บรรยากาศรอบตัวของโครนิคและแคเรนเงียบสงัดจนได้ยินเสียงสายลมพัดผ่านใบไม้ไหวในสวนชัดเจนสีหน้าของแคเรนลังเล เธอถอนหายใจยาวก่อนจะตอบกลับเสียงแผ่ว
“ข้าก็เลือกปล่อยตัวเขาอยู่ดี”
โครนิคยิ้มบางก่อนจะตัดสินใจพูดกับเธอ“ข้าจะถือว่าท่านเลือกใช้ใจมากกว่าเหตุผล อาจจะยอมฟังข้าบ้าง”
“เรื่องอะไรหรือ”
“ที่จริงตระกูลฮาฟก้าบางรุ่นเกิดมาพร้อมกับพลังควบคุมโลหะวิสทานัมโดยไม่ต้องทำพันธะไอรอนบอนด์กับท่านหญิงเรื่องนี้ท่านคิดว่ายังไงบ้าง”
“บางรุ่นที่ว่าหมายถึงรุ่นของเจ้าหรือเปล่าล่ะ”
“ก็ขึ้นอยู่กับคำตอบของท่านหญิง”
“ข้าใจกว้างพอที่จะช่วยปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ให้ได้แต่ข้าก็อยากให้ท่านช่วยปิดบังเรื่องของคาร์ลด้วยแบบนั้นพอจะแลกเปลี่ยนกันได้หรือไม่”
“ถ้างั้นก็ตกลงกันแล้วนะครับ”โครนิคยิ้มก่อนจะกล่าวต่อ“ที่จริงการมีคนที่ไม่ได้อยู่ในความควบคุมของราชวงศ์แอนเชสก้าอยู่ด้วยก็ไม่แย่นักหรอกครับถ้ามีเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือ ข้าก็ยินดีจะช่วยท่านหญิงนะ”
แคเรนเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจก่อนจะตอบกลับไป“ข้าไม่ค่อยเชื่อนักหรอกอีกอย่างข้าคิดว่าคงไม่มีเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือแบบนั้น”
“ยังไม่ต้องรีบปฏิเสธก็ได้นี่ครับ”
“ถือว่าเราทำข้อตกลงกันไว้เท่านี้เถอะ”
แคเรนกล่าวเสียงเรียบก่อนจะเดินออกจากสวนไปปล่อยให้โครนิคยืนชื่นชมพระอาทิตย์ตกดินอยู่เพียงลำพังในสวนปริมาณน้ำในฤดูฝนทำให้มีความชื้นในอากาศอยู่มากสายลมที่อ่อนโยนจึงกลายเป็นเย็นเยือกจับใจ
เช้าวันรุ่งขึ้นโครนิคให้คนเตรียมเรือลำใหญ่เอาไว้ที่ท่าเรือเล็กๆบนแม่น้ำอควาเลสซึ่งไหลผ่านด้านหลังของคฤหาสน์โครนิคด้วยการจะเดินทางไปที่คฤหาสน์ของตระกูลดาทนอร์ธซึ่งสร้างอยู่บนเกาะกลางน้ำที่มีพื้นที่ไม่กว้างขวางนักจะต้องใช้เรืออย่างเดียวเท่านั้นเนื่องจากมันเป็นเกาะที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวห่างไกลจากเมืองอื่นๆ
เอ็ดเวิร์ดฮาฟก้ามัวแต่ยุ่งอยู่กับการพบปะและสั่งการหน่วยกองปราบรวมถึงทหารชายแดนให้จัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่มีโอกาสได้ออกมาต้อนรับแคเรนอย่างเป็นทางการเลยแต่เขาให้โครนิคเป็นคนรับผิดชอบออกหน้าจัดการกับเรื่องของแคเรนแทน วันนี้เป็นวันที่แคเรนจะออกเดินทางแล้วเอ็ดเวิร์ดจึงมีโอกาสได้มาส่งแคเรนด้วย
