หนานิอู่!
สาวงามอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งสำนักเทียนซิงอันดับหนึ่งในการประเมินรวมของสำนักเทียนซิงนอกรุ่นก่อนอันดับที่สามของประวัติศาสตร์การประเมินครั้งสุดท้ายตลอดห้าร้อยปีที่ผ่านมาคะแนนเช่นนี้ยิ่งเพิ่มความโฉมยงของหนานิอู่เข้าไปอีก นางจึงเป็เหมือนกับเทพธิดาก็มิปาน
ทว่ายามนี้เทพธิดาตรงหน้ากลับกำลังประคองชายหนุ่มขากะเผลกคนหนึ่งไว้เอาเป็ว่าช่างมันก่อน ชายหนุ่มคนนี้สกปรกมอมแมมสุดๆ ไม่ต้องพูดถึงชุดขาดรุ่งริ่งที่เปรอะเปื้อนไปทั้งตัวนั่นและสิ่งที่ทำให้เหล่าศิษย์ยิ่งเดือดดาลนั่นคือ ไอ้หนุ่มคนนี้ยังแผ่กลิ่นเปรี้ยวเหม็นแปลกๆอย่างรุนแรงไปทั้งตัวอีกด้วย
สิ่งที่ทำให้เหล่าศิษย์คลั่งมากที่สุดคือไอ้หนุ่มยาจกคนนี้ยังมีหน้าพูดไปยิ้มไปกับเทพธิดาแถมยังหยอกจนเทพธิดาแกล้งโกรธเป็ครั้งคราว
สีหน้าของฉิวจวิ้นตึงขึ้นในทันใด
เฟิงหลิงเหยียนจ้องหนานิอู่ แม้จะคิดว่านางงามไม่ด้อยไปกว่าใครแต่หากเทียบกับหนานิอู่แล้ว ไม่ว่านิสัยหรือหน้าตาทั้งสองล้วนเทียบกันแทบไม่ติด มากเสียจนกระทั่งเกิดความรู้สึกละอายในตัวเอง
ครั้นมองไปยังชายหนุ่มที่หนานิอู่ประคองมา เฟิงหลิงเหยียนพลันขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยััได้ถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้า รอจนชายหนุ่มเดินมาใกล้จึงมองอย่างละเอียดพริบตาสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีดพลันปรากฏ
หลินโม่...
เฟิงหลิงเหยียนมองชายหนุ่มขากะเผลกอย่างตกตะลึง
ณ เวลานี้ หลินโม่รู้สึกไร้หนทางที่สุด จากสายตาคนนอกเขากำลังได้รับการประคองจากเทพธิดานี่คือเื่ที่เหล่าศิษย์มากมายใฝ่ฝันมาโดยตลอดแต่เขากลับรู้ดีว่านี่คือการแก้แค้นของหนานิอู่ที่เขาเพิ่งบอกนั้นผิดไปเสียที่ไหนล่ะ
หญิงงามร้ายลึก
เมื่อเผชิญกับสายตามากมายพอที่จะฆ่าคนได้ หลินโม่ก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญาการกระทำเช่นนี้ของหนานิอู่ทำให้เขาได้กลายเป็ศัตรูของเหล่าศิษย์ชายสายนอกไปแล้วเรียบร้อย
ในเมื่อสถานการณ์เป็เช่นนี้แล้ว หลินโม่ก็ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับกลับกันการถูกหนานิอู่ประคองไว้เช่นนี้ก็ไม่ได้เป็เื่เลวร้ายเลยกลับได้ประโยชน์อีกเสียมากกว่า บนร่างของสาวงามคนนี้มีกลิ่นหอมเป็พิเศษหอมอย่างมีเอกลักษณ์ เขาก็ไม่ได้เสียเปรียบอันใดสักนิด
“หลินโม่ ข้านึกว่าเ้าทิ้งการประเมินครั้งสุดท้ายไปแล้วเสียอีก”
เฟิงหลิงเหยียนเดินเข้ามาด้วยความเย้ยหยัน “คราวก่อนเ้าบอกข้าว่าเ้าจะชิงสามอันดับแรกของการประเมินครั้งสุดท้ายในครั้งนี้ให้ได้ทั้งยังบอกให้ข้าตั้งตาคอย ข้ารอเ้าอยู่ที่นี่มาครึ่งวันแล้วแต่ข้าอยากเห็นว่าเ้าจะทำอย่างไรถึงได้บอกให้ข้าตั้งตารอกัน”
หลินโม่?
