เมื่อฝึกฝนการรักษาจนมั่นใจแล้ว ก็สมควรแก้เวลาที่จะรักษาขาของบิดาสักที ทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องโถงของบ้าน อย่างตื่นเต้นและคาดหวัง
“พร้อมหรือไม่เ้าคะท่านพ่อ” จิ่นฮวาเตรียมโสมิญญาพันปีออกมา และยังมีสมุนไพรที่มีสรรพคุณสมานกระดูก กับสมุนไพรรักษาเส้นลมปราณและชีพจรด้วย นำมาวางไว้ตรงหน้าบิดา และนั่งทำสมาธิ เมื่อลืมตาขึ้นจึงเอ่ยถามความพร้อมของบิดา
“พ่อพร้อมแล้ว เ้าเริ่มเลยเถอะ” บิดาพยักหน้ารับ
ทุกคนเฝ้ามองเงียบๆ ไม่ส่งเสียงรบกวนสมาธิของนาง ตอนนี้พลังปราณนางถึงระดับปฐีขั้นสอง ขั้นยิ่งสูงขึ้นการเพิ่มระดับจะยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ
นางจับที่บริเวณเข่าของบิดา ส่งพลังปราณเข้าไปสำรวจเส้นลมปราณและจุดชีพจรบริเวณขาของบิดา เมื่อสำรวจจนครบถ้วนแล้วว่ามีจุดใดบ้างที่มีปัญหา นางส่งพลังธาตุแสงไปโอบล้อมสมุนไพริญญาพันปีทั้งสาม เกิดการกลั่นเป็ก้อนพลังงานแสงสีส้มเข้มข้น ลอยเข้าสู่ฝ่ามือของนาง
เมื่อกลั่นพลังิญญาจากสมุนไพรเรียบร้อย นางค่อยๆ ส่งพลังธาตุแสงของนางเข้าผสานกับก้อนพลังสีส้ม แสงสว่างและบริสุทธิ์มากขึ้นจนถึงระดับที่นางพอใจ จากนั้นเหนี่ยวนำให้พลังงานแสงนั้นค่อยๆ โคจรไปตามจุดชีพจรต่างๆ บนขาของบิดาช้าๆ เพื่อฟื้นฟูชีพจรและเส้นลมปราณที่เสียหายช้าๆ จนครบทุกจุด จากนั้นชักนำพลังเข้าสู่กระดูกที่แตกหัก ค่อยๆ สมานกันช้าๆ และฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องจนเสร็จสมบูรณ์ นางเหนี่ยวนำพลังิญญาที่เหลือไปเก็บไว้ที่ตันเถียนของบิดา
“ท่านพ่อเ้า ท่านต้องทำสมาธิโคจรพลังิญญาจากตันเถียนโคจรให้ทั่วร่างดูดซับและเปลี่ยนเป็พลังปราณเ้าค่ะ” นางเอ่ยกับบิดา
เมื่อบิดาพยักหน้า นางจึงถอนมือออกจากขาบิดา และนั่งสมาธิข้างๆ บิดาเพื่อฟื้นฟูพลังเช่นกัน
ผ่านไปหนึ่งก้านธูปนางก็ลืมตาขึ้น แล้วหันไปมองทุกคน ส่งยิ้มและพยักหน้าเบาๆ ให้มารดา ที่มองมาอย่างห่วงใย มารดานำน้ำมาให้นางดื่ม แล้วทุกคนก็เฝ้ามองเป็กำลังใจให้บิดา
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม ทุกคนยังไม่มีใครไปไหนต่างเฝ้ามองหลินซานหยาง อย่างคาดหวัง ในที่สุดเกิดเสียงดังปังในหัวของเขา และเขาก็ลืมตาขึ้น มองไปทางภรรยาและลูกๆ
“เป็ยังไงบ้างเ้าคะ ท่านพ่อ” จิ่นฮวาถาม
“พ่อเลื่อนถึงระดับนภาขั้นแปดแล้ว ชีพจรที่เคยติดขัดก็โปร่งสบายโคจรพลังได้ไม่ติดขัดอีก ขาพ่อก็มีความรู้สึกแล้ว” บิดากล่าวอย่างตื่นเต้น พร้อมลองขยับขา ที่เคยไร้ความรู้สึกมาเป็เวลานาน แต่ยังไม่กล้าลุกยืน
