ใบหน้าของกล้าซีดลงเมื่อเขารู้ว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่กองละครหรือความฝันอย่างที่เขาคิดไว้
“คุณกล้าเป็เยี่ยงไรบ้างขอรับ ไอ้แดงมึงไปหาผ้ามาปิดแผลให้คุณกล้าเร็ว”
“ขอรับ” แดงวิ่งออกจากเรือนหลังเล็กไป
“ด่างผมถามหน่อย ปีนี้ปีอะไร”
“ปีจอขอรับ”
“ไม่ ๆ ผมหมายถึง พอศออะไร ไม่สิ น่าจะจอศอ”
“ปีรัตนโกสินทรศกที่หนึ่งร้อยสี่สิบขอรับ”
“รัตนโกสินทรศก!” กล้าทวนคำของด่างอีกครั้ง
“คุณกล้าขอรับ” ด่างเอ่ยเรียกนายของมัน ใบหน้าเผือดสีของกล้าทำให้ด่างรู้สึกกระวนกระวายใจ ทั้งอาการเหม่อลอยคล้ายคนจิตหลุดนั่นอีกเล่า แต่ยังไม่ทันเอ่ยอันใดกันต่อ เสียงฝีเท้าของแดงก็ดังตึงตังวิ่งเข้ามาภายในเรือนพร้อมกับผ้าขาวในมือ แดงจัดการทำแผลให้กล้าโดยการใช้เศษผ้ารวบแล้วมัดเป็ปมหลวม ๆ
“คุณกล้ากลับเรือนเถิดขอรับ บ่าวของคุณหญิงชื่นกำลังนำยาต้มไปให้ที่เรือนแล้วขอรับ หากบ่าวของคุณหญิงชื่นไม่เจอคุณกล้าบนเรือนบ่าวเกรงว่าจักเป็เื่ใหญ่ได้ขอรับ”
กล้ายอมกลับไปที่เรือนตามคำบอกกล่าวของด่างและแดงด้วยท่าทางเลื่อนลอยไร้สติ เขายังคงสับสนอยู่มาก ถ้าหากว่าที่แห่งนี้เป็เื่จริงแล้วตัวเขาในปัจจุบันล่ะ?
เมื่อกลับมาถึงเรือนบ่าวของคุณหญิงชื่นที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วก็ยื่นชามยาต้มให้กล้าทันที
“ยาต้มเ้าค่ะคุณกล้า”
“อืม เอาวางแบบนั้นแหละเดี๋ยวผมจะกิน”
“เ้าค่ะ”
บ่าวหญิงที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตานั่งรอจนกว่ากล้าจะดื่มยาที่ท่านหมอได้จัดมาให้ ความรู้สึกกระอักกระอ่วนกำลังก่อตัวขึ้น ไม่ใช่เพราะว่าเขาเหม็นกลิ่นยาสมุนไพรโบราณ แต่เป็เื่สุดประหลาดที่เกิดขึ้นเสียมากกว่า ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าและวิทยาศาสตร์ไปไกล แต่กล้ากลับย้อนกลับมาในอดีตโดยหาสาเหตุไม่ได้ เมื่อนั่งวิเคราะห์และทบทวนดูแล้วเหตุการณ์แปลก ๆ เหล่านี้ คล้ายว่ามันจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาพยายามจะอ่านหนังสือนิยายเล่มนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ กล้าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พลางใช้สายตาจับจ้องไปที่บ่าวสองคนที่นั่งตัวเกร็งแล้วลอบมองมาที่กล้าและทำตัวแปลก ๆ เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวขมวดคิ้ว เดี๋ยวเกาหัว เพื่อไม่ให้ทั้งสองคนมองว่าเขาบ้า กล้าจึงรีบยกชามยาขึ้นมาดื่มจนหมด แล้วเดินหนีกลับเข้าไปในห้องนอนของตน
่หัวค่ำหลังจากพระอาทิตย์ตกดิน บรรยากาศของบ้านเมืองในยุคสมัยนี้ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ยิ่งทำให้เขารู้สึกวังเวง จู่ ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น กึก! กึก! “คุญกล้าขอรับให้บ่าวกางมุ้งให้หรือไม่ขอรับ” เสียงของแดงดังเข้ามา คงเพราะด่างยังเจ็บอยู่แดงจึงมารับใช้เขาแทน