หลังจากเหล่าศิษย์สายนอกมองอย่างละเอียดแล้วถึงจำใบหน้าเปื้อนคราบสกปรกของหนุ่มนั่นได้ว่าคือหลินโม่
ที่สายนอกมีคนโด่งดังถึงสองคน คนแรกคือ ฉิวจวิ้นอันดับหนึ่งซึ่งเป็ศิษย์แห่งสายนอกอยู่แล้ว สำหรับอีกฝ่ายคือที่โหล่ตลอดปีผู้มีฉายาหินมูลทับโอ่งแห่งสายนอก หลินโม่
หินมูลทับโอ่งที่โหล่จะชิงสามอันดับแรกในการประเมินครั้งสุดท้ายหรือ?
เสียงหัวเราะเยาะพลันะเิดังขึ้น ปะปนไปทั้งความเย้ยหยันและดูถูกหากคำนี้ออกมาจากปากของศิษย์คนอื่นล่ะก็อาจจะยังน่าเชื่อถือได้บ้าง ทว่ากลับออกมาจากปากของเ้าที่โหล่หลินโม่นั่นเป็เื่ตลกที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยเชียวล่ะ
สายตาเยือกเย็นของเหลิงอู่เหยียนจ้องเฟิงหลิงเหยียนเขม็งไม่ว่าใครหน้าไหนหากริอาจสร้างความอับอายให้หลินโม่จะต้องได้ชดใช้ไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่ที่ใดก็ตาม
หลินโม่ยื่นมือปรามเหลิงอู่เหยียนเอาไว้ ท่าทางคงสงบดังเดิม
เดิมทีหลินโม่หน่ายที่จะโต้เถียงกับเฟิงหลิงเหยียนแต่อย่างไรทั้งสองตระกูลก็เป็สหายกัน ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาก็ไม่แย่ต่อมาเป็เพราะความสัมพันธ์ของหลินโม่ทั้งสองจึงค่อยๆห่างกันไป นี่ยังไม่สำคัญอะไร หากเป็เพื่อนที่ดีต่อกันก็ย่อมได้
ทว่าคำพูดของเฟิงหลิงเหยียนคราก่อนได้ตัดฟางเส้นสุดท้ายของหลินโม่ไปเรียบร้อยและครั้งนี้ซ้ำแย่ลงกว่าเดิม
สองปีที่อยู่สายนอกแม้ว่าหลินโม่จะคุ้นชินกับคำพูดเ็าเฉยเมยของผู้อื่นแล้วแต่แค่ไม่เกินเลยเขาก็พร้อมที่จะไม่สนใจ ทว่าคำพูดของเฟิงหลิงเหยียนเมื่อครู่จี้จุดขีดจำกัดของหลินโม่ไปถึงสองครั้งต่อกัน
หลินโม่ไม่ได้เปิดปากโต้กลับ เพราะคำพูดเป็สิ่งไร้น้ำหนักที่สุดมีเพียงการกระทำเท่านั้นที่ใช้พิสูจน์ได้
ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันและดูแคลนของคนไม่น้อยหลินโม่กะเผลกมุ่งไปยังเขตสนามทดสอบ
“ขาเป๋ไปแล้วยังคิดจะเอาสามอันดับแรก? แต่ถึงขาไม่เป๋แล้วไม่ได้เป็ที่โหล่ก็ถือว่าไม่เลวเลยล่ะ” ความถากถางปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉิวจวิ้น
คำคำนี้ดึงดูดสายตาโกรธแค้นของเหลิงอู่เหยียนในทันที
