รถม้ามุ่งตรงออกจากพระราชวังไปทางทิศเหนือของเมืองซึ่งเป็ที่ตั้งของตระกูลลู่ ตระกูลขุนนางที่ควบคุมการคลังของอาณาจักรเรียกได้ว่ามีตำแหน่งสำคัญมากเลยก็ว่าได้
การเดินทางไปตระกูลลู่นั้นต้องผ่านตัดผ่านป่าไป เนื่องจากบรรพบุรุษของตระกูลลู่ได้เลือกสถานที่ตั้งตระกูลบนูเาที่มีบรรยากาศดีและไอพลังงานฟ้าดินเป็รองเพียงวังหลวงเท่านั้น ซึ่งก็ได้รับการอนุญาตจากองค์จักรพรรดิรุ่นแรกอย่างง่ายดาย
ระหว่างทางด้านในรถม้า ลั่วอู่หลนนั่งข้างๆลั่วหยุนหยางผู้เป็พี่ชายด้านตรงข้ามของพวกเขาคือสามหญิงงามที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนานและพากันตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้านมาหามารดาที่รัก
"นี่พี่ชาย ข้าก็เข้าใจนะว่าความปลอดภัยนั้นสำคัญ แต่ทว่าท่านพาองครักษ์มาถึงสิบคนด้วยกัน ท่านตาไม่บ่นเอาหรือ??"
"หุหุ ก็ท่านตาของเ้าน่ะสิที่ให้นำองครักษ์มามากมายขนาดนี้ ทั้งยังบอกอีกว่าพามามากยังดีกว่าพามาน้อยเพื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้หายห่วงเื่ความปลอดภัย"ลั่วอู่หลินได้ยินคำตอบก็ยกยิ้มเจื่อนๆให้พี่ชาย เขาเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าท่านตาของตนจะเล่นใหญ่ขนาดนี้ องครักษ์ทั้งสิบคนล้วนแต่อยู่ในระดับจอมพลทั้งหมด ต้องบอกก่อนว่าแม้แต่องค์จักรพรรดิและองค์ราชินีเดินทางยังไม่ใช้องครักษ์ขนาดนี้ นี่แสดงให้เห็นแล้วว่าท่าตาใส่ใจในความปลอดภัยของพวกเขามากเพียงใด
"องค์ชายใหญ่ถึงตระกูลลู่แล้วขอรับ"เวลาในการเดินทางผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยามในที่สุดก็มาถึงตระกูลลู่ ลั่วหยุนหยางเดินเดินนำลั่วอู่หลินและหญิงงามทั้งสาม เบื้องหน้าของพวกเขานั้นคือคฤหาสน์ใหญ่และคฤหาสน์ย่อยมากมายที่กินพื้นที่เกือบทั้งูเาดูงดงามและเรียบง่าย
เบื้องหน้าประตูนั้นมีขบวนของเหล่าคนในตระกูลลู่มาตอนรับมากมาย อันเนื่องมาจากองครักษ์ได้มาแจ้งข่าวให้พวกเขาทราบล่วงหน้านั่นเอง
"คาราวะองค์ชายใหญ่ องค์ชายเจ็ด"ทุกคนต่างทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกัน แม้แต่ผู้นำตระกูลเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นแต่ทว่าลั่วหยุนหยางไปหยุดเขาได้ทัน
"ท่านพ่อตา ไม่ต้องคาราวะหรอก ทำเช่นนี้ข้าและน้องชายจะอายุสั้นกันเปล่าๆ ทุกคนเองเหมือนกันวันนี้ข้าพาพวกนางกลับมาเยี่ยมครอบครัวเท่านั้นไม่ต้องมากพิธีแล้วกลับไปทำหน้าที่ของตนเองเถอะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนพากันคาราวะอีกหนึ่งครั้งและแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเองอย่างปกติ หญิงงามสะคราญสามนางอย่างลู่ฟางหนิง ลู่ฟางเยว่ และลู่หงยี่ พากันวิ่งเข้าไปกอดมารดาด้วยความคิดถึง ส่วนตัวของลั่วอู่หลินนั้นไม่ได้กล่าวอะไรและทำเพียงมองดูเงียบๆเท่านั้น แต่ทว่าใบหน้ากลับมีความจริงจังจนหากมีคนหันมองยังต้องสังเกตุได้