กล้าเดินไปปลดล็อกกลอนประตูเพื่อให้แดงเข้ามาจัดการกางมุ้งให้เรียบร้อย
“บ่าวเฝ้าอยู่หน้าหอนอนหนาขอรับ หากคุณกล้ามีอันใดเรียกบ่าวได้ขอรับ”
“ได้ ขอบคุณนะ”
“มิเป็ไรขอรับคุณกล้า” แดงก้มหน้าแล้วคลานเข่าออกจากห้องนอนไป เพื่อให้เ้านายได้พักผ่อน
เสียงฆ้องตีหนึ่งครั้งเป็การบอกเวลาในสมัยก่อน กล้ามองออกไปนอกหน้าต่างคืนนี้เป็คืนเดือนเพ็ญ พระจันทร์ในยุคสมัยนี้ดวงสวยและแสงจ้ากว่าในยุคปัจจุบันที่เขาจากมามาก อาจจะเป็เพราะยุคปัจจุบันในเมืองหลวงนั่นเต็มไปด้วยแสงไฟทำให้เขามองไม่เห็นท้องฟ้าในยามค่ำคืนแบบนี้ ในใจพลันนึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้น ยกมือขึ้นมาดูแผลบนนิ้วชี้อีกครั้ง ‘เห้อ เอาไงละทีนี้ เื่จริงสินะ ยังดีที่ลองเอามีดตำนิ้วหากถ้าวิ่งลงคลองตอนนี้คงได้ตายจริง’ กล้าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เดินกลับไปนั่งบนเตียงแล้วเอนตัวลงนอนหงาย มือขวายกขึ้นมาก่ายหน้าผาก แต่จู่ ๆ เขาก็นึกถึงหน้าของหมื่นบดินทร์ ผู้ชายผิวเข้มตาคม ‘หมื่นบดินทร์คนนั้นต้องรู้อะไรเกี่ยวกับเราบ้างแน่ ๆ คิดมากไปก็แค่นั้น พรุ่งนี้ต้องไปสืบเื่ของท่านหมื่นคนนั้นสักหน่อยดีกว่า’ กล้าพลิกตัวนอนตะแคงเหลือบตาาไปมองเห็นกองเสื้อผ้าของหมื่นบดินทร์ที่เขาอ้วกใส่กองอยู่ตรงมุมห้อง พลางยิ้มขำออกมา ‘ผมต้องหาทางกลับบ้านให้ได้ และคนที่น่าสงสัยที่สุดคงเป็ตาหมื่นนั่น’ อากาศเย็นยามค่ำคืนและเสียงร้องของกบเขียดที่ดังเซ็งแซ่ทำให้คนหลงยุคแบบกล้าตาปรือจนคล้อยหลับไปในที่สุด
“คุณกล้าขอรับ ตื่นเถิดขอรับเช้าแล้วหนา” เสียงของแดงปลุกกล้าให้ตื่นจากนิทรา กล้าค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้า ๆ มองไปรอบ ๆ ในใจก็อยากให้เื่นี้เป็เพียงฝัน แต่ร่างของเขาที่นอนอยู่ในมุ้งและฟูกที่ไม่ใช่เตียงนุ่ม ๆ ย้ำเตือนให้รู้ว่าที่นี่ยังเป็สถานที่เดิม คืออดีตที่เขาหลงเข้ามาและไม่ได้แค่ฝันไป
“คุณกล้าขอรับ ตื่นเถิดขอรับ บ่าวจักเคาะประตูหนาขอรับ”
“เออ ตื่นแล้ว ๆ” กล้วงัวเงียลุกขึ้นมองออกไปข้างนอก ‘เช้าอะไรฟ้ายังมืดอยู่เลย’ เขาเดินออกไปปลดกลอนประตูออก
“มีอะไรแต่เช้ามืด”
“กิ่งข่อยและเกลือสีฟันขอรับ” บ่าวชื่อแดงยื่นกิ่งไม้หน้าตาแปลก ๆ ให้กล้า
“เอาไว้ทำอะไรอ่ะ”
“สีเขี้ยวขัดฟันมิให้แมงกินฟันขอรับ”
“อ๋อแปรงฟันสินะ คนโบราณนี่ก็เก่งเหมือนกันนะ” กล้าพูดจบเข้าก็รับกิ่งข่อยและขันน้ำขึ้นมาสีฟัน กิ่งไม้ที่ปลายอ่อน ๆ เมื่อชุบน้ำแล้วนำมาขัดฟันก็รู้สึกว่าฟันสะอาดขึ้นต่อให้จะไม่เท่าแปรงฟันในยุคปัจจุบันก็เถอะ เอาไว้ถ้าเขาว่าง ๆ เขาจะลองทำแปรงฟันขึ้นมาใช้เองดู อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาใช้ชีวิตในอดีตได้ง่ายขึ้น
