ดั่งเวลาที่พัดผ่าน…
หนึ่งก้านธูปต่อมาหลังจากที่ร่วมแสดงความยินดีแด่องค์ชายแล้ว บรรดาทหารและแม่ทัพก็แยกย้ายไปประจําการตามหน้าที่ของตน
ด้านกู่ฉิงเฟิงก็หายไป แลดูรู้เลยว่ามันต้องนําเื่ที่เกิดขึ้นไปรายงานแด่องค์จักรพรรดิเป็แน่
ส่วนเฉิงเมิ่งิที่พ่ายแพ้มันมิมีอารมณ์ที่จะสนทนาเสียเท่าไหร่ มันจึงหายเข้าไปในเมืองเพื่อเที่ยวชมสงบใจ
ยามนี้เรือนรับรองจึงเงียบสงัดยิ่ง เพียงเงี่ยหูฟังก็ได้ยินชัดเจนถึงสายลมที่พัดผ่าน
“กล่าวตามตรง วันนี้ข้าได้เป็ที่ประจักษ์ต่อสายตาของข้าแล้วว่าเทพาแห่งนภาครามนั้นแข็งแกร่งเพียงใด’’
ครู่ต่อมาบุรุษหนุ่มชุดเขียวเป็คนแรกที่เอ่ยปากทําลายความเงียบสงัดนี้ลงเห็นได้ชัดว่าแววตาของเขาที่จับจ้องไปยังเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างแท้จริง
“ท่านกล่าวผิดแล้ว ข้าเพียงโชคดีเท่านั้น’’แต่ต่อหน้าการชื่นชมนี้ เปาเฟิงเพียงหัวเราะเบาๆมีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่รู้ดีว่าความแข็งแกร่งทั้งหมดเป็เพียงการใช้ประโยชน์จากปัญญาเวทย์ และจุดอ่อนของคู่ต่อสู้
แล้วสิ่งนี้จะให้เรียกว่าความแข็งแกร่งได้เช่นไร?
ได้ยินเช่นนั้น บุรุษหนุ่มชุดเขียวก็หัวเราะเบาๆ
“แม้มันจะเป็ความโชคดีแต่การที่เ้าสามารถทะลวงระดับฝึกตนในระหว่างต่อสู้ได้นั่นแสดงให้เห็นแล้วว่าเ้ามีสมาธิที่สูงลํ้าเพียงใดไม่เพียงเท่านั้นการที่เ้าสามารถมองหาจุดอ่อนของน้องแปดและเอาชนะมันในกระบวนท่าเดียวได้ เกรงว่าในทวีปเหลียงหยู่แห่งนี้คงมีน้อยคนนักที่จะกระทําได้’’
“ดังนั้นข้าองค์ชายสองเฉินเมิ่งหลินผู้นี้จึงรู้สึกชื่นชมเ้าอย่างแท้จริง’’
ทะลวงระดับในระหว่างต่อสู้?มองจุดอ่อนของคู่ต่อสู้อย่างทะลุปรุโปร่งด้วยเวลาอันสั้น? เอาชัยในกระบวนท่าเดียว?
สิ่งทั้งหมดนี้น่ะรึที่เรียกว่าโชคดี?
คงมีเพียงคนโง่เขลาเท่านั้นแหละที่จะเชื่อว่ามันเป็เพียงความโชคดี!
ด้วยฐานะองค์ชายรัชทายาทลําดับที่สองแห่งจักรวรรดิประกายอรุณเฉินเมิ่งหลินย่อมมิใช่คนโง่เขลาเช่นนั้นมันจึงมองออกว่าทุกอย่างล้วนไม่ใช่ความโชคดีแต่เป็สิ่งที่มาจากความสามารถของเด็กหนุ่ม ดังนั้นกล่าวได้ว่าในเวลานี้ความประทับใจของมันต่อเด็กหนุ่มจึงมากมายนัก
เปาเฟิงที่ถูกชื่นชมต่อหน้าเยี่ยงนี้ก็รู้สึกเขินอายไม่น้อย เขาจึงหัวเราะเบาๆอีกครั้ง แล้วกล่าวเป็นัยๆ
“หากท่านมองเช่นนั้นข้าก็จะไม่กล่าวอันใดอีกดังนั้นเชิญท่านกล่าวในสิ่งที่ทําให้ท่านเดินทางมายังอาณาจักรนภาครามแห่งนี้เถิด’’
เป็เช่นนี้ ตัวเขาเปาเฟิงคนก่อนไม่ได้มีเพียงสติปัญญาเท่านั้นที่ปราดเปรื่องทว่ายังศึกษาการเคลื่อนไหวของขุมพลังอํานาจต่างๆอยู่ตลอดเขาจึงคาดเดาว่าการที่เฉินเมิ่งหลินผู้นี้มาถึงอาณาจักรนภาครามด้วยตนเองคงเกรงว่าจะไม่ใช่เื่น้อยๆอย่างการประนีประนอมเสียแล้ว
ทันทีที่ได้ยิน สีหน้าขององค์ชายสองก็แปรเปลี่ยนฉายให้เห็นถึงความประหลาดใจ ก่อนจะพยักหน้ายอมรับในที่สุด
“เช่นที่เ้ากล่าวเื่าของเ้าและน้องเจ็ดนั้นมิได้สําคัญอันใดกับข้าเท่าใดซํ้ายังเป็เื่ดีเสียด้วยซํ้าที่สามารถทําให้ข้าส่งแม่ทัพที่สิบสามไปประมือกับองค์จักรพรรดิได้’’
“อย่าบอกนะว่าท่านทราบอยู่แล้วว่าผลการรบครั้งนี้ข้าจะเป็ฝ่ายชนะ?’’
