@ อัครกุล
รถยนต์สีขาวคันหรูแล่นเข้ามายังคฤหาสน์หลังใหญ่ ที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงสูงตั้งตระหง่านดูน่าเกรงขามแต่หลังกำแพงสูงนั้นกลับเต็มไปด้วยความสดชื่นของพรรณไม้นานาพันธุ์
ดอกคามิเลียกลีบซ้อนสีขาวเ้าของฉายากุหลาบแห่งฤดูหนาว แม้จะเป็ดอกไม้ไม่มีกลิ่นหอม ไม่มีหนามแต่ดอกคามิเลียเป็ดอกไม้แห่งความสง่างามบริสุทธิ์ และก็เรียบง่าย
"โฮ่ง!! โฮ่ง!! โฮ่ง!!" เสียงเ้าสุนัขศีรษะยาว หูตั้งตรงลำตัวเพรียว
หางสั้น กล้ามเนื้อที่ดูปราดเปรียว พร้อมกับขนนุ่มสั้นสีดำแต้มสีสนิมที่ดูดุดันน่าเกรงขามและองอาจ พุ่งกระโจนใส่นายของมันจนร้องเสียงหลง
"เฮ้ย!! แบดตั้น"
โครม!
ั์ตาดำขลับเบิกกว้างก่อนล้มลงไปนอนกองบนพื้นหญ้าสีเขียวขจีโดยมีร่างเ้าหมาตัวโตอายุขวบกว่ายืนคร่อมร่างไว้ ขณะที่ดวงตารูปอัลมอนด์สีดำจ้องเขม็งไปยังพุ่มดอกคามิเลียสีขาวด้วยสีหน้าระแวดระวังหูสองข้างตั้งตรงเหมือนรอฟังบางอย่าง
และทันใดนั้นเ้าแมวสีขาวก็กระโจนขึ้นกำแพงสูง แบดตั้นพุ่งกระโจนเข้าใส่โดยไม่ลังเลก่อนเ้าแมวสีขาวจะรีบกระโจนหนีเอาชีวิตรอด
ไวน์ค่อย ๆ ลุกขึ้นเพื่อปัดเศษดินเศษหญ้าพลางส่งเสียงเรียกลูกสุนัขตัวโต"แบดตั้น" ทันทีที่นายเรียกมันก็ผละจากเ้าตัวขนปุกปุยที่ยืนอยู่บนกำแพงสูงโดยไม่ลังเลแล้วรีบวิ่งแจ้นมานั่งอยู่ข้างกายด้วยความภักดี
ไวน์มองเ้าลูกสุนัขอารักขาด้วยแววตาอ่อนโยนก้มลงจูบที่หน้าผากมันด้วยความรัก "ขอบคุณนะ แบดตั้น"มือเล็กลูบหัวด้วยความอ่อนโยนให้กับน้องชายผู้ซื่อสัตย์และภักดี
"ป่ะ ไปหาป๊ากับม๊ากันเถอะ" พูดจบเธอก็เดินเข้าบ้านโดยมีเ้าแบดตั้นเดินเคียงคู่ไม่ห่าง
"ป๊า!!..."
"ไง ลูกสาวคนสวยของป๊า" ผู้เป็บิดายกมือขึ้นลูบหัวแ่เบาเมื่อลูกสาวจอมขี้อ้อนเข้ามาสวมกอด
โฮ่ง! โฮ่ง!
สองนายมองหน้ากันก่อนจะหลุดยิ้มมองเ้าลูกหมาตัวโตจอมขี้อ้อนนายใหญ่ของบ้านลูบไปที่หัวมันแ่เบา พอโดนมือหนาอันอบอุ่นเท่านั้นละ มันก็ทำท่าหนังตาจะตกอยู่รอมร่อสุดท้ายก็นอนมอบข้างโซฟาใกล้กับนายอย่างที่เคยทำประจำ
"คิดถึงปะป๊าที่สุดเลย ฟอด~" ก่อนจะหอมแก้มบิดาซ้ายขวาไปฟอดใหญ่เพื่อประจบอย่างที่ชอบทำประจำพลางชะเง้อคอมองหาใครบางคน ปกติเมื่อเข้าบ้านเธอจะต้องเจอเป็คนแรกเสมอ แต่เมื่อไม่เห็นจึงเอ่ยถามบิดา
"ม๊าล่ะค่ะ?"
