ติงเหว่ยจัดเสื้อผ้ากับทรงผมที่ยุ่งเหยิงแล้วนั่งลงบนรถเข็นจากนั้นก็สั่งการอวิ๋นอิ่งเบาๆ ว่า“ช่วยข้าเก็บลูกธนูและเข็มเงินให้เรียบร้อยหน่อย ข้าจะกลับแล้ว”
อวิ๋นอิ่งยังอยากพูดอะไรแต่ติงเหว่ยกลับหมุนรถเข็นออกไปด้วยตนเองแล้ว
ไม่รู้ว่ากงจื้อหมิงยืนอยู่นอกกระโจมมานานเท่าไรแล้วลมหนาวพัดจนเสื้อคลุมของเขาปลิวไปมา และสีหน้าของเขาก็ซีดเซียว
ติงเหว่ยออกมาเห็นเขาราวกับว่านางคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว นางไม่มีความประหลาดใจเลยแม้แต่น้อยกลับยังยิ้มเหมือนเพิ่งกลับมาจากการเดินซื้อของและพูดทักทายว่า “เอ๋วันนี้ท่านงานเสร็จเร็วขนาดนี้เลย? แล้วนี่มารับข้าหรือ?”
กงจื้อหมิงมองไปยังแววตาที่สว่างสดใสของนางนอกจากความสดใสแล้วก็ไม่มีเงามืดใดๆ เลย ไม่รู้เหตุใดเขาถึงรู้สึกเบาใจขึ้นมาทันทีเขาตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ใช่ วันนี้งานน้อยก็เลยมาคอยอารักขาเจ้า”
พูดจบเขาก็เดินไปข้างหน้าห่มเสื้อคลุมให้นางอย่างแน่นหนา แล้วค่อยๆ ดันรถเข็นกลับไปช้าๆ
ติงเหว่ยย่นตัวเข้าไปในเสื้อคลุมหนาเผยเพียงใบหน้าขาวเนียนนางยิ้มอย่างสดใสและคุยโวว่า “ช่วงนี้ข้าฝึกการใช้เข็มบินได้ดีมากๆ แทบไม่พลาดเลยอีกไม่กี่วันข้าจะฝึกยิงเป้าที่ขยับได้คิดว่าภายในครึ่งปีข้าคงจะเป็นเซียนในยุทธจักรแล้ว!”
แววตาของกงจื้อหมิงทอประกายขึ้นมาครู่หนึ่งเขายิ้มและตอบว่า “เมื่อถึงตอนนั้นท่านผู้อาวุโสเหว่ยคงจะให้เจ้าท่องยุทธภพเป็นแน่เจ้าอย่าตอบรับนะ มิเช่นนั้นยุทธภพก็คงจะมีสงครามนองเลือดอีกครั้ง…”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”ติงเหว่ยหัวเราะอย่างสดใส “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ข้าแค่ฝึกทักษะเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ให้คนอื่นไม่มารังแกข้าก็พอแล้ว”
ทั้งสองเดินไปคุยกันไปเหมือนพูดคุยเรื่องซื้อของหรือไปเยี่ยมญาติตามปกติบางครั้งก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ทั้งที่ความจริงแล้วหนึ่งคนเพิ่งจะสร้างสงครามนองเลือดในเมืองกั้นโจวส่วนอีกคนก็เพิ่งใช้คนเป็นๆ มาเป็นเป้าซ้อม
แต่สำหรับพ่อแม่เพื่อความปลอดภัยของลูกแล้ว ต่อให้จะกลายเป็นปีศาจในสายตาคนอื่นแล้วจะทำไมเล่า?
กองทัพหยุดอยู่ที่นอกเมืองกั้นโจวเป็นเวลาเจ็ดวันในเช้าวันหนึ่งก็ออกเดินทางขึ้นเหนืออีกครั้งทหารทุกนายต่างก็มีไฟแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้งพวกเขาขี่ม้าตัวสูงใหญ่กวัดแกว่งหอกในมือด้วยความตื่นเต้น เขาแทบอยากจะได้รบอย่างที่ตั้งใจแม้จะไม่ได้ใช้ “อาวุธลับ” แต่แค่ได้ออกรบด้วยดาบและหอกก็ยังดีขอให้พวกเขาได้ดื่มด่ำเลือดที่ขาดแคลนมานาน
ทว่าน่าเสียดายโลกนี้จะไปมีคนโง่เขลาได้อย่างไร?