เหตุผลนั่นเพราะในระหว่างทางไฉ่เยว่เอ๋อััได้ถึงการเคลื่อนไหวแปลกประหลาดด้านข้างทางซึ่งเป็ป่าทึบ และที่ทำให้เขาตึงเครียดเช่นนี้ก็คือเหล่าองครักษ์ทั้งสิบคนที่ถือว่าเป็มือดีแห่งวังหลวงยังมิอาจที่จะััถึงการเคลื่อนไหวเ่าั้ได้ ซึ่งมันสามารถบ่งบอกได้ว่าหากอีกฝ่ายไม่ระดับเหนือกว่าก็คงมีวิชาอำพลางกายที่สูงมากเลยทีเดียว
หากจะให้เลือกลั่วอู่หลินขอเลือกเป็อย่างหลังมากกว่าเพราะหากอีกฝ่ายเป็ระดับกษัตริย์ขึ้นมาแม้เขาจะหนีได้แต่เขาคงจะไม่ยอมหนีและปล่อยให้พี่ชายรวมไปถึงคนอื่นๆตายตกเช่นกัน เมื่อถึงเวลานั้นหากจำเป็จริงๆเขาก็ต้องสำแดงพลังของตนเองออกมา
ในขณะที่ลั่วอู่หลินกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ลั่วหยุนหยางเรียกน้องชายให้เดิมตามไปยังคฤหาสน์ในทันที ด้านในโถงใหญ่นี้ลั่วอู่หลินและลั่วหยุนหยางนั่งลงข้างๆกัน ส่วนพี่น้องตระกูลลู่ต่างพูดคุยกับมารดามิได้หันไปหาผู้เป็บิดาเลยแม้แต่น้อย อาจจะเป็เพราะยังคงโกรธที่พ่อของพวกนางเคยคิดจะบังคับให้พวกนางหมั่นหมายกับองค์ชายสองและองค์ชายสามก็เป็ได้
บรรยากาศอันแสนอบอุ่นของมารดาและลูกสาวทำให้ทุกคนในที่นี้ยิ้มได้ ในขณะที่บรรยากาศหวานชื่นดำเนินไปยังไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาพอประมาณคนหนึ่งพุ่งเข้ามาพรวดพราดจนทำให้ทุกคนต้องหันมอง
"ลู่เฉินซิน เ้าเข้ามาทำไม เห็นหรือไม่ว่าตอนนี้มีแขกสำคัญ!!"ลู่เจียงเฉินกล่าวสีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม ชายที่เข้ามาโดยพละการคนนี้คืออัจฉริยะที่แข็งแกร่งเป็รองเพียงลู่ฟางหนิงเท่านั้นในตระกูลลู่ ทั้งเขายังรู้ว่าอีกฝ่ายมีใจให้กับลู่ฟางหนิงด้วยเช่นกัน ดังนั้นชายหนุ่มจึงออกไปฝึกฝนเพื่อสักวันหนึ่งจะทำให้นางยอมรับ
การมาอย่างหุนหันพลันแล่นเช่นนี้ ลู่เจียงเฉินรับรู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่เื่ดีอย่างแน่นอน และมันก็เป็ที่เขาคิดเมื่อมาถึงลู่เฉินซินโยนกระบี่ให้กับลั่วอู่หลินอย่างไม่หวั่นเกรงว่าอีกฝ่ายจะมีฐานะอะไร
"จับกระบี่ขึ้นมาประลองกับข้า หากเ้าแพ้จงถอนการหมั่นหมายของหนิงเอ๋อซะ"
"ลู่เฉินซิน เ้ากำลังจะทำอะไร! ออกไปซะ แล้วอย่าเรียกข้าว่าหนิงเอ๋อเพราะเราไม่ได้สนิทกันถึงขั้นนั้น"ลู่ฟางหนิงลุกพรวดเต็มไปด้วยความไม่พอใจ นางมิได้สนิทกับอีกฝ่ายถึงปานนั้นจึงไม่จำเป็ต้องไว้หน้า เพราะนี่ถือเป็การหยามศักดิ์ศรีนางเป็อย่างมาก
"อึก!"