"อยู่ในครัวโน่น วันนี้คาดว่าฝนคงตกถล่มเมืองแน่"
"ป๊า แต่นี่เดือนพฤศจิกายนนะ"
"มันก็ไม่แน่ ถ้าคุณนายสังวาลเข้าครัว ฮาฮ่า"ผู้เป็สามีเหล่มองไปที่ห้องครัวขณะภรรยากำลังตั้งหน้าตั้งตาทำกับข้าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มทำเอาลูกสาวนั้นได้แต่ลอบกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะร่าดังเข้ามาในครัวเป็ระยะคุณนายสังวาลผู้กำลังขะมักเขม้นเข้าครัวจนคิ้วผูกกันเป็โบระบายรอยยิ้มเมื่อได้ยินเสียงพ่อลูกดังมาจากห้องรับแขกจนแม่บ้านประจำตระกูลที่ยืนอยู่ไม่ห่างพลอยยิ้มตาม
"แสดงว่าวันนี้ต้องมีเื่ดี ๆ เกิดขึ้นแน่นอน อ้อ! หรือว่าประธานใหญ่ทำพิั์กรรมยกมรดกให้ลูกสาวสุดที่รักเรียบร้อยแล้วงั้นตอนนี้ไวน์ก็เป็อายุน้อยพันล้านแล้วละสิ อิอิ" หญิงสาวตาลุกวาว
"โอ๊ย"
"นี่แน่ะ ตัวเท่าลูกหมาก็คิดจะหุบสมบัติ" ไวน์ได้แต่ลูบหน้าผากป้อย ๆเมื่อโดนคนที่เธอหวังจะหุบสมบัติเขกเข้าให้ไปหนึ่งทีด้วยท่าทางไม่จริงจังนัก
"โป้งป๊าแล้ว " ลูกสาวตัวเล็กกอดอกแล้วลุกพรวดเดินทำหน้าปั้นปึ่งไปยังห้องครัวแค่นั้นยังไม่พอก่อนจะหายเข้าไปในห้องครัวลูกสาวตัวดียังไม่วายเชิดคางด้วยท่าทางแง่งอนใส่บิดาเล็กน้อยคนเป็ป๊าได้แต่ส่ายหน้าระคนเอ็นดูกับเด็กสาวไม่รู้จักโต น้องชายของบ้านหูตั้งขึ้นมองนายสาวพลางเหล่มองชายวัยห้าสิบที่นั่งอมยิ้ม ก่อนมันฟุบหัวเข้าฌานดาวหมาต่อ
"ม๊า!!."
"เล่นเหมือนเด็ก ๆไปได้"คุณนายสังวาลยกสองมือขึ้นทาบอกด้วยความใพลางเอ็ดลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนอย่างไม่จริงจังนัก
"ก็คนมันคิดถึงนิคะ" ไวน์โอบกอดมารดาจากด้านหลังแน่นซุกหน้าไปบนไหล่ของผู้เป็แม่ ที่กำลังง่วนอยู่กับการปรุงอาหารมื้อเย็นที่ไม่ค่อยได้ทำบ่อยนัก
สังวาลยิ้มบางเมื่อคนขี้อ้อนกอดประจบ"โตจนหมาเลียก้นไม่ถึงแล้ว"
"ใช่ที่ไหนละ ทุกวันนี้หมาใหญ่กว่าหนูอีก"คนถูกสุนัขยืนคร่อมพูดด้วยใบหน้าแง่งอนขณะคลอเคลียไหล่ของมารดาไปมา
"ไม่ต้องมาทำเป็อ้อน เพราะแบบนี้ไงถึงขายไม่ออกสักที"คนขี้อ้อนเบ้หน้า เธอเชิดหน้าพูดขึ้นด้วยความมั่นใจ
"ใครจะสน" ท่าทางเย่อหยิ่งของลูกสาวที่มีแววว่าจะขายไม่ออกทำเอามารดาและป้าแม่บ้านได้แต่ส่ายหน้าในท่าทางดื้อรั้นนั้น เมื่อเห็นว่าตัวเองยืนว่างๆ ไวน์จึงเดินไปหยิบตะกร้าผลไม้ที่อยู่ใกล้มือนำไปล้าง ก่อนจะโดนป้าแม่บ้านาุโแย่งไปทำ
"ม๊าว่าไปอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาดดีกว่า ตอนนี้ม๊ารู้สึกเหมือนแบดตั้นมันมายืนข้างเลยฮาฮ่า" ไวน์จึงยกคอเสื้อขึ้นดมก็ได้แต่กลิ่นแชมพูของเ้าหมาตัวโตนั่นจริง ๆด้วย