ได้ข่าวว่าทุกเมืองยอมแพ้หมดแล้วเมืองหลูโจวที่มีทหารอยู่เพียงสองพันนายก็ยังยอมจำนนอย่างรวดเร็ว
ทหารสอดแนมที่ส่งออกไปกลับมารายงานว่าเหล่าขุนนางและชนชั้นสูงของเมืองหลูโจวได้คุกเข่าอยู่หน้าประตูเมืองอีกแล้ว
เหล่าผู้บัญชาการทหารทุกคนจึงเหมือนหมดกำลังใจและไม่มีใครมีความกระตือรือร้นอีกต่อไปแม้กระทั่งกงจื้อหมิงก็หมดความสนใจในการเจรจาเขาส่งฟางซิ่นที่ไม่ยอมทำงานของตนเองออกไปแทนส่วนเขาก็นำกองทัพใหญ่ไปยังเมืองถัดไปอย่างรวดเร็ว
ฟางซิ่นเองก็ไม่อยากจัดการกับปัญหาภายในเมืองมากเท่าไรนักแต่กงจื้อหมิงมีขุนนางฝ่ายบุ๋นอยู่ข้างกายน้อย หากเขาไม่ออกหน้าจริงๆก็ไม่มีคนที่ใช้การได้อยู่ดีดังนั้นเขาจึงต้องกัดฟันนำทหารม้าสองร้อยนายเข้ามาในเมือง
ติงเหว่ยดีใจที่ฟางซิ่นถูกทิ้งไว้นางรีบส่งเหล่าทหารหญิงไปที่นั่น และเงินที่ใช้เปิดร้านก็ขอยืมที่ฟางซิ่นก่อนในฐานะที่เขาเป็นพี่ชาย จะเป็นพี่ชายแค่ในเวลามื้ออาหารไม่ได้ ต้องช่วยเหลือในยามจำเป็นด้วย
ฟางซิ่นขี่ม้านำไปที่หัวขบวนจากคำบอกเล่าที่ได้รับจากเหล่าทหารหญิงเขาไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีแต่เขาก็ไม่ไล่เหล่าทหารหญิงกลับไป อย่างน้อยมีพวกนางอยู่ในเมืองหลูโจวในช่วงนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องปากท้องอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ตลอดทางที่กองทัพอี้จวินมุ่งหน้าขึ้นทางเหนือเมืองที่ยกทัพผ่านทั้งหมดนั้นไม่ต้องสูญเสียทหารแม้แต่นายเดียวก็ยึดครองมาได้ ยังมีทั้งอาหารและยุทโธปกรณ์ทดแทนกองทัพสามแสนนายก็เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปสู่เมืองหลวง
ทุกที่ในเมืองหลวงตอนนี้ราวกับเป็นหม้อน้ำที่กำลังไฟลุกเดือดพลุ่งพล่านเป็นอย่างมากถึงขั้นที่ว่ามีน้ำเดือดกระเด็นออกมาข้างนอกไม่หยุด
แน่นอนว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความร้อนเป็นอันดับแรกก็คือนางในและขันทีในวังหลวงผู้ที่วันนี้กำลังยุ่งอยู่แต่พรุ่งนี้เช้าอาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว พวกเขามีความเสี่ยงที่จะสิ้นลมหายใจได้ตลอดเวลาทำให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มคนที่หวังให้กองกำลังอี้จวินยึดครองเมืองหลวงได้สำเร็จมากที่สุด
ไม่ว่าใครจะเป็นฮ่องเต้พวกเขาก็ยังคงทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้อย่างเต็มที่ต่อให้ท่านแม่ทัพใหญ่จะฆ่าคนมากมายอย่างไรก็ไม่เหมือนกับฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่ฆ่าพวกเขาอย่างไร้เหตุผลเหมือนกับบี้มดตายไม่มีผิด
ความคิดเช่นนี้เริ่มแพร่กระจายในวังหลวงและค่อยๆกระทบถึงเหล่านางสนมด้วย เมื่อวันก่อนมีหญิงงามคนหนึ่งไม่รู้ว่านางพูดอะไรทำให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ทรงกริ้วจนสั่งให้นางถูกเฆี่ยนจนเสียชีวิตหญิงงามที่เคยสวยงามอยู่ดีๆ กลับถูกเฆี่ยนตีจนสุดท้ายกลายเป็นโครงกระดูกโดยไม่เหลือชิ้นดีการกระทำอันโหดร้ายเช่นนี้ทำให้ทุกคนในวังหลวงรู้สึกว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย
วันนี้เซียวกุ้ยเฟยที่เคยได้รับความโปรดปรานมาโดยตลอดได้รับการเรียกตัวนางตกใจจนเกือบจะล้มลงเมื่อได้ยินข่าว และสั่งการบรรดาสาวใช้ด้วยใบหน้าซีดเซียวเพื่อให้เร่งแต่งหน้าแต่งตัวให้นางไม่ง่ายเลยกว่าจะเดินไปถึงตำหนักไท่จี๋เตี้ยนสีหน้าของซือหม่าเชวี่ยนก็ดำคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อเสียอีก
ไม่ทันที่เซียวกุ้ยเฟยจะได้ทำความเคารพและส่งยิ้มหวานที่เป็นท่าไม้ตายออกมาจอกเหล้าเคลือบสีสันก็ถูกขว้างมาใส่
“นางบ่าวทรามแม้แต่เจ้าก็ดูแคลนข้าอย่างนั้นหรือ? เจ้าคงจะใช้ชีวิตพอแล้วสินะ!”ซือหม่าเชวี่ยนโกรธจัดจนตาแดงก่ำ เขายกมือขึ้นแล้วตะโกนว่า “เข้ามา!”
“ฝ่าบาท!”เซียวกุ้ยเฟยตกใจจนแทบกระโดดขึ้นมา เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆเอาไว้นางไม่สนใจอะไรอีกต่อไป นางก้าวไปข้างหน้าและกอดแขนของซือหม่าเชวี่ยนเอาไว้“ฝ่าบาททรงระงับโทสะไว้ก่อน เพราะข้าจะสวมชุดใหม่ให้ฝ่าบาทดูถึงได้มาช้า ฝ่าบาทหรือพระองค์ไม่เห็นว่าชุดนี้สวยงามหรอกหรือ?”
ในขณะที่นางพูดอยู่ก็ทำท่าทียั่วยวนโดยแกล้งทำให้เสื้อตกลงมาเผยให้เห็นไหล่ขาวนวลของนางปรากฏว่าทันทีที่ซือหม่าเชวี่ยนเห็นก็ล้มเลิกความคิดเรื่องจะฆ่านางและหันไปดึงนางเข้ามาในอ้อมแขน เขาถอดเสื้อผ้าของนางออกทั้งหมดจากนั้นก็ลงมือร่วมรักกับนางบนพรม
แม้ผู้นำสกุลเซียวจะตายไปแต่ก็เป็นหนึ่งในตระกูลที่สำคัญของซีเฮ่า และเซียวกุ้ยเฟยซึ่งเป็นบุตรสาวคนโตของสกุลเซียวตั้งแต่เล็กจนโตนางเติบโตขึ้นมาอย่างมีเกียรติ แต่ตอนนี้ถูกซือหม่าเชวี่ยนกดลงกับพื้นเหมือนสตรีต่ำต้อยที่สุดในสายตาของเหล่าข้ารับใช้ที่มองอย่างสนุกสนาน นางรู้สึกอับอายจนเกือบจะเป็นบ้าแต่ตอนนี้ซือหม่าเชวี่ยนกำลังฆ่าคนอย่างบ้าคลั่ง เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของนางไว้นางจึงทำได้เพียงอดทนต่อไป
ในขณะที่สมองของนางกำลังครุ่นคิดอย่างบ้าคลั่งทว่าปากของนางกลับพยายามร้องเอาใจ รอจนซือหม่าเชวี่ยนเสร็จกิจแล้วนางก็มีความคิดหนึ่งขึ้นมาจริงๆ
“ฝ่าบาท”เซียวกุ้ยเฟยพูดออกมาอย่างออดอ้อน นางพิงอยู่ในอ้อมแขนของซือหม่าเชวี่ยนและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถมากจริงๆข้ารู้สึกเหมือนจะขึ้นสวรรค์ไปแล้ว!”
ซือหม่าเชวี่ยนปลดปล่อยความโกรธออกไปและความโกรธในใจเหมือนจะลดลง เขาบีบหน้าอกของเซียวกุ้ยเฟยอย่างแรง แล้วหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ว่า“สนมรักช่างรู้จักปรนนิบัติรับใช้ วันนี้ไม่ต้องกลับไปแล้วอยู่คอยปรนนิบัติรับใช้ข้าที่นี่ ข้าจะให้เจ้าได้เห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้!”
