40 ข้าไม่ต้องการสหาย
40ข้าไม่ต้องการสหาย
หลังจากที่หมอหลวงมาตรวจดูสภาพของแม่นมเจนและยืนยันจนชัดแจ้งต่อทุกคน องค์แดริสก็เสด็จออกจากห้องนั้นไปโดยไม่มีใครได้เห็นเงาร่างขององค์กษัตริย์อีกเลยในวันนั้น ไม่แม้แต่งานพิธีอำลาที่จัดขึ้นในวังตามรับสั่งขององค์เหนือหัวก่อนเสด็จจากไป แม้แม่นมเจนจะไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ซึ่งปกติแล้วไม่สามารถตั้งศพไว้ในวังได้ แต่ใครต่อใครต่างก็รู้ดีว่าฝ่าบาททรงรักและนับถือแม่นมเจนราวกับเป็นพระมารดาคนที่สอง ไม่มีใครเอ่ยอ้างอะไรออกมาขัดกับพระประสงค์ในด้านกฎเกณฑ์ทั้งสิ้น
เหล่าขุนนางมากมายเข้ามาเคารพศพ บรรยากาศเศร้าสลดอึมครึมปกคลุมไปทั่วทั้งพระราชวังอีกครั้ง แม่นมเจนอยู่ในวังมานานหลายสิบปีและเป็นที่รู้จักของคนทุกคนที่อยู่ในวัง ไม่ว่าใครต่อใครต่างก็เศร้าเสียใจกับการจากไปอย่างกะทันหันนี้ทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านข้าหลวงใหญ่บลูเบลล่าที่เป็นเพื่อนเก่าแก่สนิทสนมกันมายาวนาน
องค์แดริสปิดขังพระองค์เองอยู่ในห้องบรรทมใหญ่ ทรงลงกลอนปิดตายจากด้านในและไม่ยอมเปิดประตูให้ใครเข้าพบหน้า ไม่แม้แต่คุณบลูเบลล่าหรือแม้กระทั่งฟีออน เป็นอยู่เช่นนั้นตั้งแต่เช้าที่เกิดเหตุการณ์จรดช่วงหัวค่ำ แม้ใครจะพยายามร้องเรียกอย่างไรกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังไม่ทรงยอมเปิดประตูเสียที
“โอ้ยนี่เราควรจะทำยังไงดีท่านเบล ไม่รู้ฝ่าบาทเป็นยังไงบ้างแล้ว” ชามีเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรนและแทบอดทนไม่ได้อีกต่อไป
สามคนที่นำเก้าอี้มานั่งคนละตัวเฝ้าอยู่หน้าประตูเข้าห้องบรรทมใหญ่คือ ฟีออน ชามี และเบลลาฟี
ฟีออนถอนใจเฮือกใหญ่ออกมาอีกครั้ง และเป็นครั้งที่เท่าไรของวันก็ไม่อาจนับได้แล้วเช่นกัน นี่เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่งานราชกิจต้องถูกยกเลิกไปเพราะองค์แดริสปิดตัวหายเงียบโดยไม่บอกกล่าวอะไรกับใครทั้งสิ้น
เมื่อฟีออนสังเกตเห็นแล้วว่าท่านอำมาตย์หลวงจัดการกับสภาขุนนางได้ดี ส่วนพิธีการไว้อาลัยนั้นข้าหลวงกองพิธีการก็ดำเนินการไปได้อย่างไร้ปัญหา หญิงสาวจึงกลับมานั่งจมจ่อมที่นี่กับทหารมหาดเล็กฯ ทั้งสองที่เหลืออยู่ในวัง
“ฝ่าบาทยังไม่ยอมออกมาอีกหรือ”
เสียงของสตรีสูงวัยอย่างท่านข้าหลวงใหญ่ดังขึ้น ทั้งสามคนลุกขึ้นจากเก้าอี้และหันไปตามต้นเสียงในทันที
“ยังเลยขอรับ พวกเราเองก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว” เป็นเสียงของเบลลาฟีที่ตอบกลับไป
“ข้าจะนั่งเฝ้าต่อเอง พวกเจ้าไปหาอะไรรองท้องกันสักหน่อยเถอะ” คุณบลูเบลล่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงเหลือเกิน เรื่องของแม่นมเจนก็คงสะเทือนใจนางไม่แพ้ฝ่าบาทเช่นกัน