เปาเฟิงขมวดคิ้ว ด้วยสติปัญญาของเขาในตอนนี้และเื่ราวเกี่ยวกับองค์ชายสองที่เขาได้ยิน เขาย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก ว่าอีกฝ่ายใช้าครั้งนี้เป็อุบายยืมมือฆ่า!
ฆ่าแม่ทัพที่สิบสาม ผู้ปราดเปรื่องที่สุดในการศึกแห่งจักรวรรดิประกายอรุณ!
แต่ว่าอีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาจะชนะแล้วทําไมคนที่ไม่เคยส่งสหายหรือพลทหารตัวเองไปตายอย่างไร้ค่าและให้ความนับถือกับทุกคน ถึงได้ยืมมือพวกเขาฆ่าแม่ทัพที่สิบสามผู้ปราดเปรื่องเช่นนั้นด้วย?
แท้จริงแล้วนี่มันเื่อะไรกัน?
เปาเฟิงสงสัยเป็อย่างมาก เท่าที่ทราบมาองค์ชายสองเป็ดั่งวีรบุรุษ เขาปราดเปรื่องถึงที่สุด และผูกมิตรกับคนนับไม่ถ้วนซํ้ายังให้ความสําคัญกับทุกคนแม้เป็เพียงปุถุชนก็ตาม จึงเป็ไปไม่ได้เลยที่คนเช่นนี้จะอยากกําจัดกําลังที่สําคัญที่สุดของตัวเองและสนิทใกล้ชิดมาหลายปีด้วยเหตุผลเพียงเล็กน้อย
ไม่เพียงเท่านั้น ดูจากแผนการครั้งนี้แล้วเกรงว่าหากมันมิเอ่ยปาก คงยากนักที่จะมีผู้ใดมองออก แม้กระทั่งเขาหากไม่ตั้งใจสืบก็คงยากที่จะล่วงรู้ได้!
แยบยลนัก!
เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเด็กหนุ่มองค์ชายสองเพียงส่ายหัว
“ไม่เลยข้าไม่ได้คาดหวังว่าเ้าจะปราดเปรื่องถึงเพียงนั้น ไม่สิถ้าจะให้ข้ากล่าวให้ถูกต้อง ก็ต้องกล่าวว่า…ถึงข้ารู้ว่ากลศึกของเ้าไม่ธรรมดาและปราดเปรื่องที่สุดในทวีป แต่การรบครั้งนี้เ้าเป็ฝ่ายเสียเปรียบมากดังนั้นข้าจึงไม่ได้หวังว่าเ้าจะชนะมันมาได้’’
“ทว่าองค์จักรพรรดินั้นต่างออกไปข้าเคยได้ยินท่านพ่อกล่าวว่า เขาแข็งแกร่งยิ่ง คนในระดับเดียวกันมิมีผู้ใดต่อกรได้ข้าจึงหวังว่ามันจะเป็เช่นนั้น ไม่อย่างนั้นแล้วโอกาสที่ข้าจะกําจัดแม่ทัพที่สิบสามย่อมไม่ง่ายดายอีกต่อไป’’
“ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดท่านจึง้ากําจัดมัน?’’แม้จะประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เปาเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะถาม
“น้องชายเ้าคงจะได้ยินมาบ้างใช่ไหมว่าองค์จักรพรรดิหรือเสด็จพ่อของพวกเราทรงประชวรมาหลายปีแล้ว?’’