สมัยที่หลินซานหยางเป็รองแม่ทัพ เขาก้าวสู่ระดับนภาขั้นหกแล้ว แต่เพราะาเ็สาหัส เส้นลมปราณเสียหาย พลังของเขาจึงลดเหลือแค่ระดับนภาขั้นหนึ่ง แต่เมื่อได้รับพลังิญญาจากสมุนไพรพันปีทำให้เขาขึ้นไปถึงระดับนภาขั้นแปดได้ในทีเดียว ช่างน่ามหัศจรรย์
“ท่านพ่อลองค่อยๆ ลุกนะเ้าคะ ระวังด้วย ตอนนี้กล้ามเนื้ออาจยังไม่ค่อยชิน” จิ่นฮวากล่าวและนางกับมารดาก็เข้าไปช่วยพยุงคนละข้าง
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นตามคำพูดของบุตรสาว ตั้งหลักสักครู่ จึงเริ่มยืนได้อย่างมั่นคง จากนั้นจึงลองก้าวเดินช้าๆ เขาดีใจมาก ในที่สุดคนที่หมดหวังอย่างเขาก็ก้าวเดินได้อีกครั้ง ขอบคุณ์ที่ส่งบุตรสาวที่วิเศษมาช่วยเขา ทุกคนยิ้มอย่างยินดีที่บิดาเดินได้อีกครั้ง
เขาฝึกเดินยืดเส้นยืดสายด้วยตนเองอีกสักพักก็สามารถเดินได้อย่างมั่นคง เย็นนั้นทุกคนจึงฉลองกันอย่างมีความสุข ด้วยอาหารมื้อใหญ่มีทั้งหมูตุ๋นน้ำแดง ไก่อบสมุนไพร ผัดผักรวม ปลานึ่งซีอิ๊ว และข้าวสวยร้อนๆ ที่วันนี้จิ่นฮวาเข้าครัวช่วยมารดาปรุงสุดฝีมือ วันนี้ช่างมีแต่เื่ดีๆ
…….
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือนหลินซานหยางกลับมาฝึกวรยุทธอีกครั้ง ร่างกายของเขาฟื้นฟูสมบูรณ์แล้ว เขายังสอนวิชาต่อสู้ธาตุไฟให้ลูกสาว และยังสอนวิชาตัวเบาให้นางอีกด้วย จิ่นฮวาก็ตั้งใจฝึกฝนอย่างจริงจัง
ตอนนี้จิ่นหยางอายุได้ 3 ขวบแล้ว ในวันพรุ่งนี้จะมีพิธีปลุกพลังธาตุจัดขึ้นในเมือง ทุกคนจึงเตรียมความพร้อม เพื่อจะได้เดินทางเข้าเมืองกันแต่เช้า
หลินจิ่นหยางเด็กชายอายุ 3 ขวบ มีร่างกายสมบูณร์แข็งแรง ผิวขาว แก้มแดงแบบสุขภาพดี แตกต่างจากตอนที่อดอยากผอมแห้งอย่างกับคนละคน เขาแต่งกายด้วยผ้าเนื้อหยาบแบบชาวบ้านธรรมดา แต่ก็เป็ชุดใหม่ที่พึ่งตัดมา ทำให้มองรวมๆ เหมือนคุณชายน้อยตระกูลในเมืองเลยก็ว่าได้
เขายืนจับมือพี่สาวอย่างตื่นเต้นที่ข้างลานพิธี รอให้ถึงชื่อของตนที่จะขึ้นไปปลุกพลัง
“ต่อไป หลินจิ่นหยาง ขึ้นไปยืนตรงกลางวงแหวนอัขระ” ผู้ทำพิธีกล่าว
เด็กชายมองหน้าพี่สาว นางพยักหน้าให้ เด็กชายจึงก้าวไปยืนกลางวงแหวนอักขระบนเวที พิธีดำเนินไป เมื่อเด็กชายส่งพลังเข้าไปในลูกแก้วตรวจสอบธาตุ ลูกแก้วก็เรืองแสงออกมา เป็สีแดงสว่างเจิดจ้า และเปลี่ยนเป็สีเขียวสดใส
“โอ้ว. ธาตุคู่ ไฟกับพฤกษา” ผู้ทำพิธีกล่าว คนที่ยืนอยู่รอบก็ก็กล่าวชื่นชม เพราะมีไม่มากนักที่จะพบคนที่มีพลังสองธาตุ ยิ่งสามธาตุยิ่งหายาก
จิ่นหยางทำความเคารพผู้ทำพิธีและเดินลงมาหาบิดามารดาและพี่สาวอย่างร่าเริง
“จิ่นหยางของพวกเราเก่งจริงๆ” จิ่นฮวาเอ่ยและโยกหัวน้องเบาๆ และทุกคนก็หัวเราะอย่างมีความสุข
“วันนี้พ่อจะพาพวกเ้าไปกินอาหารอร่อยๆ ดีหรือไม่” บิดาเสนอ
“ดีขอรับ/ดีเ้าค่ะ” ทุกคนตอบพร้อมกัน แล้วก็หัวเราะ