“ผ้าขอรับคุณกล้า” แดงยื่นผ้าให้หลังจากที่เขาล้างหน้าเสร็จเรียบร้อย
“เช้า ๆ แบบนี้คนอื่นเขาทำอะไรกัน”
“บ่าวในบนเรือนจักเตรียมกิจ บ่าวชายจักหาฟืนเติมไฟหุงข้าว บ่าวหญิงจักเตรียมข้าวปลาอาหารสำรับตักบาตรพระขอรับ”
“อ่อ อืม... โรงครัวอยู่ที่ไหนพาไปหน่อยสิ”
“ขอรับทางนี้ขอรับ” แดงรู้สึกแปลกใจกับการกระทำของคุณกล้า คนผู้นี้ทั้งกิริยามารยาทแตกต่างจากคุณกล้าคนเดิมราวกับเป็คนละคน ทั้งภาษาที่พูดรวมถึงเื่ความทรงจำต่าง ๆ ทั้งสิ่งของที่ใช้อยู่เป็เนื่องนิจกลับสงสัยใคร่รู้ราวกับว่าไม่เคยใช้ ครั้นจักว่าหลงลืมก็มิใช่ เพราะสถานที่ในเรือนที่เติบใหญ่มาคุณกล้าก็ยังไปมิถูกเหมือนกับว่าเขามิเคยมาสถานที่แห่งนี้มาก่อน แต่ต่อให้แคลงใจแค่ไหนเขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามเพราะกลัวว่าจักมีภัยมาถึงตัว บ่าวอย่างไรก็คือบ่าว
กล้าเดินตามหลังของแดงจนมาถึงโรงครัว ซึ่งเป็เรือนไม้เปิดโล่งยกสูงจากพื้นไม่มากนัก บ่าวในเรือนมากหน้าหลายตากำลังโหวกเหวกเสียงดัง บ้างถามหาพริก บ้างถามหาขิงจนวุ่นวายไปหมด แดงหยุดเท้าลงแล้วเอ่ยห้ามคุณกล้าไม่ให้เข้าไปข้างใน
“คุณกล้ายืนอยู่กงนี้เถิดขอรับ”
“อืม ตรงนี้สินะโรงครัว แล้วห้องน้ำล่ะ”
“คุณกล้ามาถึงโรงอาบน้ำหรือขอรับ”
“เออ อันนั่นแหละ”
“ทางนี้ขอรับ”
แดงเดินมาหยุดอยู่หน้าเรือนไม้เปิดโล่ง ภายในมีตุ่มใส่น้ำขนาดใหญ่ บนพื้นมีแคร่นั่งยกสูงขึ้นมาจากฐาน “ถึงแล้วขอรับ”
กล้าพิจารณาโรงอาบน้ำ มันไม่เหมือนห้องน้ำสมัยของตนเพราะไม่มีกำแพงหรือประตูกั้นไว้แถมยังเปิดโล่งโจ้งให้คนอื่นเห็น มันน่าจะมีประตูกั้นไว้หน่อยสิ ไม่มีความไพรเวทเลย แล้วผมจะอาบน้ำยังไงละเนี้ย กล้าพลันนึกถึง่เวลาอาบน้ำที่ต้องแก้ผ้าเย้ยฟ้าท้าดินก็รู้สึกเหมือนฟ้าจะฝ่าอยู่รำไร
“อยากอาบน้ำ”
“คุณกล้าอยากอาบน้ำหรือขอรับ”
“อืม จะอาบน้ำ”
“มิมีผู้ใดอาบน้ำตอนย่ำรุ่งหนาขอรับ”
“ผมนี่แหละจะอาบ แดงไปหาผ้าเช็ดตัวให้หน่อย”
“คืออันใดขอรับ”
“ผ้าที่เอาไว้เช็ดร่างกายหลังจากอาบน้ำเสร็จไง”
“ผ้าขาวม้าหรือขอรับ”
“เออนั่นแหละ”
“รอประเดี๋ยวขอรับ บ่าวจักรีบไปหยิบให้ขอรับ” แดงวิ่งกลับเรือนไปเอาผ้าขาวม้าที่ตากอยู่บนเรือนกลับมาให้กล้าระยะทางจากเรือนหลังเล็กของกล้ากับโรงอาบน้ำอยู่ไม่ไกลกันมาก เพียงไม่กี่นาทีแดงก็กลับมาพร้อมกับผ้าขาวม้าในมือ
“ได้แล้วขอรับ”
กล้ารับผ้าขาวม้าแล้วนำมาพันรอบเอวก่อนจะบรรจงเปลื้องผ้าทีละชิ้นจนเหลือเพียงผ้าขาวม้าที่ปิดร่างของเขาไว้
“แล้วนี่ยืนทำอะไรอ่ะ”
“บ่าวยืนรอคุณกล้าาขอรับมีอันใดบ่าวจักได้รับใช้”
“โอ้ย ผมจะอาบน้ำ ไปรอบนเรือน”
“แต่ว่า คุณ..”