"ลู่เฉินซินรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่ การกระทำโง่ๆของเ้า อาจจะทำให้ตระกูลลู่ตกต่ำได้เลยทีเดียวนะ"ลั่วหยุนหยางกล่าวอย่างด้วยน้ำเสียงจริงจัง อีกฝ่ายเป็ถึงระดับนักรบขั้นเก้าแต่กลับท้าประลองกับเ้าชายที่ไร้รากปราณ นี่เหมือนกับคิดจะหยามเกียรติของน้องชายตนชัดๆแล้วพี่ชายอย่างเขาจะยอมได้อย่างไร
"เอ่อ......องค์ชายได้โปรดใจเย็นลงก่อนขอรับ ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้"ลู่เจียงเฉินกล่าว ในขณะนั้นเองลั่วอู่หลินหยิบกระบี่ขึ้นมาพิจารณาอย่างเมินเฉย ภาพนี้ทำให้ทุกคนพากันอึ้งงันไม่เว้นแม้แต่ลั่วหยุนหยางเองก็ตาม เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้องชายเก็บกระบี่ขึ้นมาทำไม
"เ้าน่ะ ลู่เฉินซินสินะ มีบางอย่างที่ข้าต้องบอกเ้า!อย่างแรกเลยคือลู่ฟางหนิงแม้จะเป็คู่หมั่นของข้าแต่ตัวนางไม่ใช่สิ่งของดังนั้นไม่อาจจะนำมาเดิมพันได้ การที่เ้ากล่าวว่าให้ข้าเดิมพันการต่อสู้กับเ้าโดยใช้นางนั่นก็เท่ากับเ้าตีค่าว่านางเป็สิ่งของไปแล้ว คิดว่าอย่างไรละ? ความรักของเ้าก็แค่ความ้าของคนมักง่ายที่อยากจะโดยไม่สนใจความเดือดร้อนของคนอื่นก็เท่านั้น ช่างน่าเสียดายที่พร์สูงส่งแต่ไร้ซึ่งความคิด"
วาจาเชือดเฉือนของลั่วอู่หลินทำให้ลู่เฉินซินกำหมัดแน่น แววตาที่มองลั่วอู่หลินคล้ายกับ้าฆ่าอย่างไรอย่างนั้น แน่นอนทุกคำพูดของลั่วอู่หลินนั้นได้แทงใจดำของเขาเข้าอย่างจัง แต่ด้วยที่อุตส่าออกไปฝึกฝนนอกตระกูลมานานเพื่อให้ได้ลู่ฟางหนิงมาครองตัวมันจะยอมถอยได้อย่างไรกัน
"ข้าไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ลุกขึ้นมาสู้กับข้า!"
"ฮ่าๆๆ ข้านั้นไร้รากปราณจะไปสู้กับเ้าได้อย่างไรกัน การที่ท้าข้าก็เท่ากับเ้าดูถูกตัวเองไปแล้ว ไม่เพียงไม่ละอายใจเท่านั้นแต่ยังคงหน้าด้านหน้าทนท้าทายอยู่ได้ ข้าละยอมเ้าเลยจริงๆ"ลั่วอู่หลินยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับหรือเคลื่อนไหวใดๆ หากเป็สถานการณ์ที่ไร้ผู้คนชายที่น่ารำคาญคนนี้คงได้ตายไปแล้ว
"เ้า!"คมกระบี่พุ่งเข้าใส่ลั่วอู่หลิน เห็นได้ชัดเลยว่าอีกฝ่ายโกรธจนขาดสติไปเสียวแล้ว
"องค์ชาย!!"สองคู่หมั่นของลั่วอู่หลินะโขึ้นมาด้วยความใ ในขณะที่คมกระบี่กำลังจะถึงตัวลั่วอู่หลินกระบี่เล่มนั้นก็กระเด็นออกไปพร้อมด้วยกระบี่ของลั่วอู่หลินที่ไปจ่อที่คอของอีกฝ่ายในระยะเวลาไม่ถึงสามลมหายใจด้วยซ้ำ
"แม้ข้าจะไม่มีรากปราณแต่ด้านกระบวณท่าข้าเองก็มีความมั่นใจพอสมควร"ลั่วอู่หลินกล่าวออกไปเช่นนั้น ในขณะที่ทุกคนกำลังตะลึงงันในพริบตานั้นดวงตาสีม่วงก็ปรากฏขึ้นมาและนำพาให้ลู่เฉินซินเข้าสู่สภาวะภาพลวงตาจนตัวของลู่เฉินซินเองเหม่อลอยและคุกเข่าลงไป
กระบี่ในมือของลั่วอู่หลินปักลงไว้เบื้องหน้าของชายที่มาท้าทายเขา ก่อนที่จะเดินไปนั่งที่ข้างๆลั่วหยุนหยางที่ตอนนี้มองมาที่น้องชายอย่างภาคภูมิใจ สิ่งที่ลั่วหยุนหยางและคนอื่นๆเห็นเมื่อครู่คือลั่วอู่หลินสามารถชนะด้วยกระบวนท่าไม่ใช่ระดับพลังหรือทักษะยุทธ ดังนั้นความลับเื่พลังปราณของชายหนุ่มก็ยังคงเป็ความลับอยู่เช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง
ทางลู่เจียงเฉินรีบให้คนนำตัวของลู่เฉินซินที่อยู่ในสภาพเหม่อลอยออกไปในทันที ก่อนที่จะขออภัยในความผิดพลาดครั้งนี้ของตระกูลลู่ แน่นอนว่าทั้งลั่วอู่หลินและลั่วหยุนหยางไม่ได้ถือโทษใดๆและยังคงพุดคุยอย่างเป็กันเองกับทั้งลู่เจียงเฉินและลู่หลินจนถึงเวลากลับวัง