ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 56 หญิงชราผู้มากฝีมือ

            จวบจนทุกวันนี้แม่หลินยังจำภาพของสวีหว่านหนิงที่เสียเลือดมากตอนคลอดเยาเม่ย และนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงได้เป็นอย่างดี

            ร่างเดิมตั้งท้องเยาเม่ยโดยไม่ได้ตั้งใจ

            วันนั้นร่างเดิมกำลังโศกเศร้าเพราะความเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของกู้จวิ้นและถูกหลี่เชี่ยนเชี่ยนกล่อมให้ดื่มเหล้า พอดีกับที่หลินอันลาหยุดกลับมาที่บ้าน และเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้เธอกับหลินอันมีสัมพันธ์กัน

            และเพราะครั้งนั้นทำให้เธอท้องเยาเม่ย

            หลังรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ร่างเดิมไม่อยากเก็บเด็กคนนี้เอาไว้ และเตรียมไปทำแท้งที่โรงพยาบาลแต่เพราะแม่หลินขอร้องอ้อนวอนทั้งยังให้คำมั่นสัญญาว่าต่อไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ในบ้านร่างเดิมจะมีอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดแม่หลินจะไม่เข้ามาก้าวก่ายความสัมพันธ์ของเธอกับหลินอันเด็ดขาดท้ายที่สุดร่างเดิมก็ยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำแท้ง

            ด้วยเหตุนี้แม่หลินจึงรู้สึกผิดกับร่างเดิมมาโดยตลอด

            เธอรู้สึกว่าหากตนไม่บังคับให้ร่างเดิมคลอดเยาเม่ยร่างเดิมก็คงไม่เจอกับความเจ็บปวดทรมานเช่นนั้น แถมในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดคนจากครอบครัวของร่างเดิมก็ไม่ได้คอยอยู่เคียงข้าง

            นี่ก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมเมื่อต้าชุนกับเยาเม่ยโตพอสมควรแล้วแม่หลินกลับไม่เคยเรียกร้องให้สวีหว่านหนิงมีลูกเพิ่มอีกคน

            “ค่ะฉันจะไม่มีลูกแล้ว ฉันมีลูกที่น่ารักและกตัญญูอย่างต้าชุนกับเยาเม่ยก็พอใจแล้วละค่ะ”

            “เอาละลูกรีบไปอาบน้ำแล้วเข้านอนเถิด อยู่โรงพยาบาลมาหลายวันคงจะเพลียมาก”

            สวีหว่านหนิงรู้สึกเพลียอยู่บ้างเตียงคนไข้ที่โรงพยาบาลเต็มหมดทุกเตียงญาติของคนไข้จึงต้องนอนพักบนเก้าอี้ม้านั่งตามทางเดิม เธอจึงไม่ได้นอนพักดีๆมาหลายวันแล้ว

            ค่ำคืนนี้สวีหว่านหนิงนอนหลับอย่างมีความสุข

            เช้าวันรุ่งขึ้นสวีหว่านหนิงถูกเสียงเอะอะปลุกจากห้วงนิทรา

            เธอตั้งสติอยู่สักพักแล้วถึงพลิกตัวลงจากเตียง

            ณลานบ้านของตระกูลหลิน บรรดาป้าๆ ที่สนิทสนมกับแม่หลินยืนรวมตัวกันสิบกว่าคน

            เพราะแม่หลินไม่อนุญาตให้เข้าไปในบ้านพวกเขาจึงยืนคุยกันอยู่ที่ลานบ้าน แต่ละคนชอบพูดเสียงดังกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนานๆ ทีสวีหว่านหนิงจะไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้า แต่สุดท้ายก็นอนตื่นสายไม่สำเร็จ

            “อ้าวอาหนิงตื่นแล้วหรือ กินมื้อเช้าหรือยัง”

            “ยังเลยค่ะป้าหยางพวกป้ามาที่บ้านฉันแต่เช้าทำไมคะ” สวีหว่านหนิงถามตามตรง

            เธอทั้งหิวข้าวและนอนไม่พอสภาพอารมณ์ตอนนี้เฉียดใกล้กับคำว่าหงุดหงิดไม่ได้ระเบิดอารมณ์ใส่อีกฝ่ายถือว่าดีมากแล้ว

            “พวกเรามาคุยธุระกับแม่เธอน่ะสิไม่ต้องสนใจพวกเราหรอกนะ ทำธุระของเธอเถิด”

            ได้ยินดังนั้นสวีหว่านหนิงก็เดินเข้าไปในห้องครัว

            ต้าชุนกับเยาเม่ยกำลังเทน้ำลงไปในหม้อใบใหญ่อย่างทุลักทุเล

            แต่เพราะเยาเม่ยตัวเล็กเกินไปและเตาทำอาหารก็สูงมากเด็กหญิงจึงเกือบเสียหลักหน้าทิ่มลงไปในหม้อโชคดีที่สวีหว่านหนิงมือไวคว้าตัวเธอเอาไว้ทัน

            “พวกลูกอยากกินอะไรเดี๋ยวแม่ทำให้”

            “พี่บอกว่าหลายวันนี้แม่เหนื่อยมากเลยอยากต้มแกงจืดไข่ให้แม่กินแต่พวกหนูยังต้มน้ำไม่เดือดเลยค่ะ”

            ต้าชุนกำลังมุ่งมั่นกับการเติมฟืนเข้าไปในเตาแต่น้ำในหม้อกลับไม่ยอมเดือด

            “เด็กโง่ลูกใส่ฟืนลึกเกินไป ไฟก็เลยไปกระจุกอยู่ที่ด้านหลังหม้อ เขี่ยฟืนมาข้างหน้าสักหน่อยอีกไม่นานน้ำก็เดือดแล้วละ”

            ต้าชุนทำตามที่สวีหว่านหนิงบอกเป็นไปตามคาด ไม่ทันไรน้ำก็เดือดแล้ว

            สวีหว่านหนิงหยิบไข่ไก่ห้าฟองให้เยาเม่ย“เยาเม่ยอยากทำแกงจืดไข่ให้แม่กินไม่ใช่เหรอ มา แม่จะสอนให้”

            สวีหว่านหนิงไม่ได้ขัดขวางความกตัญญูของลูกๆที่อยากทำอาหารเช้าให้เธอทาน และยินดีที่จะร่วมทำอาหารเช้าไปพร้อมกับพวกเขา

            ส่วนแขกไม่ได้เชิญตรงลานบ้านเธอไม่คิดจะใส่ใจ

            หลังทำแกงจืดไข่น้ำเสร็จเยาเม่ยก็เตรียมยกออกไปข้างนอก แต่ถูกสวีหว่านหนิงห้ามเอาไว้

            “แม่ยกเองลูกกับพี่ชายนั่งดีๆ เตรียมกินข้าวก็พอ”

            เธอกลัวเยาเม่ยจะถือไม่ไหวแล้วทำน้ำแกงลวกมือจนบาดเจ็บอีก

            ลับหลังต้าชุนกับเยาเม่ยเธอแอบหยิบซาลาเปาไส้เนื้อแปดลูกที่ซื้อมาจากร้านอาหารรัฐแล้วเก็บไว้ในช่องมิติออกมาไฟในเตายังไม่ดับ เธอจึงนึ่งมันให้ร้อน แล้วยกไปให้เด็กๆ กินด้วยกัน

            “แกงจืดไข่น้ำถ้วยนี้กับซาลาเปาเนื้อสองลูกนี้เป็นของย่าไว้คนพวกนั้นกลับกันแล้วค่อยเอาไปให้ย่ากิน”

            แม้ชาวบ้านในหมู่บ้านจะรู้ดีว่าตอนนี้ครอบครัวหลินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีเนื้อสัตว์และข้าวกินแทบจะวันเว้นวันแต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่เคยเห็นกับตา เลยได้แต่จินตนาการเท่านั้น

            ถ้าสวีหว่านหนิงปล่อยให้ชาวบ้านจำนวนมากเห็นว่าอาหารเช้าของครอบครัวหลินดีแค่ไหนพรุ่งนี้คนทั้งหมู่บ้านคงพากันนินทาว่าร้ายครอบครัวเธอยกใหญ่

            เธอไม่อยากกลายเป็นหัวข้อของข่าวลือเสียหาย

            แม่หลินเกลี้ยกล่อมอยู่นานกว่าคนพวกนั้นจะยอมกลับไป

            หลังกินอาหารเช้าเสร็จแม่หลินจึงกล่าวว่า “ไม่รู้ว่าคนในหมู่บ้านไปรู้ข่าวมาจากไหน ว่าจะมีการสร้างโรงงานแปรรูปอาหารที่หมู่บ้านต้าเจียงและผู้รับผิดชอบโรงงานก็คือลูกพวกเขาเลยมุ่งเป้ามาที่ลูก อยากให้ลูกช่วยหาตำแหน่งงานให้กับพวกเขา”

