กิจกรรมรับน้อง
ด้านลัลน์
"ยินดีต้อนรับน้องๆ ทุกคนเข้าสู่คณะบริหาร สาขาบัญชีของเรานะคะ น้องๆ คนไหนมีอะไรสงสัยอยากจะถามให้ยกมือขึ้นได้เลยนะ ระหว่างนี้เราก็รอเพื่อนที่กำลังทยอยกันลงมาให้ครบก่อนเนอะ แล้วค่อยมาแนะนำตัวทำความรู้จักกัน" น้ำเสียงหวานของรุ่นพี่สาวปี 4 ยืนพูดที่ด้านหน้าแถวของพวกเราที่กำลังนั่งรอเพื่อนๆ อยู่ใต้อาคารเรียนของตึกคณะ ่เช้าจะเป็การเรียนของแต่ละห้อง ส่วน่บ่ายก็จะเป็การจัดกิจกรรมเพื่อต้อนรับน้องใหม่ของแต่ละคณะ ซึ่งจะจัดขึ้นภายใต้อาคารเรียนของคณะนั้นๆ และฉันก็เป็หนึ่งในน้องใหม่ของคณะบัญชีที่กำลังนั่งทำป้ายชื่อของตัวเองด้วยความความตื่นเต้นท่ามกลางวงล้อมของเพื่อนหลายๆ คนที่ต่างก็มีเพื่อนสนิทของตัวเองแล้ว ส่วนฉันยังคงตัวคนเดียวเพราะไม่ค่อยกล้าเข้าไปคุยกับใคร
"สวัสดี เธอชื่ออะไรอะ หืม! ลัลน์ลลิต ชื่อแปลกจัง ฉันชื่อญาณินท์ ยินดีที่ได้รู้จัก" ระหว่างที่กำลังก้มหน้าทำป้ายชื่อของตัวเองก็มีหญิงสาวหน้าหวาน รอยยิ้มสดใสคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายฉันด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็มิตรแล้วนั่งลงตรงข้างๆ ฉันทันที
"ยินดีที่ได้รู้จัก" ฉันหันไปตอบกลับพร้อมกับยิ้มให้ด้วยท่าทางหวั่นๆ เพราะไม่ค่อยคุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้เท่าไรนัก
"ฉันไม่ใช่ผีสาวสวยตอนกลางวันนะ ทำหน้าอย่างกับเห็นผีไปได้" น้ำเสียงหวานที่ดูสดใสพูดขึ้นพร้อมกับมือเรียวนุ่มจับลงตรงแก้มของฉันทั้งสองข้างแล้วยื่นหน้าเข้ามาจ้องมองใกล้ๆ
"ขอโทษทีพอดีฉันไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไรอะ"
"งั้นดีเลย ฉันจะพาเธอทัวร์ทั่วมหาลัยเอง ไปกัน พี่ปิ่นคะ ณินท์ขอพาเพื่อนใหม่ไปห้องน้ำแป๊บนะคะ" ญาณินท์พูดพร้อมกับดึงมือฉันให้ลุกขึ้นแล้วะโไปบอกรุ่นพี่คนที่เป็คนพูดทักทายทุกคนในตอนแรก
"ได้ รีบไปรีบกลับนะ ห้ามพาเพื่อนโดดกิจกรรมละ" พี่ปิ่นหันมาบอกเตือน
"รับทราบค่ะ ไปกัน" ญาณินท์ทำท่ารับคำเหมือนตำรวจก่อนจะจับมือฉันวิ่งออกจากใต้ตัวตึกทันที
ญาณินท์พาฉันเดินมาเรื่อยๆ จนกระทั้งมาถึงหน้าตึกสูงมีสัญลักษณ์รูปเกียร์บ่งบอกถึงชื่อคณะอย่างชัดเจนตรงด้านหน้าป้ายของคณะวิศวกรรม
"ลัลน์ เธอเคยได้ยินตำนานที่ว่าถ้าอยากได้แฟนเป็วิศวะก็ให้มาลูบเกียร์ที่หน้าคณะแล้วเราจะได้แฟนเป็วิศวะแบบที่เรา้า" ญาณินท์พูดขณะที่เรากำลังยืนอยู่ตรงป้ายรูปเกียร์หน้าคณะวิศวะ ฉันหันไปมองด้วยความไม่เข้าใจเพราะไม่เคยสนใจเื่พวกนี้เท่าไร
"ถ้าอยากได้แฟนเป็หนุ่มวิศวะก็แค่เดินเข้ามาบอกพี่ไม่เห็นต้องลำบากมาแอบลูบเกียร์หน้าคณะเลยนะครับน้องญาณินท์" น้ำเสียงทุ้มของชายคนหนึ่งดังขึ้นข้างหลังของพวกเรา
"พี่คิมหันต์ สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะพี่นาวิน" พวกเราสองคนหันหลังกลับมาทางต้นเสียงก่อนที่ญาณินท์จะยกมือไหว้ชายหนุ่มร่างสูงทั้งสองคนพร้อมเสียงหวานทักทายราวกับสนิทสนม
