหินตราเวทย์ของชั้นนี้มาแล้วด้วยแรงกดดันพลังเวทย์อันหนาแน่นนี้ทำให้เขาไม่สามารถเดินทางด้วยความรวดเร็วดังเช่นชั้นที่ผ่านมาแรงกดดันพลังเวทย์นี้มันหนาแน่เสียยิ่งกว่าหนาแน่น ราวกับเขากำลังเดินฝ่าแม่น้ำเชี่ยวที่เป็ของเหลวอันเหนียวหนืด
หากขึ้นไปยังอีกชั้นถัดไปเขาจะต้องเผชิญความแรงกดดันพลังเวทย์ที่หนาแน่นมากกว่านี้
เมอร์ลินคิดและตกอยู่ในภวังค์อยู่หลายลมหายใจ
แต่ครานั้นเอง...ดวงตาของเมอร์ลินก็ฉายแววที่เปล่งประกายออกมา
“หนาแน่น!จริงสิ ความหนาแน่น!” เหมือนว่าเมอร์ลินจะคิดอะไรขึ้นมาได้
“เป็ตอนนั้นเหตุการณ์นี้คล้ายกับในตอนนั้น ตอนที่ติดอยู่ในม่านพลังอักขระเวทย์ขั้นสีดำ”
เหมือนแสงสว่างส่องลงมายังตัวเมอร์ลินเขาพึ่งคิดได้ว่าสิ่งที่ทำให้เขารอดออกมาจากม่านพลังอักขระเวทย์ขั้นสีดำได้นั่นคือ "ดวงตาเลเมเกทัน"
ไม่รอช้าเมอร์ลินทำการผนึกพลังเวทย์ลงไปในดวงตาข้างขวาของเขาทันที
เมื่อดวงตาถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังเวทย์พลังอันลึกลับก็ปรากฏออกมา
เป็ไปอย่างที่คาดเมื่อดวงตาเลเมเกทันได้รับพลังเวทย์จากเมอร์ลินทันใดนั้นเองร่างของเขาก็ปรากฏแรงกดดันพลังประหลาดออกมาห้อมล้อม
ร่างของเมอร์ลินนั้นส่องประกายและเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันน่าลี้ลับ
เพียงพลังนั้นปรากฏร่างกายของเมอร์ลินก็สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระอย่างใจคิดในทันที แรงกดดันพลังเวทย์ของหอคอยมหาเวทย์นั้นไม่มีผลใดๆต่อร่างของเขาอีกต่อไป
แรงกดดันพลังเวทย์เหล่านี้มันไร้ผลเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังของเลเมเกทัน