พายุหมุนสีส้มปะทะเข้ากับบาเรียแก้วอย่างจัง แรงกระแทกส่งผลให้บาเรียสุดยอดที่สร้างขึ้นจากพลังสูงสุดของทั้งสามกระเด็นออกไปกว่าครึ่งกิโลเมตร บาเรียที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้แตกก็สลายออกเหมือนแก้วที่เปราะบางหล่นลงสู่พื้น
“จับกลุ่มกันเอาไว้ อย่าแยกจากกันเด็ดขาด!!!”
แกรนด์ตะโกนสุดเสียงสั่งให้ทุกคนเกาะกลุ่มกันไว้ในขณะที่กระเด็นขึ้น เพราะบาเรียแก้วแตกจึงทำให้ทุกคนลอยอยู่กลางอากาศ แกรนด์ใช้บาเรียสายฟ้าของเขาหุ้มไว้ชั่วคราว ยังดีที่ดีดตัวออกมาไกลจากพายุนั้นแล้วพอสมควร บาเรียสายฟ้าของแกรนด์จึงยังทนการกัดกร่อนของความร้อนได้บ้าง แต่กลุ่มของเขานั้นแยกออกเป็นสองส่วนซะแล้ว รถม้าทั้งสองคันและสาวใช้ที่มาเป็นเพื่อนอริสคว้าแขนของครีทเอาไว้ไม่ทัน และเมื่อหลุดออกไปโดยไม่มีบาเรียป้องกันไว้ ร่างกายของเธอก็สลายไปไม่เหลือแม้แต่ธุลี
“โฮกกกกกกกกกกก!!!!”
มังกรแสงอาทิตย์คำรามก้องขึ้นหนึ่งครั้ง พายุลมร้อนที่พัดอย่างบ้าคลั่งก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง รัศมีสิบกิโลเมตรต้นไม้ใหญ่แห้งตายจนหมด ต้นไม้เล็กกว่านั้นหักโค่นปลิวไปกับสายลม แรงระเบิดลมร้อนได้ผลักกลุ่มของแกรนด์ให้ลอยไปคนละทิศทาง เมื่อแยกเป็นสองกลุ่มลอยห่างออกไปแกรนด์ก็สัมผัสพลังของบ็อบไม่ได้ซะแล้ว กลุ่มของแกรนด์ที่เกาะกันเอาไว้มีเอเลน่ากับไคลน์รวมอยู่ด้วย ในขณะที่ปลิวออกไปแกรนด์เกร็งบาเรียสายฟ้าป้องกันรังสีความร้อนเอาไว้ เอเลน่าสลบไปเพราะใช้พลังทั้งหมดในการรวมสร้างบาเรียไปแล้ว มีอูกี้ที่ใช้ตีนเกาะไคลน์เพื่อดูดพลังและใช้มือจับแกรนด์เพื่อเติมพลังให้ ส่วนอีกกลุ่มมีบ็อบ ครีท เวนไฮร์และอริสปลิวไปอีกทาง บ็อบใช้ลูกฮึดเปิดโหมดสงครามพร้อมกับกางบาเรียคลื่นพลังคลุมทุกคนเอาไว้ พลังของเขาถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็วแต่บ็อบก็ยังกัดฟันทนต่อไปจนสติเริ่มจะเลือนรางลงเรื่อยๆ ทั้งสองกลุ่มถูกพัดปลิวไปคนละทิศทางจนหายวับไปสุดสายตา
“หึ! อย่างพวกเจ้ามันก็มาได้แค่นี้แหละ พวกเผ่าพันธุ์ชั้นต่ำ”
พูดจบร่างกายของมังกรแสงอาทิตย์ก็แตกออกกลายเป็นแสงเล็กๆ นับไม่ถ้วนพุ่งหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงดินแดนรกร้างรัศมีหลายกิโลเมตรที่ไม่กี่นาทีก่อนบริเวณนี้ก็เคยเป็นป่าทึบผืนเดียวกับพื้นที่รอบๆ ข้าง
...ผ่านไปพักใหญ่ ณ บึงน้ำกลางป่าทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จากจุดเดิม...
ตูม!!!
แกรนด์ เอเลน่า ไคลน์พุ่งตกจากท้องฟ้าลงไปในทะเลสาบ ทั้งสามที่สลบอยู่ก่อนแล้วก็รู้สึกตัวและต่างตะเกียกตะกายโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำอย่างทุลักทุเล พวกเขาไม่รู้ว่าตนนั้นปลิวมาตกที่ไหนและปลิวมาไกลเท่าไหร่ ที่ริมชายฝั่งของทะเลสาบมีเสียงผู้คนมากมายส่งเสียงโห่ร้องอย่างยินดีอยู่ แม้จะไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้นแต่ยังดีที่ตกลงมายังที่ที่มีคนอยู่ อย่างน้อยๆ ก็จะได้รู้ว่าที่นี่มันที่ไหนกันแน่
“อัญเชิญสำเร็จแล้ว! พวกเราทำสำเร็จแล้ว!!!”
เสียงเซ็งแซ่จากกลุ่มคนที่อยู่ริมฝั่งแว่วมาเข้าหูแกรนด์ ซึ่งจับใจความพอคร่าวๆ ได้ประมาณว่ามีคนกำลังทำพิธีอัญเชิญอะไรสักอย่างอยู่แล้วพวกเขาเกิดตกลงมาพอดีอะไรประมาณนี้
“อัญเชิญ? อัญเชิญบ้าบออะไรกัน?”
แกรนด์รีดเร้นพลังเพื่อลอยตัวขึ้นกลางอากาศพร้อมกับดึงทั้งสองขึ้นมาด้วย ผู้คนที่คุยกันอื้ออึงในตอนแรกต่างเงียบกริบและมองมายังบุคคลทั้งสามที่ลอยตรงมาทางพวกเขาอย่างใจจดใจจ่อ ชายผู้หนึ่งวิ่งตรงเข้ามาหาและกลุ่มคนที่อยู่ตรงนั้นก็วิ่งตามมาติด ทั้งหมดมาคุกเข่าต่อหน้าแกรนด์ทำเอาทั้งสามมองหน้ากันอย่างมึนงง
“ขอต้อนรับท่านเทพวานรและเทวทูตทั้งสาม พวกเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านตอบรับคำขอของเรา ได้โปรดช่วยเราด้วย! ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย!!!”
พูดจบทุกคนก็ก้มหัวลงจรดพื้น บางคนร้องไห้ออกมา บางคนตัวสั่นอยู่ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะเงยหน้าขึ้นมา
“เดี๋ยวๆ นี่มันเรื่องอะไรกัน? พวกเจ้าเป็นใคร? ที่นี่ที่ไหน? ใครพอจะอธิบายให้ข้าได้บ้าง?”
แกรนด์ถามออกไปหวังว่าจะมีใครสักคนอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ดูจากการแต่งตัวของคนเหล่านี้แล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นชาวบ้านป่าที่เชี่ยวชาญด้านการล่าสัตว์เป็นพิเศษ เพราะชุดของพวกเขาแทบทุกคนล้วนทำจากหนังสัตว์ กลิ่นอายของคนเหล่านี้ล้วนแต่มีกลิ่นอายของสัตว์อสูรปนออกมาอย่างเจือจาง คล้ายๆ กับกลิ่นอายของผู้คนในหมู่บ้านนักล่าแต่คนเหล่านี้มีกลิ่นอายที่เข้มข้นกว่าอยู่พอสมควร โดยเฉพาะคนที่ก้มอยู่ด้านหน้าคนอื่นที่ท่าทางจะเป็นผู้นำของที่นี่ ชายวัยกลางคนผู้นี้น่าจะอายุประมาณ 40 ปี พลังของเขาอยู่ในระดับอัศวินทีเดียว เป็นถึงนักรบคลาส 6 ขั้นต้น ความสามารถเทียบเท่าได้กับหัวหน้าตระกูลย่อยในเมืองกลอเซนบางคนด้วยซ้ำ แต่ที่น่าแปลกยิ่งกว่านั้นคือ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ ผู้ที่มีกลิ่นอายพลังตั้งแต่คลาส 1 ขึ้นไป ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นนักรบ! ไม่มีผู้ใช้เวทย์เลยแม้แต่คนเดียว เป็นไปได้อย่างไรกัน? และจำนวนของผู้ชายก็มีมากกว่าผู้หญิงอย่างน่าประหลาด
“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าชื่อคาเรต เป็นหัวหน้าหมู่บ้านโคเนร่า ขอกล่าวต้อนรับท่านเทพวานรและท่านเทวทูตอย่างเป็นทางการ”
ชายที่ชื่อคาเรตเงยหน้าขึ้นมากล่าวด้วยน้ำเสียงเทิดทูนอย่างถึงที่สุด พูดจบเขาก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง แกรนด์ชักจะหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย นี่มันชักจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว พวกนี้มันคิดจริงๆ รึไงว่าอัญเชิญอะไรนั่นมาได้จริงๆ เป็นถึงนักรบระดับอัศวินแต่ดูไม่ออกจริงๆ หรือว่าที่อยู่ตรงหน้าก็เป็นมนุษย์ด้วยกัน?
“ข้าว่าพวกเจ้าคงเข้าใจผิดแล้ว เราแค่พลัดหลงมาที่นี่เท่านั้น”
“เข้าใจผิดอะไรกัน? ท่านเทพวานร โปรดช่วยพวกเราด้วย! โปรดช่วยพวกเราด้วย!”
“อูกิ๊???”
อูกี้มองไปรอบๆ ด้วยสีหน้ามึนงง พร้อมกับชี้มาที่ตน เทพวานรที่คนพวกนี้เข้าใจก็คือตัวมันนั่นเอง
“พวกข้ากำลังรีบ ไม่อยากมาเสียเวลาอยู่ที่นี่หรอกนะ หลีกทางไปซะ!”
แกรนด์บอกให้ผู้คนที่ก้มหัวอยู่ให้ถอยไป ในตอนนี้เขาคิดแต่จะตามหาบ็อบและคนอื่นๆ เพียงเท่านั้น ถ้าจะสนทนาต่อกับคนที่เข้าใจผิดอะไรบ้าๆ แบบนี้ช่างเสียเวลาสิ้นดี
“ได้โปรด ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย!”
“อย่ามาเกะ! ข้าบอกว่าถอยไปให้หมด!!!”
ดวงตาของแกรนด์เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนออกมาพร้อมกับพลังจิตข่มขวัญ ผู้คนที่หมอบอยู่กับพื้นเกินกว่าครึ่งสลบไปทันที ในขณะที่แกรนด์กำลังที่จะเดินจากไปก็มีมือมาฉุดขาของเขาไว้ มือนั้นยึดเกาะขาเขาไว้แน่ แม้สายตาของคาเรตจะฉายแววความหวาดกลัวจากการถูกข่มขวัญ แต่จิตใจกลับฝืนทานไว้ได้บ้าง ปากเอาแต่พร่ำเบาๆ ว่าช่วยเราด้วย ทำเอาแกรนด์สงสัยสิ่งที่เป็นแรงกระตุ้นให้ชายผู้นี้ยอมลดศักดิ์ศรีของตนเพื่อมาขอร้องคนแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้ให้ช่วย
“น่าจะลองฟังพวกเขาดูบ้างนะ ยังไงซะเราก็ไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน จะตามหาคนอื่นตอนนี้เราก็ยังไม่มีเบาะแสอยู่ดี”
เอเลน่าพูดขึ้นหลังจากที่ฟังอยู่เงียบๆ มาพักหนึ่ง เธอพยายามพูดให้แกรนด์ใจเย็นลงมาบ้างเพราะตอนนี้รู้สึกเขาจะกังวลเรื่องพรรคพวกคนอื่นเกินไปจนสูญเสียความเยือกเย็นรอบคอบอย่างที่เคยเป็น ทั้งยังมาหัวร้อนเพราะคนเหล่านี้อีก
“นั่นสินะ ขอบคุณที่เตือนสติ”
แกรนด์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะสงบสติอารมณ์ลงไปได้ หลังจากที่สอบถามกันอยู่พักใหญ่ได้ความว่าไม่กี่ชั่วโมงก่อนคนเหล่านี้ได้ทำพิธีอัญเชิญเทพวานร ซึ่งเป็นเทพผู้พิทักษ์ตามตำนานเล่าขานสืบต่อของหมู่บ้านโคเนร่า โดยที่คัมภีร์ที่จารึกพิธีกรรมอัญเชิญถูกส่งต่อให้หัวหน้าหมู่บ้านเก็บรักษาจากรุ่นสู่รุ่น การอัญเชิญจะใช้เมื่อถึงคราที่หมู่บ้านเกิดภัยพิบัติ การอัญเชิญเทพวานรนั้นมีเงื่อนไขที่ต้องทำเมื่อใกล้ถึงการล่มสลายของหมู่บ้านจริงๆ เท่านั้น และตามที่จารึกการอัญเชิญมีโอกาสสำเร็จเพียงแค่ 10% ตอนที่กำลังทำพิธีบังเอิญว่ากลุ่มของแกรนด์ปลิวมาตกลงใกล้จุดที่คนเหล่านี้กำลังทำพิธีอยู่ จึงถูกเหมาว่าเป็นผู้ที่มาจากการอัญเชิญ โดยเฉพาะเมื่อเห็นอูกี้คนเหล่านี้ก็มโนเป็นตุเป็นตะว่าการอัญเชิญสำเร็จแล้ว กว่าจะคุยกันรู้เรื่องก็ต้องอธิบายให้เข้าใจอยู่นานว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น ชาวบ้านทุกคนมีท่าทีผิดหวังที่ได้รู้ความจริงที่น่าเจ็บปวด เอเลน่ารู้สึกตหงิดๆ กับเรื่องเล่าที่ได้ฟังอยู่พอสมควร มีเวทย์ที่สามารถอัญเชิญสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งกว่าตนมากๆ ด้วยหรือ? โดยปกติแล้วเวทย์อัญเชิญนั้นเป็นทักษะของผู้ใช้เวทย์ที่ไม่สังกัดธาตุใด เป็นการทำพันธสัญญากับสิ่งมีชีวิตใดๆ ก็แล้วแต่ เพื่อที่ผู้ใช้เวทย์นี้จะสามารถเรียกให้สิ่งมีชีวิตนั้นออกมาช่วยตนต่อสู้ได้ ยิ่งสิ่งมีชีวิตที่เรียกออกมาแข็งแกร่งเท่าใดก็ยิ่งใช้พลังในการเรียกมากขึ้นไปตามลำดับ เทพวานรตามตำนานของชาวบ้านฟังดูแล้วพลังดูเวอร์วังดั่งสัตว์เทพ แต่ไหงใช้คนอัญเชิญเพียงแค่คนเดียว ผู้อัญเชิญก็ยังเป็นนักรบอีกต่างหาก แล้วยังเงื่อนไขพิลึกๆ นั่นอีก เอเลน่าบอกว่าไหนๆ ก็อัญเชิญไม่สำเร็จแล้ว อีกอย่างตามคำบอกเล่าก็ทำพิธีได้เพียงครั้งเดียว คงไม่เป็นไรถ้าเธอจะขอดูจารึกสักหน่อย แรกๆ คาเรตก็มีท่าทีอิดออด แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเอเลน่าจึงได้บอกไปว่าข้าจะรับฟังปัญหาของพวกท่านเอง หากมีสิ่งใดช่วยได้ก็จะช่วย คาเรตจึงยื่นคัมภีร์ที่มีแผ่นจารึกอยู่ที่หน้ากลางให้เธอดู ทันทีที่มองเห็นสีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำขึ้นทันที ปากของเธอเม้มไว้แน่น ฟันบนล่างขบกันไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา เมื่อเห็นท่าทีผิดสังเกตแกรนด์จึงโผล่หัวเข้าไปดูด้วยคน ทันทีที่เห็นจารึกสีหน้าของแกรนด์ก็แปรเปลี่ยนไปเหมือนกับเอเลน่าไม่ผิดเพี้ยน
“เหมือนเรื่องร้ายแรงมากจะเกิดขึ้นแล้วล่ะ ตั้งแต่ข้าติดตามนายท่านมายังไม่เคยเห็นสีหน้าแบบนั้นสักครั้ง”
ไคลน์พูดกับคาเรตด้วยความประหลาดใจ ชายวัยกลางคนได้ยินดังนั้นถึงกับหน้าซีดขึ้นไปอีก ทันใดนั้นกำแพงน้ำแข็งก็ก่อตัวห่อหุ้มทั้งสองเอาไว้จนคนภายนอกมองไม่เห็น
“ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!!!!”