"ม๊านะ" คนถูกว่าเป็แบดตั้นนิ่วหน้าไม่ชอบใจเล็กน้อยก่อนจะยอมขึ้นไปอาบน้ำแต่โดยดี
เวลาผ่านไปไม่นานไวน์ก็เดินลงมาพร้อมกับกลิ่นกายหอมสะอาด
"โครก...คราก.." คนท้องร้องได้แต่ยิ้มแห้งเมื่อพ่อและแม่หันมามองเธอเป็ตาเดียวโดยมีป้าเนียนยืนยิ้มอยู่ไม่ห่าง เธอลูบท้องสองสามทีก่อนหย่อนก้นลงนั่งมองดูอาหารบนโต๊ะที่ชวนน้ำลายไหล
ทันทีที่แกงพะโล้หน้าตาน่าทานเข้าปากรสััแรกก็ชวนให้คนที่นั่งหัวโต๊ะน้ำตาจะไหลพราก แต่ก็ต้องปั้นหน้าฝืนยิ้มและพยายามกระเดือกมันลงอย่างฝืดคอเมื่อสบเข้ากับดวงตาของภรรยาที่นั่งลุ้นตัวโก่ง โดยไม่ต้องเดาก็รู้ฝีมือใคร
"อร่อยไหมค่ะ"
"เอ่อ..อื้ม" คนที่เพิ่งกระเดือกไข่พะโล้ลงคอพูดอึกอักพลางตบไปที่หน้าอกเพื่อให้โปรตีนไข่ไหลลงกะเพาะแล้วรีบยกแก้วน้ำดื่มตามไปอึกใหญ่คนทำพะโล้ได้แต่ยิ้มหน้าบานเมื่อสามีเอ่ยชม
อยู่ ๆไวน์ก็หน้าซีดเผือดเมื่อมารดาสุดที่รักตักเนื้อหมูพะโล้แล้ว
หันมา ไวน์ลอบชำเลืองใบหน้าบิดาที่มองลูกสาวผู้โชคดีคนต่อไปด้วยแววตาสงสารจับใจ
"ม๊า ป๊าชิมแต่ไข่ยังไม่ได้ชิมเนื้อพะโล้นุ่มลิ้นเลยค่ะ" คนยกมือห้าม
ทำหน้าบุ้ยใบ้ไปทางบิดาที่นั่งเหงื่อตกอยู่ฝั่งตรงข้ามได้แต่ฝืนยิ้มอย่างยากลำบากเมื่อภรรยารักตักเนื้อนุ่มลิ้นรึเปล่าก็ไม่รู้วางบนจานข้าวของเขาด้วยความรัก
เฮ้อ...ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกดีนะที่เป็คนฉลาด ไวน์ได้แต่ยิ้มแป้นเมื่อนั่งมองมารดาตักแกงพะโล้ให้สามีกินจนหมดถ้วยโดยมีป้าแม่บ้านและลูกสาวคอยนั่งเป็กำลังใจให้อยู่ไม่ห่าง
"ว่าแต่ม๊ามีเื่อะไรจะพูดกับไวน์ค่ะ" เธอเอ่ยถามขณะวางแก้วน้ำลงทำให้สองสามีภรรยาลอบมองหน้ากันก่อนรวบช้อนวางลงที่จาน
"ลูกมีแฟนหนุ่มรึยัง?" มารดามีท่าทีอึกอักเล็กน้อยก่อนตัดสินใจถามเื่บางอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้ทำให้หัวใจของบุตรสาวบอบช้ำมากเกินไป
"ตลกน่าม๊า"
"แล้วตกลงมีหรือไม่มี" จู่ ๆ ป๊าก็โพล่งถามขึ้น
"ทำไมถึงได้มาถามเื่นี้ แต่ก่อนไม่เคยเห็นจะสนใจ นี่อย่าบอก
นะว่าเื่สำคัญที่ว่าก็คือ..."ไวน์หรี่ตามองพ่อกับแม่ที่นั่งขมวดคิ้วเหมือนกำลังครุ่นคิดบางเื่อย่างหนัก
"เพราะลูกจะต้องแต่งงาน" ทันที่ที่บิดาพูดจบไวน์รู้สึกเหมือนมี
ก้อนกลมๆ จุกแน่นอยู่ที่ลำคอจนพูดไม่ออก มือทั้งสองข้างสั่นระริกจนต้องกำมันไว้นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้น หรือว่าตัวเธอเองหูแว่ว
"แต่งงาน?"