            สวีหว่านหนิงไม่ประหลาดใจสักนิดเพราะมันเป็นเรื่องปกติของสังคมมนุษย์

            แต่เธอไม่คิดจะทำตามที่พวกเขาต้องการ

            “แม่คะฉันรับปากพวกเขาไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าช่วยใครสักคน ต่อไปคนอื่นๆในหมู่บ้านก็พากันมาขอความช่วยเหลือ แล้วฉันจะช่วยหรือไม่ช่วยดีล่ะคะ”

            “การคัดเลือกพนักงานของโรงงานแปรรูปอาหารมีมาตรฐานของตัวเองค่ะแถมยังมีมาตรฐานสูงมาก ทุกคนจะต้องมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด อีกอย่างจำนวนพนักงานที่จะรับเข้าทำงานก็มีจำกัด ถ้าฉันช่วยคนนี้ แต่ไม่ช่วยคนนั้นคงตกเป็นขี้ปากของคนอื่นได้ง่าย สู้ไม่ช่วยใครเลยจะดีกว่าค่ะ”

            “ครั้งหน้าถ้าพวกเขามาหาแม่อีกแม่ลองดูว่าจะช่วยขวางไว้ได้หรือไม่ ถ้าขวางไม่ได้จริงๆฉันจะพูดความจริงกับพวกเขาเอง”

            สวีหว่านหนิงอยากสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับพวกชาวบ้านชีวิตในหมู่บ้านต้าเจียงของเธอจะได้สงบสุข

            แต่ถ้าคนในหมู่บ้านไม่ให้ความร่วมมือเธอคงต้องใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบฉบับของเธอเอง

            ถึงอย่างไรเธอก็คงอยู่ที่หมู่บ้านต้าเจียงอีกไม่นานเธอไม่จำเป็นต้องเห็นใจใคร

            “วางใจเถิดแม่รู้ว่าควรทำอย่างไร เพียงแต่ว่า...” แม่หลินเงียบไป

            สวีหว่านหนิงมองหน้าเธอนิ่งรอคำพูดที่เหลือ

            ทว่าแม่หลินกลับถอนหายใจแรงแล้วไม่ได้พูดอะไรอีก

            “แม่คะมีอะไรบอกฉันได้ตามตรงค่ะ”

            “ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอกพวกลูกกินอิ่มแล้วหรือยัง ถ้าอิ่มแล้วแม่จะไปล้างจาน”

            “ฉันล้างเองค่ะแม่พักสักหน่อยนะคะ”

            “แม่ทำเองยังไงแม่ก็ว่างอยู่ ลูกไปทำงานต่อเถิด”

            เห็นดังนั้นสวีหว่านหนิงจึงไม่ฝืนใจหลังให้การบ้านต้าชุนกับเยาเม่ยเสร็จแล้ว เธอก็นั่งวาดและออกแบบเครื่องจักรต่อ

            ก่อนหน้านี้เธอเคยวาดแบบจากความทรงจำออกมาแล้วแต่พอตงจื่อเอาไปให้ช่างผลิตเครื่องจักรกลับพบปัญหาหลายอย่างเพราะฉะนั้นเธอจึงต้องเอากลับมาแก้ไขใหม่

            ไม่ทันไรสิ้นปีก็มาถึง

            ทุกบ้านพากันประดับตกแต่งบ้านบ้านตระกูลหลินก็เช่นกัน

            กระดาษตกแต่งบ้านหลินเป็นฝีมือของแม่หลินที่นั่งตัดทีละแผ่นสวีหว่านหนิงนั่งมองอยู่ครู่ใหญ่ เห็นกระดาษขาวถูกกรรไกรตัดไม่กี่ครั้งก็กลายเป็นกระดาษที่มีลวดลายซับซ้อน

            “แม่อายุมากแล้วสายตาเริ่มไม่ดี ไม่อย่างนั้นแม่คงตัดออกมาเป็นรูปต้าชุนกับเยาเม่ยได้แล้ว”แม่หลินกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

            อาหนิงเคยจำกัดความไว้ว่าเธอคือหญิงชราผู้มากฝีมือ

             

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】 ที่คุณอ่าน