แกรนด์กับเอเลน่าปล่อยเสียงหัวเราะออกมาสุดเสียง ซึ่งด้านในของกำแพงน้ำแข็งก็มีม่านเก็บเสียงกันไว้อีกชั้น โดยเฉพาะแกรนด์ที่หัวเราะจนจุกหลังจากกลั้นหัวเราะต่อหน้าผู้คนเอาไว้ ที่เป็นแบบนี้เพราะจารึกพิธีอัญเชิญที่คาเรตเอามาให้ดูมันไม่ใช่เวทย์อัญเชิญแต่อย่างใด แต่มันเป็นอักขระและวงแหวนเวทย์ของเวทย์อะไรต่างๆ นาๆ มายำใส่กันมั่วไปหมด เวทย์แบบนี้ต่อให้อาจารย์โรงเรียนเวทย์มาเองก็อัญเชิญจิ้งจกสักตัวยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ และจากเรื่องราวต่างๆ ที่ฟังมาเมื่อนำมาปะติดปะต่อกันทำให้เข้าใจสถานการณ์ของหมู่บ้านแห่งนี้ได้เลย จารึกนี่เป็นของเก่าจริงและน่าจะเป็นของที่สืบทอดกันมาของหมู่บ้านแห่งนี้จริงๆ เจตนารมณ์ของจารึกนี่เพียงแต่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงเท่านั้น เพราะมันจะเป็นความหวังและที่พึ่งสุดท้ายยามที่จนตรอกจริงๆ เวทย์อะไรต่างๆ นาๆ ที่ยำกันมั่วนั่นเขียนขึ้นเพียงแค่ให้มันดูน่าเชื่อถือเพราะทุกคนในหมู่บ้านล้วนเป็นนักรบกันทั้งนั้น ไม่มีผู้ใช้เวทย์ที่ศึกษาเกี่ยวกับอักขระเวทย์เลย จึงไม่แปลกใจที่ไม่มีคนมีความรู้ด้านนี้สักคน ผู้ที่เขียนจารึกนี้ขึ้นก็ไม่น่าจะใช่ผู้ที่มีความรู้ในด้านศาสตร์แห่งการใช้เวทย์ด้วย การอัญเชิญมีเพียงทำตามวิธีที่เขียนบอกไว้เหมือนฉลากข้างขวดยาเท่านั้น แกรนด์ถึงกับกุมขมับพลางหัวเราะจากนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนความรู้สึกเป็นความสังเวช ถ้าชาวบ้านรู้ว่าความหวังสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาเป็นแค่เวทย์กิ๊กก๊อกคงสิ้นหวังจนแทบจะอยากตายๆ ไปซะตรงนี้เลยก็ได้
“ไอ้คนที่เขียนจารึกนี่ขึ้นมามันน่าตบบ้องหูจริงๆ ไม่รู้ว่าเป็นคนประเภทไหน คงกะว่าสักวันลูกหลานจะได้ใช้นั่นแหละถึงได้มีเงื่อนไขบ้าๆ เยอะแยะกลัวมันจะสำเร็จได้แบบนี้”
“ศัตรูของพวกเขาต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ จนถึงกับต้องใช้ทางเลือกสุดท้ายแบบนี้ เจ้าคิดว่าไง”
“รับฟังไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย ถ้าเกินกำลังก็ไม่ควรสอดมือเข้าไปยุ่ง เรามีเรื่องปวดหัวมากพออยู่แล้ว”
เอเลน่าเห็นด้วยกับที่แกรนด์พูด เธอสลายกำแพงน้ำแข็งออกพร้อมกับคืนจารึกให้กับคาเรต
“ท่านขอความช่วยเหลือเรื่องอะไร? เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่?”
“หลายปีก่อนพวกเราถูกคนที่เรียกตัวเองว่าซีทข่มขู่”
“ซีท? ถูกข่มขู่?”
“ใช่ วันนั้นมันมายังหมู่บ้านของเราและประกาศอำนาจโดยแสดงพลังของมันออกมา มันใช้กองกำลังออร์คที่พามาด้วยบีบบังคับพวกเราอีกทาง มันบอกว่าต่อจากนี้หมู่บ้านโคเนร่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของมัน พวกเราจะต้องส่งบรรณาการและหญิงสาวอีกสองคนในทุกๆ หนึ่งปีไปให้ โดยที่เมื่อถึงกำหนดมันจะส่งคนของมันมารับบรรณาการเอง หากไม่ทำตามหรือส่งบรรณาการไม่ครบหมู่บ้านแห่งนี้จะต้องถูกทำลายจนสิ้นซาก พวกเราจำใจต้องยอมส่งบรรณาการให้ตามที่มันสั่งอยู่หลายปี จนสามปีที่แล้วมันเปลี่ยนเงื่อนไขโดยจะเก็บบรรณาการเป็นปีละสองครั้งและหญิงสาวที่จะส่งไปให้ก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นครั้งละห้าคนด้วย ถ้าไม่มีหญิงสาวก็ส่งเด็กสาวมาแทนก็ได้ จนตอนนี้...จนตอนนี้พวกเราสุดจะทนแล้ว! หมู่บ้านของพวกเราที่เคยอยู่อย่างสงบสุข ตั้งแต่มันเข้ามาก็กลายเป็นดั่งนรก ครั้งนี้ ถึงพวกเราต้องตาย ถึงหมู่บ้านจะล่มสลายพวกเราก็จะไม่ยอมให้ไอ้เฒ่าตัณหากลับนั่นมากดหัวอีกต่อไป! พวกเราตัดสินใจจะลุกขึ้นสู้ให้มันแตกหักไปข้าง!!!”