เบื้องหลังของพวกแคเรนคือเรือลำใหญ่มีขนาดพอให้คนสี่คนขึ้นนั่งโดยสารได้อย่างสบายมีห้องที่สร้างจากไม้ขนาดเล็กอยู่บนเรือด้วยเพียงแต่พอให้คนๆเดียวเข้าไปนอนพักได้เท่านั้น คนพายเรือเตรียมพร้อมอยู่ที่ห้องใต้ท้องเรือแล้วไกอัส ทากัสและคาร์ลขึ้นไปบนเรือก่อนตามคำสั่งของเอ็ดเวิร์ด ส่วนแคเรนยืนคุยกับเขาและโครนิค
“ได้ยินจากโครนิคว่าท่านหญิงคุยกับเขาแล้วเรื่องพันธะไอรอนบอนด์”
“เราได้คุยกันแล้วช่วงที่ผ่านมา ท่านเป็นคนจงใจเปิดโอกาสให้ท่านโครนิคได้ทำความรู้จักกับข้าเองไม่ใช่หรือคะ”
“เรื่องที่จะให้ยกเว้นพันธะไอรอนบอนด์ไม่ใช่ว่าแค่ข้าออกหน้าขอร้อง แล้วท่านก็จะยอมได้ง่ายๆ ไม่ใช่หรือ”เอ็ดเวิร์ดกล่าวพลางลอบสังเกตท่าทีของแคเรน “อย่างน้อยถ้าท่านได้รู้จักกับโครนิคก็อาจจะยอมรับได้บ้าง”
“ที่จริงมีเรื่องอื่นที่ทำให้ข้ายอมรับข้อตกลงเพราะฉะนั้นอย่าพูดถึงมันอีกเลยค่ะ”
“แต่สิ่งที่โครนิคพูดถูกต้องนะข้ายินดีให้ความช่วยเหลือหากท่านหญิงมีเรื่องขอร้อง”
“ที่จริงข้าก็สงสัยเรื่องนั้นอยู่ทำไมถึงคิดว่าข้าจะมีเรื่องที่ต้องขอความช่วยเหลือล่ะคะ”
“ข้าอยากให้ท่านทำความรู้จักกับองค์ราชินีให้มากกว่านี้ก่อนแล้วค่อยตอบปฏิเสธเราข้าพูดได้เท่านี้ ขอให้ท่านหญิงเดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ”
แคเรนย่นคิ้วสีหน้าแสดงความสงสัยยิ่งกว่าเดิมโครนิคที่ยืนเงียบฟังอยู่นานจึงกล่าวตัดบท
“ท่านไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคำพูดของข้ากับท่านพ่อตอนนี้ก็ได้แต่ขอให้รู้ไว้ว่าเราหมายความตามนั้นจริงๆ ครับ”
แคเรนพยักหน้ารับทั้งที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวนักก่อนจะหันหลังเดินขึ้นไปบนเรือโครนิคกับเอ็ดเวิร์ดยืนมองจนเรือลับสายตาไปแล้วจึงเดินกลับขึ้นรถม้าก่อนมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ตระกูลฮาฟก้า
แคเรนได้เป็นเจ้าของห้องพักห้องเดียวบนเรือลำนี้ภายในมีโต๊ะไม้และเตียงที่สร้างติดพื้นเรือทำให้ขยับเคลื่อนที่ไม่ได้เธอเหลือบมองกระบอกไม้ที่แขวนอยู่บนหัวเตียงเมื่อยกขึ้นดื่มจึงได้กลิ่นหอมของน้ำผึ้ง แคเรนรู้ทันทีว่าเป็นคาร์ลที่เตรียมเอาไว้ให้เหมือนกับทุกครั้งเธอเดินไปแง้มประตูเปิดออกเพื่อมองดูคาร์ลซึ่งนั่งคุยกับพวกไกอัสอยู่ที่หัวเรือด้วยสีหน้าหนักใจก่อนจะค่อยๆปิดประตูอย่างเงียบเชียบ
เรือลอยลำอยู่บนผิวน้ำมาครึ่งวันแล้วคนพายเรือไม่ได้เร่งความเร็วนักทำให้เรือยังคงลอยเอื่อยๆ ไปตามกระแสน้ำทันใดเสียงลมสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศตรงเข้ามาที่ลำคอของคาร์ลจากด้านหลังไกอัสเห็นเข้าพอดีจึงรีบตวัดดาบปัดทิ้งทั้งที่ยังไม่ได้ชักดาบออกจากฝักลูกดอกตกลงไปในน้ำทั้งที่ยังไม่ทันเห็นรูปร่างได้ถนัดตา ไกอัสเห็นคาร์ลนั่งนิ่งไม่มีท่าทีจะหลบหลีกหรือขัดขืนเขาก็ขึ้นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์