"เอ่อ นี้เพื่อนใหม่ของณินท์ค่ะ ชื่อลัลน์ ลัลน์คนนี้พี่คิมหันต์ ลูกชายของเ้ามหาลัยนี้ ส่วนคนนี้พี่นาวินลูกชายคนเดียวของตระกูลเกรียงไกรฤทธิเวชเ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์" หลังจากที่เห็นฉันยืนอึ้งอยู่ ญาณินท์ก็เลยแนะนำชายหนุ่มทั้งสองคนให้ฉันรู้จักแต่สิ่งที่ทำให้ฉันอึ้งยิ่งกว่าคือสถานะของพวกเค้าซึ่งเทียบกับฉันแล้วราวกับฟ้ากับเหวเลย ฉันยกมือไหว้ด้วยท่าทางเก้ๆกังๆ ไม่ใช่แค่กังวลเพราะเพิ่งรู้จักแต่สายตาคู่คมของผู้ชายที่ชื่อนาวินนั้นจ้องมองมาที่ฉันด้วยแววตาดุดันราวกับเหมือนว่าเค้าพยายามจะจ้องลึกเข้ามาในดวงตาคู่กลมของฉัน
ด้านนาวิน
ผมที่พยายามจ้องมองใบหน้าเรียวที่มีดวงตากลมโตของเด็กสาวตรงหน้าซึ่งเป็เพื่อนใหม่ของญาณินท์ แววตาที่ดูมีความเศร้าอยู่ภายในราวกับใจของเธอมีความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่ แววตาที่ดูคุ้นเคยเหมือนกับผมเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเพียงแต่นึกไม่ออกเลยพยายามจะมองให้ชัดจนไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอเดินเข้ามาใกล้ตัวเธอตอนไหน
"เห้ย!ไงเพื่อน คนนี้สเปกหรือไงวะ จ้องซะใกล้เชียว" เสียงของไอ้คิมหันต์ทำให้ผมหลุดจากความคิดในหัวก่อนจะถอยกลับมาหนึ่งก้าวแล้วยืนกอดอกทำหน้านิ่งไม่สนใจ
"น้องลัลน์ต้องระวังตัวไว้หน่อยนะครับไอ้นาวินมันดุโหด ไม่เหมือนพี่เป็โหมดอบอุ่นใจดี" มันพูดพร้อมกับเดินเข้าไปหาสองสาวตรงหน้าตามนิสัยของมันที่พอเห็นสาวๆ หน้าตาน่ารักก็จะเข้าไปจีบทุกคนและด้วยความที่มันเป็คนเสียงนุ่มเลยทำให้สาวๆ ส่วนใหญ่จะหลงไปกับน้ำเสียงและคารมของมัน
"ห้ามยุ่งกับเพื่อนณินท์เลยนะคะพี่คิมหันต์ คนนี้ณินท์หวง สงวนสิทธิ์ได้แค่มองถ้าพี่แตะต้องณินท์จะฟ้องคุณลุงให้ตัดเงินเดือนพี่" ญาณินท์รีบเข้ามาขวางในฐานะลูกพี่ลูกน้องของคิมหันต์ เนื่องจากญาณินท์เป็ลูกสาวของญาติฝั่งพ่อของไอ้คิมหันต์ทำให้พวกเราสนิทกันเพราะรู้จักกันมาั้แ่เด็กๆ
"สรุปคือ..เปลี่ยนแนวเป็ชอบหญิงจริงๆ ซินะเรา" คิมหันต์พูดพร้อมวางมือลงบนหัวของญาณินท์แล้วขยี้ผมเบาๆ อย่างเอ็นดู
"ก็ถ้าผู้ชายทั้งโลกเ้าชู้แบบพี่ ณินท์ก็ขออยู่กับเพื่อนสาวขึ้นคานไปพร้อมกันดีกว่าเนอะลัลน์" น้ำเสียงเล็กตอบกลับพร้อมรอยยิ้มสดใสก่อนจะหันกลับไปทำท่าควงเพื่อนใหม่ของเธอที่ยังคงก้มหน้าหลบสายตาของผม
"ได้เวลารับน้องแล้ว พาเพื่อนกลับคณะได้แล้วณินท์" ผมพูดตัดบทเพราะเริ่มจะรำคาญกับบทสนทนาที่ไม่รู้จะจบลงตอนไหน ที่สำคัญคืออยู่ๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดในใจกับแววตาของเด็กสาวตรงหน้า
"ค่ะพี่นาวิน สวัสดีค่ะ" ญาณินท์ตอบกลับน้ำเสียงอ่อนลงด้วยความที่รู้จักนิสัยของผมดีว่าผมเป็คนดุ เธอเลยมักจะเชื่อฟัง ยกมือไหว้พวกเราก่อนจะพาเพื่อนสาวของเธอกลับไป ร่างบางยังคงก้มหน้ากว่าจะยอมเงยหน้าขึ้นมาเดินเป็ปกติก็เดินเลยคณะของพวกผมไปแล้ว