เกริกเกียรติยิ้มเจื่อนๆเขาไม่เข้าใจว่านายนรินทร์มีเจตนาอะไรจึงได้กล่าวออกมาอย่างนั้น เพราะเท่าที่ดูแล้วการเข้าไปทานอาหารตามร้านหรูๆสำหรับครอบครัวของนายนรินทร์ก็ไม่น่าจะใช่เื่ยากเย็นอะไร หาก้า
“อาหารแพงๆในภัตคารหรูๆก็ใช่ว่าจะเป็อาหารที่ดีเสมอไปนะครับ”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างเป็กลางๆ
“ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างคุณเกริกเกียรติจะคิดอย่างนั้น”
“เราไม่ควรที่จะมองอะไรแต่เพียงด้านเดียว เพราะอะไรทุกอย่างมักมีมากกว่าหนึ่งด้านเสมอ”
คุณยายแย้งออกมาเมื่อฟังดูแล้ว เหมือนว่าลูกเขยของท่านจะมีอะไรอยู่ในใจแต่ก่อนที่จะมีใครคนใดกล่าวอะไรออกมาอีก เรือนขวัญก็เข้ามาบอกว่าได้จัดสำรับอาหารเรียบร้อยแล้ว
ทุกคนจึงย้ายกันไปที่ห้องรับประทานอาหาร เป็ครั้งที่สองที่เกริกเกียรติได้มาทานอาหารที่บ้านหลังนี้ กับข้าวอย่างง่ายๆแต่บรรยากาศอบอุ่น ทำให้เขารู้สึกมีความสุข และเจริญอาหารยิ่งกว่าทานในภัตคารหรูๆเสียอีก
กว่าสองทุ่ม คือเวลาที่ชายหนุ่มกล่าวคำอำลากลับออกมาจากบ้านสวนหลังนั้น
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เย็นวันหนึ่ง ณ. คฤหาสน์หรูกลางกรุงนายเกรียงไกร ผู้เป็ประมุขแห่งตระกูลกิตติยะ พึ่งกลับจากทำงาน เขาถอดเสื้อสูทรออกวางไว้บนโต๊ะภายในห้องรับแขก แล้วนั่งลงบนโซฟาหนานุ่มที่หุ้มด้วยผ้าไหมลวดลายสวยงามราคาแพง ห่างออกไปเล็กน้อยคือ กิ่งก้อย ลูกสาวคนเล็กกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่แล้วก่อนหน้าที่เขาจะกลับมา
คุณกันยาผู้เป็ภรรยารีบยกน้ำส้มเย็นๆมาให้สามีอย่างเช่นเคยปฏิบัติมาั้แ่เริ่มร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
“นี่คุณ รู้ไหม ไอ้เกริกมันไม่สบาย หรือว่ามันเป็อะไรของมัน”
นายเกรียงไกรเอ่ยกับภรรยา หลังวางแก้วน้ำส้มที่ยกขึ้นดื่มลงแล้ว
“ไม่ทราบสิคะ เมื่อคืนลูกไม่ได้มานอนที่บ้าน แกเป็อะไรไปหรือคะ”
คุณกันยารีบนั่งลงข้างๆแล้วถามเสียงตื่นด้วยความเป็ห่วงบุตรชาย ซึ่งโดยปกติแล้วเกริกเกียรติจะไปๆมาๆระหว่างบ้านกันคอนโดส่วนตัว ไม่ได้ค้างที่ใดแน่นอน
“นั้นสิ มันเป็อะไร ผมก็แปลกใจอยู่ถึงได้มาถามคุณนี่ไง” นายเกรียงไกรแกล้งทำท่าคิดอยู่นิดหนึ่งก่อนพูดต่อ “คุณรู้ไหม วันนี้นะ มันไปหาผมที่บริษัทแต่เช้าแล้วอยู่ช่วยทำงานจนถึงเที่ยง ซ้ำตอนบ่ายยังเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการบริหารขอบริษัทซะอีกแน่ะ แต่เท่าที่ผมจับดูตัวของมันก็ไม่เห็นร้อนนะ”
“คุณพี่ละก็” คุณกันยาร้องเสียงสูง พร้อมกับค้อนสามีเสียวงใหญ่ เมื่อรู้ว่าอะไรเป็อะไร “พอลูกไม่ทำงานก็ว่าลูกเหลวไหลไม่เอาถ่าน พอลูกทำขึ้นมา ก็ยังหาเื่ว่าเอาได้อีกแน่ะ”
“ก็มันแปลกไหมละคุณ อีตอนที่เราเคี่ยวเข็ญมันแทบเป็แทบตาย ไม่เห็นมันจะสนใจ บ่ายเบี่ยงอยู่นั้นเอง แต่พอทำใจได้ว่ายังไงก็ช่างหัวมัน มันดันกลับเข้ามาทำหน้าตาเฉย ไอ้ลูกคนนี่มันคิดยังไงของมัน”
ชายวัยใกล้หกสิบพูดไปก็เอามือลูบคางตัวเองทำท่าครุ่นคิดไปด้วย
“ก็ไม่ดีหรือคะ ที่ลูกมาช่วย แกอาจจะคิดได้ขึ้นมาแล้วกระมัง”
“โอ๊ย...พึ่งจะมาคิดได้อีตอนที่หนวดกำลังจะหงอกนี้หรือคุณ”
นายเกรียงไกรขึ้นเสียงสูงอย่างไม่เห็นด้วย
“หรือไม่ บางทีพี่เกริกก็อาจจะไปติดใจ พนักงานสาวๆที่บริษัทของคุณพ่อคนใดคนหนึ่งอยู่ก็เป็ได้”
บุตรสาวคนเล็กที่ได้ยินการพูดคุยระหว่างบิดากับมารดา ออกความเห็นขึ้นมาบ้าง
“แน่ะ ยายก้อย เื่อะไรไปว่าพี่เขาอย่างนั้น”
คุณกันยาเอ็ดบุตรสาวคนเล็ก
“แต่พ่อเห็นด้วยกับเรานะยายก้อย”