คาเรตพูดด้วยความโกรธแค้นเหมือนได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกมา หมัดของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้น สีหน้าของชาวบ้านทุกคนดูเศร้าหมองเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ บางคนถึงกับร่ำไห้ออกมา แกรนด์เข้าใจทันทีว่าชาวบ้านรู้สึกอย่างไร การย้ายหมู่บ้านหนีไม่ใช่คำตอบสำหรับที่นี่ ที่แห่งนี้คือป่าแบล็กฟอเรสต์ ป่าที่ใหญ่ที่สุดในทวีป กินพื้นที่และมีเขตแดนติดกับ 7 ใน 9 เมืองใหญ่ของทวีป ในป่าแห่งนี้มีชุมชนมากมายอาศัยอยู่และไม่ใช่ว่าทุกที่ในป่าแห่งนี้จะอยู่อาศัยได้ ในป่าแบล็กฟอเรสต์มีสถานที่ที่เรียกว่าเขตปลอดภัยอยู่ เป็นเขตที่มีแร่ประหลาดฝังตัวอยู่สักแห่งใต้พื้นดินบริเวณนั้น มันจะปล่อยคลื่นพลังเบาบางออกมา สิ่งเหล่านั้นทำให้สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมักจะรู้สึกรำคาญจนไม่อยากจะเข้ามาใกล้บริเวณนี้ นี่จึงเป็นที่อยู่อาศัยและที่หลบภัยชั้นดีให้กับมนุษย์ ถึงแม้พวกสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งจะไม่อยากเข้ามายุ่มย่ามแต่สำหรับเผ่าพันธุ์อื่นกลับไม่ได้รับผลนี้เลย เช่นว่าที่หมู่บ้านสมุนไพรไม่มีสัตว์อสูรเข้ามาก็จริงแต่ก็อบลินกลับเข้ามาได้อย่างสะดวก ฉะนั้นการจะย้ายคนออกจากที่แห่งนี้โดยหวังจะไปตายเอาดาบหน้าอย่างไม่มีจุดหมายคือการเอาชีวิตไปทิ้งข้างนอกโดยแท้
“กองกำลังออร์ค? งั้นเจ้าซีสนั่นมันก็เป็นออร์คงั้นหรอ?”
“ไม่ใช่ขอรับ มันเป็นมนุษย์ แต่วันที่มามันพากองกำลังที่เป็นออร์คถึง 17 ตัวมาด้วย แถมตัวมันเองยังอัญเชิญสัตว์อสูรชั้นสูงออกมาได้อีก”
“โถ่! ข้าก็ไม่อยากพูดคำที่บั่นทอนกำลังใจพวกเจ้าลงหรอกนะ แต่ดูเหมือนจะหมดหวังแล้วล่ะ สู้ไปก็ตายเปล่าพวกเจ้าน่ะ อย่าว่าแต่พวกข้าเลย กองกำลังขนาดนี้มันถล่มเมืองเล็กๆ ยังได้ แล้วพวกเจ้ามั่นใจได้ไงว่าข้าจะช่วยได้?”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางเอาชนะมันได้ แต่ความรู้สึกของข้าบอกว่าท่านคือความหวัง ตอนที่สัมผัสออร่าพลังของท่านความรู้สึกของข้ากลับเชื่อมั่นอย่างบอกไม่ถูก”
“พูดได้เข้าหูนี่ งั้นข้าจะลองคิดดูก่อนก็แล้วกัน”
“เพียงแค่นี้พวกข้าทุกคนก็ขอบคุณมากแล้ว เชิญทุกท่านพักที่หมู่บ้านของเราก่อน”
คาเรตเชื้อเชิญผู้มาเยือนอย่างสุภาพ ยังไงซะอีกไม่นานหมู่บ้านแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่จะล่มสลาย นักรบทุกคนเตรียมตัวเตรียมใจที่จะแตกหักกับตาเฒ่าซีทไว้แล้ว บ้านพักที่คาเรตจัดเตรียมเอาไว้เป็นบ้านไม้ที่ทำความสะอาดไว้อย่างดี ชาวบ้านจัดเตรียมไว้ก่อนพิธีอัญเชิญจะเริ่ม โดยที่บ้านหลังนี้จัดเตรียมไว้สำหรับเทพวานรของพวกเขา แต่เมื่อเหตุการณ์กลับกลายเป็นแบบนี้ที่นี่จึงกลายเป็นบ้านพักของผู้มาเยือนแทน เอเลน่าขอบันทึกทุกอย่างที่หมู่บ้านนี้มี ไม่นานทุกอย่างก็ถูกรวบรวมมากองไว้จนได้กองใหญ่ จากนั้นเธอเปิดม่านเก็บเสียงขึ้นมาเพื่อป้องกันบทสนทนาที่จะเล็ดลอดออกไปภายนอก
“นี่เราปลิวมาร้อยกว่ากิโลเลยรึเนี่ย?”