องค์ชายสองไม่ตอบในทันที แต่เลือกที่จะมองเด็กหนุ่มด้วยแววตาลึกลํ้าแทน
เปาเฟิงพยักหน้า ตามความทรงจําของเขาสถานการณ์ของจักรวรรดิประกายอรุณมิได้ดีนักว่ากันว่านอกจากองค์จักรพรรดิจะทรงประชวรแล้วยังมีการแข่งขันแย่งชิงอํานาจในราชวงศ์อีกเหตุนี้เองจึงเป็เหตุที่มีการแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายกัน แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทําไมแม่ทัพที่สิบสามจึงได้ถูกกําจัด?
หรือว่าแท้จริงแล้วมันทรยศองค์ชายสองจึงเป็เหตุให้ถูกกําจัด?
แต่ในอึดใจต่อมา เขาก็กระจ่าง!
องค์ชายสองได้เล่าเื่ทั้งหมดและหากเปาเฟิงไม่เข้าใจก็คงแปลก
หลายปีก่อนหลังจากที่องค์จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิประกายอรุณทรงประชวรการต่อสู้ภายในราชวงศ์ระหว่างองค์ชายสองและองค์ชายสาม ก็ยิ่งรุ่นแรงขึ้นและแจ่มชัดมากขึ้น เหตุนี้เองแม้จะเป็คนนอก ก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน
ทั้งหมดนี้เป็เนื่องมาจากคนทั้งสองมีต้นกําเนิดแตกต่างกัน
องค์ชายสองเป็ที่รู้กันดีว่าเขาเกิดมาจากมารดาที่เป็เพียงปุถุชนสามัญกาลก่อนจึงมีคนไม่น้อยที่รังเกียจเขา และไม่ชอบเขาแต่ต่อมาเมื่อเขาได้แสดงความสามารถ และผูกมิตรกับคนด้วยความจริงใจเขาก็กลายเป็วีรบุรุษที่น่ายกย่องขึ้นในทันที
กลับกันทางด้านองค์ชายสามนั้นไม่จําเป็ต้องแสดงความสามารถอะไร เขาก็เป็ที่ชื่นชอบของผู้อื่นได้โดยง่ายและมีคนมากมายอยากผูกมิตรด้วย
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็ผลมาจากต้นกําเนิดที่แตกต่างกันมารดาขององค์ชายสามนั้นนับได้ว่าไม่ธรรมดายิ่ง นางเป็ถึงเชื้อสายของตระกูลหลิงหนึ่งในแปดตระกูลใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรวรรดิประกายอรุณด้วยเหตุนี้เองฐานะของเขาจึงดีกว่าองค์ชายสองั้แ่เกิดเป็อย่างมาก
ดังนั้นด้วยฐานะที่แตกต่างกันนี้จึงมักให้มีเื่กันและกันอยู่บ่อยครั้ง เกรงว่าหากไม่ใช่คนในราชวงศ์เดียวกันก็คงเกิดการต่อสู้ที่รุนแรงขึ้นไปนานแล้ว
ดังนั้นเมื่อองค์จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิประกายอรุณทรงประชวรการต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายจึงรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิม
องค์ชายสองถือครองกองทัพทั้งหมดของจักรวรรดิและยังเป็มิตรกับขุนนางไม่น้อย ทว่าองค์ชายสามก็ใช่ย่อยแม้จะไม่ได้กําลังสําคัญอย่างกองทัพทว่าเขาก็มีรุ่นเยาว์ผู้ฝึกตนมากมายอยู่ในสังกัด ทั้งหมดล้วนแล้วเป็อัจฉริยะแทบทั้งสิ้นเมื่อรวมเข้ากับขุนนางจํานวนมากใต้อาณัติแล้ว ความต่างของสองคนนี้จึงมีไม่มากนักยากที่จะตัดสินได้ด้วยความคิดของผู้ใดผู้หนึ่ง
เวลาเดียวกันทางทวีปเหลียงอยู่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สํานักเทียนเฉินผู้เป็ดั่งกฏของทวีป ได้เลื่อนงานคัดสรรพยัคฆ์งานประลองระหว่างรุ่นเยาว์อัจฉริยะแห่งเส้นทางการฝึกตนของทวีปให้เข้ามาไวขึ้นจากเดิมทุกๆสามปีจะมีขึ้นเพียงครั้งเดียว กลับกลายเป็ว่าครั้งนี้จะอยู่ห่างจากครั้งที่แล้วเพียงแค่หนึ่งปี หรือกล่าวให้ถูกก็คือถูกย่นเวลาลงไปถึงสองปีเต็ม
ไม่เพียงเท่านั้นเพราะในเวลาเดียวกันสํานักเทียนเฉินก็ได้จัดการแข่งขันระหว่างสามจักรวรรดิขึ้นด้วยโดยการแข่งขันครั้งนี้ถูกเรียกว่า ‘ศึกยอดขุนพล’ เป็การแข่งขันทางด้านกลศึกาโดยส่งตัวแทนทัพที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา แล้วรบกันจนครบเวลาที่กําหนด จักรวรรดิไหนที่ทําผลงานได้ดีกว่าจะถือได้ว่าได้รับชัยชนะ และกลายเป็หัวหน้าของจักรวรรดิทั้งสองในที่สุด
กล่าวได้ว่าศึกยอดขุนพลนี้ มีความสําคัญยิ่งผู้ที่ชนะจะถือเป็ผู้คุมทวีปอย่างแท้จริง!