“เหลิงอู่เหยียน ข้ารอเ้ามานานแล้วข้าอยากเห็นเหลือเกินว่าคะแนนในการประเมินครั้งสุดท้ายของเ้าครั้งนี้จะไปถึงระดับไหนได้กันเชียว” ฉิวจวิ้นปราดตามองเหลิงอู่เหยียนพลางเอ่ย
“บทสรุปไม่ทำให้เ้าผิดหวังแน่” เหลิงอู่เหยียนเอ่ยเสียงขรึม
“ดีมาก ข้าจะคอยเ้า” ฉิวจวิ้นหรี่ตาตอบกลับ
ยามนี้ กลุ่มคนแถวหนึ่งกำลังเดินเข้ามาจากที่ไกลๆ ทั้งหมดคือซวี๋อี้ที่ติดตามผู้ตรวจตรามาด้วยและคนอื่นๆ
มู่อี้มองไปยังเขตสนามทดสอบแล้วสบเข้ากับหลินโม่ผู้ขากะเผลกที่กำลังต่อแถวรอทดสอบอย่างพอดิบพอดีเขาจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวชมขึ้น “ศิษย์คนนั้นไม่เลวเลยได้รับาเ็หนักถึงเพียงนั้นยังมาร่วมการประเมินครั้งสุดท้ายอยู่อีกจิตใจมุ่งมั่นจนน่ายกย่องเสียจริง”
ซวี๋อี้ปราดตามองตาม คิ้วหนาขมวดขึ้นเล็กน้อยแม้ว่าศิษย์คนนี้จะเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปทั้งร่างจนยากที่จะมองเห็นหน้าชัดทว่าเขาก็ยังรีบพยักหน้ายิ้มตามแล้วเอ่ยว่า “แน่นอนขอรับจิตใจมุ่งมั่นจนน่ายกย่องจริงๆ ขอรับ ศิษย์คนนี้ควรค่าแก่การได้รับการสรรเสริญ”
“ในเส้นทางการฝึกไม่เพียงแต่มองแค่สติปัญญายังต้องมองความมุ่งมั่นอีกด้วย หากสติปัญญาดีแต่จิตใจไม่มุ่งมั่นล่ะก็จะหมดทางในการเดินไปได้ไกลบนเส้นทางแห่งการฝึกฝนเทียนซิงสายในของพวกเราในหลายปีมานี้ ศิษย์ที่คัดเลือกมานั้นไม่ได้แย่แต่กลับขาดความมุ่งมั่น ล้มเหลวเพียงนิดก็ถอดใจกันไปแล้วไม่เหมือนศิษย์ที่มีจิตใจอันมุ่งมั่นแรงกล้าคนนี้หากไม่ได้รับเข้าสายในของพวกเราล่ะก็ นั่นคงน่าเสียดายเกินไปแล้ว” มู่อี้ชี้แนะทางให้
ผู้ดูแลหลัวรีบส่งสายตาให้ซวี๋อี้ เหล่าผู้ติดตามเข้าใจในทันทีจึงรีบจัดการส่งอาจารย์ท่านหนึ่งไป
“ผู้าุโมู่ชี้แนะมาว่าพวกเราในวันหน้าต้องเอาเยี่ยงอย่างศิษย์คนนี้สร้างจิตใจอันมุ่งมั่นในการฝึกตนให้แกร่งยิ่งขึ้น”
“อืม!” มู่อี้พยักหน้า
ผู้ดูแลหลัวยกนิ้วโป้งแก่ซวี๋อี้ ซวี๋อี้ยกยิ้มอย่างรู้กัน ในใจพลันผ่อนคลายไปเปราะใหญ่ เื่นี้ช่างเหมาะเจาะอย่างสมบูรณ์การย้ายเข้าดำรงตำแหน่งผู้ดูแลสายในในเดือนหน้านั้น ก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากแล้วล่ะ