แกรนด์คำนวณระยะทางเปรียบเทียบจากตำแหน่งปัจจุบันกับตำแหน่งเดิมจากข้อมูลในแผนที่ ถ้างั้นคนอื่นๆ ที่เหลือก็ต้องปลิวไปไกลเหมือนกันหรืออาจจะยิ่งกว่าอีก
“ทางที่ดีที่สุดคือเราต้องไปที่จุดนัดพบ พวกนั้นก็คงคิดเหมือนกัน”
“นั่นสินะ ถ้าพวกนั้นอยู่เป็นกลุ่มเหมือนเราก็คงดี ว่าแต่พวกเจ้าไม่เป็นอะไรกันมากใช่มั้ย?”
แกรนด์ถามอีกครั้งอย่างเป็นห่วง ทั้งสามสลบไปขณะที่ปลิวอยู่กลางอากาศโดยมีอูกี้เกาะยึดไว้ไม่ให้ปลิวออกจากกัน และทุกคนเพิ่งจะรู้สึกตัวพร้อมๆ กันตอนที่ตกลงในทะเลสาบนี่เอง
“ไม่เป็นอะไรมากแล้วล่ะ แต่เจ้านั่นมันสิ่งมีชีวิตแบบไหนกัน? ทำเอาข้ารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมดปลวกเมื่อตอนเผชิญหน้ายังไงยังงั้น พลังของสัตว์เทวะนี่น่ากลัวจริงๆ”
เอเลน่าพูดพลางลูบที่ผิวกาย เมื่อนึกถึงตอนที่เผชิญหน้ากับมันพาให้เธอรู้สึกสะท้านไปทั่วร่างอย่างช่วยไม่ได้ นอกจากแกรนด์แล้วทุกคนได้รับผลของการข่มขวัญของมันอย่างมาก โดยเฉพาะอริสที่เธอถึงกับสลบไปเลย
“ไอ้มังกรบัดซบเอ๊ย!! ทำกับพวกเราได้เจ็บแสบจริงๆ เจอกันครั้งหน้าข้าต้องเอาเลือดหัวมันออกให้ได้”
แกรนด์เอากำปั้นทุบที่โต๊ะพลางพูดอย่างเจ็บแค้น พวกเขาเกือบจะตายยกกลุ่มเพราะมัน แถมพวกเขายังไม่รู้เรื่องรึเคยไปทำอะไรให้มันด้วยซ้ำ ครั้งนี้แกรนด์ถึงกับสาบานกับตัวเองเลยว่าถ้าเขามีพลังพอเมื่อไหร่และเจอเจ้ามังกรแสงอาทิตย์นี่อีกต้องไม่เอามันไว้แน่ แกรนด์หมายหัวขึ้นบัญชีดำมันเอาไว้เป็นตัวที่สองต่อจากเจ้าเสือเขี้ยวดาบลายคราม เมื่อถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่ถ้าเจอเลย ด้วยนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นและไม่ยอมเสียเปรียบใครหน้าไหนของแกรนด์ เผลอๆ อาจจะต้องตามหามันเพื่อมาคิดบัญชีด้วยซ้ำ เขาถึงขนาดคิดไปว่าอาจจะต้องจองตำแหน่งพรมหนังสัตว์ในห้องโถงไว้ให้มันโดยเฉพาะซะแล้ว
“เอาเลือดหัวมันออก? กับสัตว์เทวะเนี่ยนะ? กว่าที่เราจะพอสู้สูสีกับมันได้ก็คงอีกสักร้อยปีให้หลังล่ะมั้ง ไหนจะโจทก์เก่าอีกเป็นโขยง โจทย์ใหม่ที่กวักมือรอคิวอยู่ด้วย เจ้าไม่คิดว่าตัวเองจะอายุสั้นบ้างรึไง?”
“สัตว์เทวะแล้วไง? หึ! ที่ข้าเห็นมันก็แค่มังกรขี้โอ่ตัวนึงเท่านั้น อีกอย่างข้าไม่คิดว่าตัวเองจะอายุสั้นหรอกนะ คนอย่างข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อก้มหน้ายอมรับชะตากรรม”
“จ้าๆ ยังไงก็เถอะ บ็อบกับคนอื่นๆ จะเป็นยังไงบ้างนะ?”