“ทำไมเจ้าไม่สลายโลหะทิ้งเสีย”
ทากัสเดินตรงมาทางทั้งคู่ในขณะที่แคเรนเดินออกจากห้องเพราะได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอกคาร์ลเงยหน้าขื้นมองไกอัสก่อนกล่าวตอบเขา
“เจ้าก็รู้ว่าอาวุธขนาดเล็กเท่าลูกดอกเมื่อครู่ทำจากโลหะวิสทานัมแล้วคิดว่ามันเป็นฝีมือใครกันล่ะ”
“เกิดอะไรขึ้น”ทากัสที่นิ่งเงียบฟังอยู่นานแล้วแทรกขึ้นบ้าง
“ก็เจ้านี่...”ไกอัสหันหน้าไปมองคาร์ลก่อนจะเริ่มอธิบาย“รู้ทั้งรู้ว่ามีคนจะฆ่าตัวเองแต่กลับไม่คิดจะขัดขืนน่ะสิ”
“อาวุธลับเมื่อครู่ทำจากโลหะวิสทานัม”คาร์ลย้ำคำเดิมพลางมองดูทากัสสีหน้าของเขาเครียดลงรวมถึงแคเรนที่พึ่งเดินเข้ามาสมทบด้วย
“จะบอกว่าเป็นฝีมือของตระกูลดาทนอร์ธหรือ”ทากัสสรุปให้ซึ่งคาร์ลก็ได้แต่พยักหน้าแคเรนหันไปจ้องมองดวงตาของคาร์ลที่พยายามหลบสายตาแล้วเอ่ยถามเขา
“ทำไมเจ้าถึงไม่หลบล่ะ”
“ข้าเคยบอกท่านหญิงแล้วว่าถ้ามีคำสั่งประหารลงมาข้าจะไม่หนี”
“เรายังไม่รู้แน่ชัดเลยว่าเกี่ยวกับตระกูลดาทนอร์ธหรือเปล่าเจ้าจะตัดสินเอาเองว่าเป็นคำสั่งขององค์ราชินีไม่ได้”
“ใช่ข้าเองก็ยังไม่เห็นเลยว่าเป็นลูกดอกแปดเหลี่ยมอาวุธประจำตระกูลดาทนอร์ธจริงหรือไม่” ไกอัสกล่าวขึ้นบ้างแคเรนจึงกล่าวกับคาร์ลเป็นเชิงออกคำสั่ง
“เจ้าเข้าไปในห้องซะห้ามออกมาจนกว่าจะมีคำสั่งของข้า”
“ฮะ”คาร์ลเผลอตอบแบบไม่ทันตั้งตัวไม่คิดว่าท่านหญิงที่เขาดูแลมาเหมือนน้องสาวจะออกคำสั่งกับเขาเป็นครั้งแรกแต่ที่สำคัญกว่าคือห้องนั้นเป็นห้องส่วนตัวของแคเรนและย่อมเป็นความไม่สมควรอย่างยิ่งถ้าพ่อบ้านอย่างเขาจะเข้าไปอยู่ด้วย“เข้าไปทำไมครับ”
“เจ้าอยู่ข้างในจนกว่าจะถึงคฤหาสน์ตระกูลดาทนอร์ธข้าจะนั่งอยู่ข้างนอกเอง”
“แค่กำแพงไม้แบบนั้นโลหะวิสทานัมทะลุผ่านเข้าไปได้ไม่ยากหรอกครับ” ไกอัสออกความเห็นแต่ทากัสแย้งขึ้น
“พลังของตระกูลดาทนอร์ธคือการกำหนดเป้าหมายให้โลหะวิสทานัมถ้ามองไม่เห็นเป้าหมาย พวกเขาก็ทำร้ายคาร์ลไม่ได้”
“แต่ข้าไม่ได้อยากหลบหนี”คาร์ลแย้งขึ้น แคเรนจึงหันไปตอบเสียงห้วน
“จะอยากหรือไม่อยากแต่นี่เป็นคำสั่ง”
ในขณะที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ทั้งสี่คนไม่ได้สังเกตหมอกสีขาวที่เริ่มลงหนาขึ้นรอบลำเรือเรือไม้ลำหนึ่งแล่นฝ่าหมอกตรงเข้ามาทางเรือของพวกเขา มันเป็นเรือลำเล็กพอให้คนเพียงสองสามคนโดยสารได้เท่านั้นฝั่งหัวเรือมีเงาร่างของคนคนหนึ่งยืนอยู่ และคนพายเรือด้านหลังเขาอีกคนหนึ่งรวมเป็นสองคน