เซียวกุ้ยเฟยในใจก็รู้สึกอกสั่นขวัญแขวนและแอบด่าซือหม่าเชวี่ยนในใจว่าเก่งแต่กับสตรี แต่ใบหน้าของนางกลับยังคงยิ้มหวาน“ข้าก็อยากอยู่กับฝ่าบาทไปตลอดชีวิตแต่น่าเสียดายที่ฝ่าบาทยังมีงานราชการให้จัดการข้าได้ยินมาว่าเจ้าคนชั่วกงจื้อหมิงอยู่ห่างจากเมืองหลวงอีกแค่สี่ร้อยลี้แล้วถ้าฝ่าบาทไม่จัดการเขา เกรงว่าเขาอาจจะมารังแกฝ่าบาทได้!”
ซือหม่าเชวี่ยนรู้สึกเจ็บใจจากการโดนพูดแทงใจดำเขาโมโหขึ้นมาทันทีและยื่นมือไปจะผลักเซียวกุ้ยเฟยออกแต่นึกไม่ถึงว่านางจะพูดต่อว่า “ฝ่าบาทเองก็เช่นกันถึงแม้ว่าพระองค์จะนึกถึงความผูกพันที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆไม่เหมือนกับเขาที่ไม่คิดถึงมันเลยแม้แต่น้อย ยังไงพระองค์ก็ไม่ควรจะยอมให้เขามากเกินไปบ่าวได้ยินมาว่ากงจื้อหมิงกับองค์หญิงชิงเฉิงมีสัญญาหมั้นหมายกันถ้าจะพูดขึ้นมาแล้วเขาก็ยังเป็นราชเขยของฝ่าบาทนี่นา!เป็นครอบครัวเดียวกันจะมาสู้รบกันอยู่ทำไม? มิสู้ส่งคนให้เอาจดหมายไปให้กงจื้อหมิงให้เขารีบอภิเษกสมรสกับองค์หญิง ฝ่าบาททรงเอ็นดูองค์หญิงถึงเพียงนี้ พอถึงตอนนั้นค่อยยกแผ่นดินทางตอนใต้ของแม่น้ำลี่สุ่ยให้เป็นสินเดิมขององค์หญิงฝ่าบาทเห็นว่าเป็นเช่นไร?”
ซือหม่าเชวี่ยนได้ฟังก็เริ่มมีความหวังเขาแอบโกรธตนเองที่ลืมเรื่องสัญญาหมั้นหมายนี้ไป ตอนแรกท่านอ๋องเคยพูดถึงเรื่องนี้แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้แลกเปลี่ยนของแทนใจกัน เขาจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีประโยชน์อย่างมากในวันนี้
ส่งน้องสาวออกไปหนึ่งคนแลกแผ่นดินครึ่งหนึ่งกลับมา นี่เป็นการซื้อขายที่คุ้มค่าดีจริงๆ!
แน่นอนว่าเขายังมีความทะเยอทะยานและใช่ว่าเขาไม่อยากนำกองทัพออกไปสู้รบและฆ่าฟันกองทัพอี้จวินของกงจื้อหมิงแต่ประการแรก เขาเคยเห็นความสามารถของกงจื้อหมิงกับตาตนเอง ซึ่งไม่มีผู้ใดในซีเฮ่าสามารถเทียบได้หากไม่เช่นนั้นเขาก็คงจะไม่ตัดสินใจวางยาพิษเพื่อกำจัดกงจื้อหมิงทิ้งไปมิเช่นนั้นต่อให้เขาได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ก็คงไม่สามารถควบคุมแผ่นดินซีเฮ่าได้ประการที่สองกองทัพที่เฝิงหยงนำไปแสนกว่านายนั้นคือทหารทั้งหมดที่เขามีขณะนี้กองทัพทั้งหมดถูกกงจื้อหมิงยึดไปแล้วนอกจากทหารสามพันนายในเมืองหลวงแล้วเขาก็ไม่มีกำลังทหารที่ใช้ได้อีก
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เขาก็เริ่มกัดฟันด้วยความโมโห ก่อนจะตบก้นของเซียวกุ้ยเฟยอย่างแรง “เจ้าเฝิงหยงสมควรตายจริงๆไอ้คนเจ้าเล่ห์ แอบส่งครอบครัวของตนเองออกไปก่อนไม่เช่นนั้นข้าคงได้ฆ่าล้างตระกูลเขาไปแล้ว!”