เหตุนี้เอง่เวลาแห่งการตัดสินระหว่างองค์ชายสองและองค์ชายสามจึงมาถึงกล่าวได้ว่าในเหตุการณ์ที่จะมาถึงนี้ ใครทําผลงานได้ดีที่สุดพวกเขาก็มีสิทธิ์ในการถูกพิจารณาให้เป็องค์จักรพรรดิคนต่อไปมากที่สุด
จึงเดาได้ไม่ยากว่าคนทั้งสองจะแสดงผลงานให้องค์จักรพรรดิเป็ที่ประจักษ์ได้อย่างไร
เมื่อไม่นานมานี้ องค์ชายสองจึงค้นพบความจริงว่าแม่ทัพที่สิบสามที่สนิทกับเขามาหลายปีเต็ม แท้จริงแล้วเป็คนขององค์ชายสามเหตุนี้เองเมื่อศึกยอดขุนพลใกล้เข้ามา เขาก็ค้นพบความจริงมากขึ้นว่าทุกอย่างมันเป็แผนการที่ถูกเตรียมขึ้นโดยองค์ชายสาม มาอย่างเนิ่นนานเพื่อรอโอกาสแบบนี้ให้มาถึง เกรงว่าถ้าหากเขารับรู้เื่นี้ช้าไป พอรู้ตัวอีกทีเขาคงได้เป็ศพไปนานแล้ว
ดังนั้นนี่จึงเป็เหตุให้องค์ชายสองใช้าระหว่างเฉินเมิ่งเฟยกับเปาเฟิงเป็อุบายในการสังการแม่ทัพที่สิบสาม
เปาเฟิงที่เข้าใจทะลุปรุโปร่งหมดแม้เขาจะใกับความปราดเปรื่องขององค์ชายสองอยู่มาก ทว่าเขาก็อดไม่ได้ที่จะคาดเดา
“หรือว่าท่าน้าให้ข้าคุมทัพแทนแม่ทัพที่สิบสามแล้วเข้าร่วมศึกยอดขุนพลที่ใกล้เข้ามาถึงนี้?
“เป็เช่นนั้น’’
องค์ชายสองยิ้มอ่อนอย่างไม่ปิดบัง เดิมทีมันก็รู้อยู่แล้วว่าหากเทียบกันด้านความปราดเปรื่องทางการศึกเด็กหนุ่มแห่งนภาครามเหนือชั้นกว่าแม่ทัพที่สิบสามเป็อย่างมากแต่มันก็คิดไม่ถึงจริงๆว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะสามารถเอาชนะกองทัพที่สิบสามที่มีประสบการณ์ในาระดับทวีปมาก่อนด้วยกองทัพของอาณาจักรเล็กๆได้
กล่าวได้ว่ามันคู่ควรแล้วที่ถูกขนานนามว่า เทพา!
เปาเฟิงดูมีสีหน้าครุ่นคิดแบบคาดไม่ถึงสิ่งนี้ค่อนข้างแตกต่างจากที่ตัวเขาคนก่อนคาดไว้มากนัก
องค์ชายสองที่เห็นแบบนั้นก็ไม่ลังเลเลยที่จะกล่าวเสนอใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสัตย์จริง และจริงใจ
“หากเ้ายินยอม เราจะถือว่าเป็พันธมิตรกันโดยทันที!และภายภาคหน้าเมื่อข้าได้ขึ้นเป็องค์จักรพรรดิแล้วข้าจะดูแลอาณาจักรนภาครามเป็อย่างดีที่สุดใครก็ตามที่คิดจะทําลายมัน...ข้าจะทําลายให้สิ้น!’’