จวบจนทุกวันนี้แม่หลินยังจำภาพของสวีหว่านหนิงที่เสียเลือดมากตอนคลอดเยาเม่ย และนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงได้เป็นอย่างดี
ร่างเดิมตั้งท้องเยาเม่ยโดยไม่ได้ตั้งใจ
วันนั้นร่างเดิมกำลังโศกเศร้าเพราะความเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของกู้จวิ้นและถูกหลี่เชี่ยนเชี่ยนกล่อมให้ดื่มเหล้า พอดีกับที่หลินอันลาหยุดกลับมาที่บ้าน และเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้เธอกับหลินอันมีสัมพันธ์กัน
และเพราะครั้งนั้นทำให้เธอท้องเยาเม่ย
หลังรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ร่างเดิมไม่อยากเก็บเด็กคนนี้เอาไว้ และเตรียมไปทำแท้งที่โรงพยาบาลแต่เพราะแม่หลินขอร้องอ้อนวอนทั้งยังให้คำมั่นสัญญาว่าต่อไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ในบ้านร่างเดิมจะมีอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดแม่หลินจะไม่เข้ามาก้าวก่ายความสัมพันธ์ของเธอกับหลินอันเด็ดขาดท้ายที่สุดร่างเดิมก็ยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำแท้ง
ด้วยเหตุนี้แม่หลินจึงรู้สึกผิดกับร่างเดิมมาโดยตลอด
เธอรู้สึกว่าหากตนไม่บังคับให้ร่างเดิมคลอดเยาเม่ยร่างเดิมก็คงไม่เจอกับความเจ็บปวดทรมานเช่นนั้น แถมในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดคนจากครอบครัวของร่างเดิมก็ไม่ได้คอยอยู่เคียงข้าง
นี่ก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมเมื่อต้าชุนกับเยาเม่ยโตพอสมควรแล้วแม่หลินกลับไม่เคยเรียกร้องให้สวีหว่านหนิงมีลูกเพิ่มอีกคน
“ค่ะฉันจะไม่มีลูกแล้ว ฉันมีลูกที่น่ารักและกตัญญูอย่างต้าชุนกับเยาเม่ยก็พอใจแล้วละค่ะ”
“เอาละลูกรีบไปอาบน้ำแล้วเข้านอนเถิด อยู่โรงพยาบาลมาหลายวันคงจะเพลียมาก”
สวีหว่านหนิงรู้สึกเพลียอยู่บ้างเตียงคนไข้ที่โรงพยาบาลเต็มหมดทุกเตียงญาติของคนไข้จึงต้องนอนพักบนเก้าอี้ม้านั่งตามทางเดิม เธอจึงไม่ได้นอนพักดีๆมาหลายวันแล้ว
ค่ำคืนนี้สวีหว่านหนิงนอนหลับอย่างมีความสุข
เช้าวันรุ่งขึ้นสวีหว่านหนิงถูกเสียงเอะอะปลุกจากห้วงนิทรา
เธอตั้งสติอยู่สักพักแล้วถึงพลิกตัวลงจากเตียง
ณลานบ้านของตระกูลหลิน บรรดาป้าๆ ที่สนิทสนมกับแม่หลินยืนรวมตัวกันสิบกว่าคน
เพราะแม่หลินไม่อนุญาตให้เข้าไปในบ้านพวกเขาจึงยืนคุยกันอยู่ที่ลานบ้าน แต่ละคนชอบพูดเสียงดังกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนานๆ ทีสวีหว่านหนิงจะไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้า แต่สุดท้ายก็นอนตื่นสายไม่สำเร็จ
“อ้าวอาหนิงตื่นแล้วหรือ กินมื้อเช้าหรือยัง”