“เออ ไปรอบนเรือนเดี๋ยวผมก็อาบเสร็จแล้ว”
“ได้ขอรับ” แดงวิ่งกลับไปที่เรือนอย่างว่าง่าย
เมื่อบ่าวชื่อแดงหายออกไปจากระยะสายตา ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี มีแสงสว่างรำไรให้เห็นถึงท้องฟ้ายามเช้า กล้ามองไปรอบ ๆ เห็นฝักมะขามเปียกและใยบวบวางข้าง ๆ ตุ่มน้ำ เขาเดินเข้าไปใช้ขันน้ำตักทำราดลงบนตัว มือหยิบฝักมะขามเปียกมาขัดถูไปตามผิว หลังจากนั้นก็หยิบใยบวบมาขัด ๆ ถู ๆ ตามร่างกาย “น่าจะมีเครื่องทำน้ำอุ่นไว้บ้างก็ดีนะ” ใครจะไปคิดว่าน้ำในตุ่มจะเย็นจัดจนตัวสั่น กล้ารีบจัดการชำระล้างร่างกาย ให้เสร็จสรรพแล้วรีบเดินขึ้นเรือนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าตัวใหม่ เขาเลือกโจงกระเบนสีน้ำเงิน สวมเสื้อแขนสั้นสีขาว กล้ามองตัวเองในกระจกทองเหลือง มองภาพสะท้อนของตนที่แต่งกายเหมือนคนโบราณ จนอดขำไม่ได้ ‘หึ เรานี่มันก็ใช่ได้อยู่นะ ไหนดูสิคุณกล้า อืม... แต่ว่าผมนี่ยาวไปหน่อยแต่ไม่เป็ไรเดี๋ยวไอ้กล้าคนนี้จะเปลี่ยนทรงผมให้คุณกล้าเองนะขอรับ” กล้าพูดกับตัวเองในกระจกพลันหยิบกรรไกรที่วางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา บรรจงตัดผมของตัวเองออก “ไหนดูสิ ถ้าไม่อยากให้ดูแปลกไปมากเอาทรงเปิดข้างละกัน ส่วนข้างหน้าก็ตัดยาวลงมาเลยคิ้วขึ้นมาหน่อยเผื่อเอาไว้เสย โอเค แค่นี้ก็เสร็จ นิวคุณกล้าอิสคัมมิ่ง” หลังจากตัดผมตัวเองเสร็จก็เปิดประตูออกไปนอกเรือน สูดรับอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า แสงแดดแรกของวันสาดลงมากระทบที่ใบหน้าของกล้า แม้ว่าไม่รู้ว่าเขาย้อนอดีตมาที่นี่ได้ยังไง แต่ก็ยังเชื่อว่าสักวันมันต้องมีหนทางกลับไปได้อย่างแน่ ๆ แต่ ณ เวลานี้ไหน ๆ เขาก็ย้อนอดีตกลับมาทั้งทียังไงก็ขอใช้เวลาในสถานที่แห่งนี้ให้คุ้มค่าสักหน่อยก็แล้วกัน กล้ายกมือขึ้นกอดอกแล้วมองออกไปนอกเรือน ในหัวก็เริ่มครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะทำต่อจากนี้...