"ใช่" บิดาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่พูดออกมาคือเื่จริง
"ไม่มีทางค่ะ" ไว้ปฏิเสธด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง แววตาจริงจัง ทำไมจะต้องแต่งงานด้วยละแล้วถ้าไม่ยอมเสียอย่างดูสิใครจะทำอะไรได้
"ป๊าแค่บอกให้รู้ ไม่ได้ขอความคิดเห็น"
"แต่นี่มันคือชีวิตของหนู และ" ไวน์บีบมือที่กำลังสั่นแน่นด้วยความโมโหเธอไม่รู้ว่ามันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นกันแน่ มีเหตุผลอะไร ทั้งที่อายุก็ยังน้อยแถมยังสวมชุดยูนิฟอร์มนักศึกษาอยู่เลยด้วยซ้ำ
"แต่ฉันคือคนที่ให้ชีวิตแก จำไว้" ชายวัยห้าสิบตะเบ็งเสียงพูดสวนขึ้นทันทีไม่รอให้ลูกสาวพูดจบ ไวน์รู้สึกจุกที่ลิ้นปรี่ หูอื้ออึงไปหมดพร้อมกับหัวใจที่แตกสลายและผิดหวังไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้ออกจากปาก
ผู้ชายที่เรียกว่าป๊ามาหลายสิบปี
ก่อนน้ำใสๆที่พยายามกลั้นไว้จะไหลออกมาเหมือนเขื่อนทะลักคนเป็แม่รู้สึกเ็ปที่หัวใจเมื่อเห็นน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าของแก้วตาดวงใจอยากจะโน้มตัวเข้ามากอดไว้แนบอก แต่จำต้องแข็งใจไว้
"ทำไมหนู"
"นี่คือคำสั่ง..!"
"ป๊า!!"คนที่นั่งร้องไห้จนตัวโยนตะเบ็งเสียงดังจนคนในบ้านสะดุ้ง รวมทั้งป้าเนียนที่มีสีหน้ากังวลเพราะที่ผ่านมา เ้านายไม่เคยทะเลาะกันเสียงดังจนบ้านแทบแตกแบบนี้มาก่อน
"ถ้าป๊ายังบังคับ หนูจะไม่กลับมาเหยียบบ้านหลังนี้อีกเลย..คอยดู..!"เธอพูดด้วยดวงตาแน่วแน่ บ่งบอกว่าครั้งนี้พูดจริงทำจริง
"ไวน์ลูก" คนเป็แม่ได้ยินดังนั้นก็แทบจะล้มทั้งยืน
"ถ้ากล้าก้าวออกจากบ้านหลังนี้แม้แต่ก้าวเดียวก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าป๊า!!"คนเป็พ่อลุกขึ้นชี้หน้าบุตรสาวด้วยดวงตาแดงกร่ำคำพูดของบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนทำให้เขาโมโหจนขาดสติ ไม่คิดว่าลูกสาวที่ฟูมฟักมากับมือจะปีกกล้าขาแข็งขนาดนี้
"คุณ..!" ภรรยาเรียกสามีเสียงหลง ก่อนยื่นมือไปกุมมือของคู่ชีวิตที่
ร่วมทุกข์ร่วมสุขมากว่ายี่สิบปีที่กำลังสั่นด้วยความโกรธมองไปที่ลูกสาวด้วยดวงตาดุดันอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
ไวน์มองคนเป็พ่อด้วยแววตาผิดหวัง ความรู้สึกทั้งหมดมันเต็มไปด้วยความเ็ปผสมปนเปกันไปหมดเมื่อพ่อแท้ ๆ ถึงขั้นคิดจะตัดพ่อตัดลูกอย่างเืเย็น ความอ้างว้างและสายตาที่แสนจะเ็าของบิดาผู้ให้กำเนิดมันทำให้เจ็บจนหายใจแทบไม่ออกไม่อาจทนอยู่ตรงนี้ได้อีกต่อไปแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว
ไวน์ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยขาที่สั่นเทาจนแทบจะยืนไม่ไหวใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวังและคราบน้ำตา
"ไวน์..!!"เสียงมารดาะโเรียกไล่มาตามหลังเมื่อจู่ ๆ บุตรสาวก็หันหลังแล้ววิ่งพรวดออกจากตัวบ้านโดยไม่หันกลับมามองไม่นานเสียงบึ่งรถตรงดิ่งไปยังถนนใหญ่ แล้วขับออกไปด้วยความเร็วสูง
ขณะที่ใครบางคนกำลังวิ่งหนีด้วยหัวใจที่แตกสลายแต่หัวใจของใครบางคนกลับกำลังเต้นแ่ลง..แ่ลง...