“ยังเลยค่ะป้าหยางพวกป้ามาที่บ้านฉันแต่เช้าทำไมคะ” สวีหว่านหนิงถามตามตรง
เธอทั้งหิวข้าวและนอนไม่พอสภาพอารมณ์ตอนนี้เฉียดใกล้กับคำว่าหงุดหงิดไม่ได้ระเบิดอารมณ์ใส่อีกฝ่ายถือว่าดีมากแล้ว
“พวกเรามาคุยธุระกับแม่เธอน่ะสิไม่ต้องสนใจพวกเราหรอกนะ ทำธุระของเธอเถิด”
ได้ยินดังนั้นสวีหว่านหนิงก็เดินเข้าไปในห้องครัว
ต้าชุนกับเยาเม่ยกำลังเทน้ำลงไปในหม้อใบใหญ่อย่างทุลักทุเล
แต่เพราะเยาเม่ยตัวเล็กเกินไปและเตาทำอาหารก็สูงมากเด็กหญิงจึงเกือบเสียหลักหน้าทิ่มลงไปในหม้อโชคดีที่สวีหว่านหนิงมือไวคว้าตัวเธอเอาไว้ทัน
“พวกลูกอยากกินอะไรเดี๋ยวแม่ทำให้”
“พี่บอกว่าหลายวันนี้แม่เหนื่อยมากเลยอยากต้มแกงจืดไข่ให้แม่กินแต่พวกหนูยังต้มน้ำไม่เดือดเลยค่ะ”
ต้าชุนกำลังมุ่งมั่นกับการเติมฟืนเข้าไปในเตาแต่น้ำในหม้อกลับไม่ยอมเดือด
“เด็กโง่ลูกใส่ฟืนลึกเกินไป ไฟก็เลยไปกระจุกอยู่ที่ด้านหลังหม้อ เขี่ยฟืนมาข้างหน้าสักหน่อยอีกไม่นานน้ำก็เดือดแล้วละ”
ต้าชุนทำตามที่สวีหว่านหนิงบอกเป็นไปตามคาด ไม่ทันไรน้ำก็เดือดแล้ว
สวีหว่านหนิงหยิบไข่ไก่ห้าฟองให้เยาเม่ย“เยาเม่ยอยากทำแกงจืดไข่ให้แม่กินไม่ใช่เหรอ มา แม่จะสอนให้”
สวีหว่านหนิงไม่ได้ขัดขวางความกตัญญูของลูกๆที่อยากทำอาหารเช้าให้เธอทาน และยินดีที่จะร่วมทำอาหารเช้าไปพร้อมกับพวกเขา
ส่วนแขกไม่ได้เชิญตรงลานบ้านเธอไม่คิดจะใส่ใจ
หลังทำแกงจืดไข่น้ำเสร็จเยาเม่ยก็เตรียมยกออกไปข้างนอก แต่ถูกสวีหว่านหนิงห้ามเอาไว้
“แม่ยกเองลูกกับพี่ชายนั่งดีๆ เตรียมกินข้าวก็พอ”
เธอกลัวเยาเม่ยจะถือไม่ไหวแล้วทำน้ำแกงลวกมือจนบาดเจ็บอีก
ลับหลังต้าชุนกับเยาเม่ยเธอแอบหยิบซาลาเปาไส้เนื้อแปดลูกที่ซื้อมาจากร้านอาหารรัฐแล้วเก็บไว้ในช่องมิติออกมาไฟในเตายังไม่ดับ เธอจึงนึ่งมันให้ร้อน แล้วยกไปให้เด็กๆ กินด้วยกัน
“แกงจืดไข่น้ำถ้วยนี้กับซาลาเปาเนื้อสองลูกนี้เป็นของย่าไว้คนพวกนั้นกลับกันแล้วค่อยเอาไปให้ย่ากิน”
แม้ชาวบ้านในหมู่บ้านจะรู้ดีว่าตอนนี้ครอบครัวหลินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีเนื้อสัตว์และข้าวกินแทบจะวันเว้นวันแต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่เคยเห็นกับตา เลยได้แต่จินตนาการเท่านั้น
ถ้าสวีหว่านหนิงปล่อยให้ชาวบ้านจำนวนมากเห็นว่าอาหารเช้าของครอบครัวหลินดีแค่ไหนพรุ่งนี้คนทั้งหมู่บ้านคงพากันนินทาว่าร้ายครอบครัวเธอยกใหญ่
เธอไม่อยากกลายเป็นหัวข้อของข่าวลือเสียหาย
แม่หลินเกลี้ยกล่อมอยู่นานกว่าคนพวกนั้นจะยอมกลับไป
หลังกินอาหารเช้าเสร็จแม่หลินจึงกล่าวว่า “ไม่รู้ว่าคนในหมู่บ้านไปรู้ข่าวมาจากไหน ว่าจะมีการสร้างโรงงานแปรรูปอาหารที่หมู่บ้านต้าเจียงและผู้รับผิดชอบโรงงานก็คือลูกพวกเขาเลยมุ่งเป้ามาที่ลูก อยากให้ลูกช่วยหาตำแหน่งงานให้กับพวกเขา”
สวีหว่านหนิงไม่ประหลาดใจสักนิดเพราะมันเป็นเรื่องปกติของสังคมมนุษย์
แต่เธอไม่คิดจะทำตามที่พวกเขาต้องการ
“แม่คะฉันรับปากพวกเขาไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าช่วยใครสักคน ต่อไปคนอื่นๆในหมู่บ้านก็พากันมาขอความช่วยเหลือ แล้วฉันจะช่วยหรือไม่ช่วยดีล่ะคะ”
“การคัดเลือกพนักงานของโรงงานแปรรูปอาหารมีมาตรฐานของตัวเองค่ะแถมยังมีมาตรฐานสูงมาก ทุกคนจะต้องมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด อีกอย่างจำนวนพนักงานที่จะรับเข้าทำงานก็มีจำกัด ถ้าฉันช่วยคนนี้ แต่ไม่ช่วยคนนั้นคงตกเป็นขี้ปากของคนอื่นได้ง่าย สู้ไม่ช่วยใครเลยจะดีกว่าค่ะ”
“ครั้งหน้าถ้าพวกเขามาหาแม่อีกแม่ลองดูว่าจะช่วยขวางไว้ได้หรือไม่ ถ้าขวางไม่ได้จริงๆฉันจะพูดความจริงกับพวกเขาเอง”
สวีหว่านหนิงอยากสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับพวกชาวบ้านชีวิตในหมู่บ้านต้าเจียงของเธอจะได้สงบสุข
แต่ถ้าคนในหมู่บ้านไม่ให้ความร่วมมือเธอคงต้องใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบฉบับของเธอเอง
ถึงอย่างไรเธอก็คงอยู่ที่หมู่บ้านต้าเจียงอีกไม่นานเธอไม่จำเป็นต้องเห็นใจใคร
“วางใจเถิดแม่รู้ว่าควรทำอย่างไร เพียงแต่ว่า...” แม่หลินเงียบไป
สวีหว่านหนิงมองหน้าเธอนิ่งรอคำพูดที่เหลือ
ทว่าแม่หลินกลับถอนหายใจแรงแล้วไม่ได้พูดอะไรอีก
“แม่คะมีอะไรบอกฉันได้ตามตรงค่ะ”
“ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอกพวกลูกกินอิ่มแล้วหรือยัง ถ้าอิ่มแล้วแม่จะไปล้างจาน”
“ฉันล้างเองค่ะแม่พักสักหน่อยนะคะ”
“แม่ทำเองยังไงแม่ก็ว่างอยู่ ลูกไปทำงานต่อเถิด”
เห็นดังนั้นสวีหว่านหนิงจึงไม่ฝืนใจหลังให้การบ้านต้าชุนกับเยาเม่ยเสร็จแล้ว เธอก็นั่งวาดและออกแบบเครื่องจักรต่อ
ก่อนหน้านี้เธอเคยวาดแบบจากความทรงจำออกมาแล้วแต่พอตงจื่อเอาไปให้ช่างผลิตเครื่องจักรกลับพบปัญหาหลายอย่างเพราะฉะนั้นเธอจึงต้องเอากลับมาแก้ไขใหม่
ไม่ทันไรสิ้นปีก็มาถึง
ทุกบ้านพากันประดับตกแต่งบ้านบ้านตระกูลหลินก็เช่นกัน
กระดาษตกแต่งบ้านหลินเป็นฝีมือของแม่หลินที่นั่งตัดทีละแผ่นสวีหว่านหนิงนั่งมองอยู่ครู่ใหญ่ เห็นกระดาษขาวถูกกรรไกรตัดไม่กี่ครั้งก็กลายเป็นกระดาษที่มีลวดลายซับซ้อน
“แม่อายุมากแล้วสายตาเริ่มไม่ดี ไม่อย่างนั้นแม่คงตัดออกมาเป็นรูปต้าชุนกับเยาเม่ยได้แล้ว”แม่หลินกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
อาหนิงเคยจำกัดความไว้ว่าเธอคือหญิงชราผู้มากฝีมือ