หลินซานหยางจึงพาครอบครัวไปที่ร้านอาหารชื่อดังของเมือง เพื่อทานอาหาร
การกินอาหารนอกบ้านผ่านไปอย่างมีความสุข ครอบครัวของเขากำลังจะดีขึ้นเรื่อยๆ มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ หลินซานหยางสัญญากับตนเองว่า เขาจะไม่ให้ครอบครัวลำบากอีก และจะปกป้องทุกคนไม่ให้ใครมารังแกได้
เมื่อกินข้าวเสร็จจึงพากันไปเดินเที่ยวซื้อของที่้า เมื่อคืนพวกเขาวางแผนกันไว้ว่าจะหาซื้อเมล็ดผัก และต้นกล้าผลไม้ไปปลูกที่บ้าน
จิ่นฮวาเสนอว่าหากสามารถปลูกพืชผักที่มีพลังิญญาได้จะกระจายสินค้าได้มากกว่าการปลูกสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ถ้าเป็พืชผัก ราคาจะถูกกว่าสมุนไพร เพราะไม่มีสรรพคุณทางยา และผักพลังิญญา สามารถปรุงเป็อาหารและดูดซับได้เลย ไม่เหมือนสมุนไพรที่ต้องใช้ผู้ปรุงโอสถเป็คนหลอม
แต่การปลูกพืชิญญาจำนวนมาก ต้องใช้พลังธาตุพฤกษาปริมาณมากเช่นกัน คนอื่นจึงไม่นิยมทำกันเพราะสิ้นเปลืองเกินไป แต่นางก็อยากทดลองดู
“ข้างหน้ามีร้านต้นไม้เ้าค่ะ” เยว่เอ๋อร์ที่บินสำรวจไปทั่ว รีบบอกให้ทุกคนตามมา เมื่อพบร้านเป้าหมาย
“้าต้นอะไรเลือกดูก่อนได้นะขอรับ” เถ้าแก่ออกมารับลูกค้าด้วยตนเอง
“เถ้าแก่ มีเมล็ดผักอะไรขายบ้างเ้าคะ” จิ่นฮวาเอ่ยถาม
“โอ้ เชิญด้านนี้ขอรับคุณหนู” เถ้าแก่พาไปดูตู้ลิ้นชักที่เก็บเมล็ดพันธุ์ผัก มีผักกว่าร้อยชนิด โดยมีรายชื่อแปะได้ที่หน้าลิ้นชักแต่ละช่อง
นางจึงเลือกมาประมาณสิบชนิด โดยเน้นเป็ผักกินใบที่นางคุ้นเคยก่อน เช่นคะน้า ผักกาด กวางตุ้ง ผักบุ้ง และอื่นๆ นอกจากนั้นยังมีหัวไชเท้าด้วย
“เอาเมล็ดผักพวกนี้อย่างละครึ่งจินเ้าค่ะเถ้าแก่” นางบอกรายชื่อผักแต่ละชนิดที่้าแล้วให้เถ้าแก่ชั่งมาให้จากนั้นเดินเลือกดูต้นกล้าพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่นี้มีทั้งดอกไม้และผลไม้
“เอาต้นมะนาว 2 ต้นเ้าค่ะ แล้วก็มะกรูด 2 ต้น พริก 5 ต้น เ้าค่ะ” จิ่นวาดีใจมากไม่คิดว่าที่นี้จะมีพืชผักและต้นไม้ที่นางรู้จักมากมายขนาดนี้ หากมีพริกกับมะนาว รวมกับกระเทียมป่าที่มีอยู่ นางสามารถทีน้ำจิ้มไว้กินกับกุ้งเผาปลาเผาได้แล้ว และยังสามารถทำอาหารที่รสชาติหลากหลายขึ้นอีกด้วย
นางสำรวจต้นผลไม้ไว้หลายอย่าง แต่ยังไม่ได้สั่งซื้อ. ไว้เตรียมที่ดินให้พร้อมก่อนค่อยมาซื้ออีกที
หลังออกจากร้านต้นไม้แล้ว จึงพากันไปร้านเครื่องเขียน ซื้อกระดาษ ผู้กัน และหมึกสำหรับให้จิ่นซานฝึกคัดอักษร บิดาบอกว่าเขาควรเริ่มเรียนรู้ตัวอักษรแล้ว
เมื่อได้ข้าวของที่้าแล้ว จึงเช่ารถม้ากลับหมู่บ้าน ในรถม้ามีเสียงพูดคุยและหัวเราะไปตลอดทาง จนคนขับรถม้าที่อยู่ด้านนอกยังยิ้มตาม