ด้วยความรวดเร็ว อาจารย์ที่ไปตรวจสอบก่อนหน้านี้ก็กลับมาอาจารย์คนนี้มีสีหน้าลำบากใจ ปราดตามองซวี๋อี้ครั้งหนึ่ง คำที่หมายจะพูดหยุดลงแววตาเช่นนี้ทำให้ซวี๋อี้รู้สึกได้ถึงความผิดปกติกระทั่งทำให้ความว้าวุ่นไม่สงบบางอย่างก่อขึ้นในใจ
“เป็อะไรไป? ตรวจหาไม่เจออย่างนั้นหรือ?” มู่อี้ขมวดคิ้ว
“ท่านผู้าุโ ข้า...” สีหน้าของอาจารย์ผู้นั้นพลันแดงเถือกขึ้นนิ่งค้างพูดไม่ออกอยู่เนิ่นนาน
“เป็ถึงอาจารย์แม้แต่ศิษย์ของตนก็ยังไม่รู้ว่าเป็ใคร ยังมีคุณสมบัติเป็อาจารย์อยู่หรือ?” มู่อี้เอ่ยเสียงต่ำอย่างเริ่มไม่พอใจ
ได้ยินดังนั้น อาจารย์ผู้นั้นพลันเหงื่อแตกพลั่กไปทั่วหน้า
“สรุปแล้วเ้าตรวจเจอหรือไม่? หากตรวจเจอก็รีบพูดมา” ผู้ดูแลหลัวเอ่ยถามด้วยสีหน้าร้อนรน
“รายงานผู้าุโ ข้าน้อยตรวจพบแล้ว ศิษย์ผู้นั้น...คือ...คือ...คือศิษย์กลุ่มห้าที่อาจารย์ใหญ่ซวี๋เป็ผู้ดูแลนามว่า...หลินโม่” อาจารย์ผู้นั้นหลับตาแน่นพลางกัดฟันเอ่ยรายงาน
ท่าทางของซวี๋อี้พลันค้างไป ตกตะลึงนิ่งอยู่กับที่
“อาจารย์ใหญ่ซวี๋ นี่คือศิษย์ที่ท่านสั่งสอนมาเองกับมือหรือแม้แต่ศิษย์ของตัวเองเ้าก็ไม่รู้อย่างนั้นหรือ?” มู่อี้เอ่ยขึ้นด้วยหน้าเคร่งขรึม
“คือว่า…ท่านผู้าุโไม่ได้เป็เช่นนั้นนะขอรับ…” ใบหน้าของซวี๋อี้แดงก่ำด้วยความรีบร้อนจึงพูดตะกุกตะกักขึ้นในทันทีขณะเดียวกันในใจพลันเกลียดแค้นหลินโม่อย่างถึงที่สุด เ้าหินมูลก้อนนี้ใน่เวลาสำคัญเช่นนี้ยังก่อเื่วุ่นวายใหญ่โตไว้ให้เขาอีก
“ท่านผู้าุโมู่ ศิษย์คนนั้นเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว ต่อให้เป็คนคุ้นเคยกันก็ยากที่จะมองออกในคราเดียวนะขอรับพวกเราอยู่ไกลถึงเพียงนี้ อาจารย์ใหญ่ซวี๋จะมองไม่ออกก็ถือเป็เื่ธรรมดานะขอรับ” ผู้ดูแลหลัวรีบละล่ำละลักพูดไกล่เกลี่ย
“เช่นนี้นี่เอง”
มู่อี้พยักหน้าพลางเอ่ยต่อ “ในเมื่อเป็ศิษย์ของอาจารย์ใหญ่ซวี๋เช่นนั้นอาจารย์ใหญ่ซวี๋คงจะเข้าใจและรู้เื่ศิษย์คนนี้ไม่ทราบว่าคะแนนของศิษย์นามว่าหลินโม่นั้นเป็อย่างไรบ้าง?”
เมื่อได้ยินคำนี้ เหงื่อเย็นเฉียบพลันแตกท่วมหน้าผากของซวี๋อี้