“ทุกคนปลอดภัย สบายใจได้”
แกรนด์ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ภายในใจก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ตั้งแต่แยกกันมาเขาไม่รู้เลยว่าคนที่เหลือจะแยกกันรึเกาะเป็นกลุ่มเหมือนกลุ่มของเขารึเปล่า เพราะแต่ละคนไม่มีใครสนใจเรื่องแผนที่หรือทิศทางเลย ไปตกที่ไหนโอกาสที่จะกลับมาเจอกันได้อีกคงยากเต็มที แต่ถ้าอยู่เป็นกลุ่มก็ดีหน่อย เวนไฮร์เป็นคนเดียวที่จดจำแผนที่ในมือของแกรนด์ได้ทั้งหมด ถ้าถามผู้คนแถวนั้นดูก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เมื่อมองมายังคนที่อยู่กับเขาแกรนด์ก็ถอนหายใจอีกครั้ง ทั้งเอเลน่าและไคลน์ก็ล้วนแต่เป็นผู้มีความรู้เรื่องแผนที่ทั้งนั้น แต่กลุ่มนั้นกลับมีแค่คนเดียว เวรกรรมจริงๆ ที่แกรนด์รู้ได้ว่าทุกคนยังมีชีวิตอยู่ก็เพราะผนึกสายฟ้าของเขาที่ทุกคนมีนั่นเอง แม้มันไม่สามารถจะระบุตำแหน่งได้แต่ก็สามารถที่จะระบุได้ว่าใครอยู่หรือตาย
“แล้วจะเอายังไงกับหมู่บ้านนี้ดี? เห็นว่าอีกสองวันพวกนั้นมันจะมาเก็บของบรรณาการแล้วสิ”
“ข้าค่อนข้างสนใจในตัวของตาแก่ตัณหากลับนั้นขึ้นมาบ้างแล้วสิ”
แกรนด์เอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ ตอนที่เดินมายังบ้านพักเขาแอบถามคาเรตเกี่ยวกับข้อมูลของตาแก่ ชายวัยกลางคนบอกว่ามันเคยมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ครั้งแรกและครั้งเดียว ตอนนั้นมืดพอสมควรจึงมองอะไรไม่ชัดเท่าไหร่ ที่แต่จำได้คือมันใส่แหวนเต็มมือ แหวนที่คล้ายๆ อูกี้ใส่ แกรนด์ถึงกับสะอึกเมื่อได้ยินคำๆ นี้ จากไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ในตอนแรกกลายเป็นชักสนใจจนเนื้อเต้นขึ้นมาทันที แต่ต้องรักษาฟอร์มทำเป็นขึงขังไว้ก่อน
“อื้อ อีกเรื่อง ตั้งแต่ตอนที่ตกลงทะเลสาบเจ้าจะมีอาการเหมือนพลังไม่คงที่ ควบคุมพลังไม่อยู่ใช่รึเปล่า?”
“เจ้ารู้ได้ไง? สัมผัสกระทั่งแบบนี้ได้หรอ?”
“เปล่าหรอก แค่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาน่ะ คืนนี้ให้เจ้ารวบรวมพลังไว้ที่จุดที่คิดว่าจะควบคุมมันได้ดีที่สุด ข้าจะช่วยเจ้าเอง และพรุ่งนี้เจ้าจะกลายเป็นคนใหม่”
“ที่พูดมาหมายถึง....”
“ใช่แล้วล่ะ ยินดีด้วย เจ้ากำลังจะข้ามขีดจำกัดได้แล้ว”
...ที่ไหนไม่รู้กลางทะเลทรายทางทิศตะวันออกจากจุดเดิม...
“โอยยยยย ทำไมมันร้อนแบบนี้ ข้าตาลายหมดแล้วเนี่ย มองไปทางไหนทำไมมีแต่ทรายเหมือนๆ กันหมด ไม่เห็นเจอใครผ่านมาสักคน ไม่ใช่ว่าไอ้มังกรนั่นมันตามมาลวงตาเราอีหรอกนะ”
“บ็อบ! เจ้าอย่าพูดเป็นลางสิวะ ซวยสุดๆ จริงๆ ที่ปลิวมาตกนี่ เฮ้ย! เวนไฮร์ ตอนนี้เราอยู่ไหนเจ้ารู้รึเปล่า?”
“ทะเลทราย”
“กวนส้นตีนแล้ว ข้าก็รู้ว่าทะเลทราย หมายถึงเราอยู่ส่วนไหนของแผนที่”
“จะไปรู้เหรอ ก็ตกมาพร้อมๆ กันเนี่ย”
“ใครมีน้ำรึอะไรที่ใช้แทนน้ำบ้าง? คุณอริสท่าจะแย่นะ”
“ข้ามีเหล้าหลายถังนะ”
“70 ดีกรีของเจ้าเก็บไว้ล้างแผลเถอะบ็อบ”