เซียวกุ้ยเฟยเกือบกระอักเลือดจากการโดนตีแต่ก็ยังคงกัดฟันอดทนไว้ นางยกมือขึ้นคล้องคอซือหม่าเชวี่ยน “ฝ่าบาททรงโปรดระงับโทสะเสียก่อนหากกงจื้อหมิงได้เป็นราชเขยของท่านแล้ว เฝิงหยงก็ไม่สำคัญอะไรบางทีอาจส่งตัวมาให้ฝ่าบาทฆ่าเพื่อระบายอารมณ์ก็เป็นได้!”
ซือหม่าเชวี่ยนได้ยินคำนี้แล้วรู้สึกสบายใจขึ้นมาแต่เมื่อคิดถึงนิสัยของน้องสาวเขาก็เริ่มลังเลเล็กน้อยสุดท้ายก็ผลักเซียวกุ้ยเฟยออกไปด้วยความรำคาญ “เจ้ากลับไปซะที่นี่ไม่ต้องการให้เจ้ามาปรนนิบัติรับใช้แล้ว!”
เซียวกุ้ยเฟยรู้สึกเหมือนรอดพ้นจากการประหารนางแทบอยากจะรีบหลบหนีออกไปทันทีแต่ก็ยังต้องทำท่าเสแสร้งแสดงความอาลัยอาวรณ์ด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยขณะที่สวมใส่เสื้อผ้าและขอปลีกตัวออกไปจากพระตำหนัก เมื่อเดินเลี้ยวเข้าทางเดินด้านข้างขาทั้งสองข้างของนางก็อ่อนแรงและล้มลงกับพื้น
บรรดานางกำนัลคนสนิทไม่กล้าส่งเสียงอะไรออกมาพวกนางรีบมาช่วยกันพยุงเซียวกุ้ยเฟยกลับไปที่ตำหนัก…
ในวังหลวงอันกว้างใหญ่มีสวนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางมุมตะวันตกเฉียงเหนือตอนที่สร้างขึ้นมาในสมัยนั้นได้มีการรวบรวมพันธุ์ไม้หายากและสัตว์ป่าจากทั่วแผ่นดินซีเฮ่าและประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นสถานที่ที่งดงามตระการตา
รอบนอกของสวนยังมีตำหนักที่สร้างอย่างประณีตดูราวกับหญิงงามผู้ชมความงามของสวนสี่ฤดูกาลอย่างเงียบสงบและสูงสง่าและในวันนี้ที่นี่มีหญิงงามอาศัยอยู่หนึ่งท่านเป็นหญิงที่งามที่สุดในซีเฮ่าและฐานะสูงส่งอย่างไม่มีใครเทียบเทียม
บริเวณหน้าต่างของห้องโถงที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่งตรงหน้าพุ่มไม้ที่เริ่มเขียวขจี มีนกขมิ้นตัวหนึ่งร้องเพลงขณะเกาะอยู่บนกิ่งไม้หญิงสาวที่อยู่หลังหน้าต่างสวมเพียงชุดสีแดงเข้ม เส้นผมดำขลับถูกรวบขึ้นง่ายๆด้วยปิ่นหยก ไม่มีเครื่องประดับอื่นใด ทำให้ใบหน้านางยิ่งขาวราวกับหยกและเผยดวงตาที่งดงามอย่างไร้ที่ติ
ขณะนี้นางกำลังยกแขนเสื้อไว้ข้างหนึ่งอีกมือหนึ่งจับพู่กันวาดภาพลงบนกระดาษด้วยความรวดเร็วสีหน้านางเต็มไปด้วยความตั้งใจ ยิ่งทำให้ดูเหมือนเทพเซียนเพิ่มขึ้นอีกสามส่วนใครเห็นก็ไม่กล้าพูดเสียงดัง กลัวจะรบกวนจิตใจของนางฟ้าผู้หลงทางผู้นี้…
แม่นมเฒ่าคนหนึ่งถือถ้วยชามาให้เมื่อเห็นภาพนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาบ่นว่า “องค์หญิง เหตุใดพระองค์ถึงไม่ปิดหน้าต่างล่ะลมยังเย็นอยู่เลยนะเพคะ!”