“ไม่เป็นไรหรอกขอรับ ให้กินอะไรตอนนี้ก็คงจะกินไม่ลงเหมือนกัน”
เบลลาฟีพูดจบ ก็เกิดเสียงพูดคุยกันของคนอีกกลุ่มที่กำลังตรงเข้ามา ทุกคนหันไปมองหัวมุมทางเลี้ยวก่อนถึงจุดนี้อีกครั้ง และเงาร่างของขุนนางใหญ่ที่สุดในจีโอเนสทั้งสามก็ปรากฏตัวขึ้น อันได้แก่...ท่านแม่ทัพหลวง ท่านอำมาตย์หลวง และท่านเจ้ากรมพิพากษ์คดี คนทั้งหมดทำความเคารพเมื่อทั้งสามเดินมาถึง
“พังประตูเลยดีไหม” ท่านแม่ทัพหลวงเสนอขึ้น นั่นทำเอาทุกคนยกเว้นท่านอำมาตย์หลวงสะดุ้งตกใจไม่น้อย
“ฝ่าบาทคงโมโหจนปลดตำแหน่งท่านทีเดียว เอาจริงหรือท่านแม่ทัพหลวง”
“อยากปลดก็ปลดไป ก็ดีนะขอรับ หมู่นี้ข้าก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่แล้วจนอยากจะพักสักทีแล้วเหมือนกัน”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าเองก็คงพลอยโดนหางเลขไปด้วยโทษฐานที่ไม่ห้ามท่าน”
“ฝ่าบาทอาจจะทรงมีความสุขมากขึ้นก็ได้นะขอรับ หากไม่ได้เห็นหน้าเราสองคน ท่านว่าไหม”
ฟังจากบทสนทนาของแม่ทัพหลวงกับอำมาตย์หลวงแห่งอาณาจักรแล้ว ฟีออนก็ปวดหัวตึบขึ้นมาทีเดียว
“ท่านทั้งสาม...ที่ยังไม่กลับเพราะมีงานสำคัญอื่นใดที่ต้องรอฝ่าบาทหรือเปล่าคะ”
หนึ่งคำถามของฟีออนที่โพล่งออกมาทำเอาทุกคนชะงักไป ในเวลาแบบนี้ว่าที่ราชินีก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องงาน นี่สินะ...ราชินีแบบที่องค์แดริสทรงปรารถนาและเฝ้าค้นหามานานหลายปี
“จะบอกว่าไม่มีก็คงไม่ใช่ แต่ก็ไม่เร่งด่วนอะไรมากถึงเพียงนั้นหรอก ท่านฟีออน”
หญิงสาวเจ้าของชื่อทำหน้าไม่ถูกทีเดียว เมื่อแม้แต่เจ้ากรมพิพากษ์คดียังเรียกนางออกมาแบบนั้น
ท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้นชั่วขณะ ท่านอำมาตย์หลวงมองฟีออนแล้วได้แต่ลอบถอนใจ เขาเกือบจะได้นางเป็นลูกสะใภ้ แบบนี้ไม่รู้ว่าจะเสียดายหรือยินดีกับบ้านเมืองดี
“ลองอีกวิธีไหมคะ หากท่านแม่ทัพหลวงไม่ขัดข้องการใช้วิธีบุกรุกเช่นนั้นแล้ว ถ้าอย่างนั้นคงไม่ต้องถึงกับพังปะตูห้องหรอกค่ะ ข้าอยากจะลองวิธีปีนหน้าต่างเข้าไปแทน”
“เจ้าจะปีนเองหรือฟีออน” ชามีเอ่ยเรียกหญิงสาวตามความสะดวกเคยชิน และนั่นก็ทำเอาชายหนุ่มถูกท่านข้าหลวงใหญ่หยิกเข้าที่เอวจนตัวบิดดิ้นงอเลยทีเดียว
“นางเป็นว่าที่ราชินี...ระวังสรรพนามเจ้าด้วย”
“ขะ..ขอรับ ทราบแล้วๆ”
หลังชามีถูกปล่อย ฟีออนก็เอ่ยขึ้นต่อขุนนางผู้ใหญ่ทุกคนตรงหน้าต่อทันที
“ให้ข้าปืนเถอะนะคะ แม้ท่านทั้งสามแม้กระทั่งท่านข้าหลวงใหญ่จะสนิทกับฝ่าบาทมากกว่าข้ามาอย่างยาวนาน แต่คงไม่เหมาะหากจะให้พวกท่านต้องมาทำแบบนั้น และข้าก็คิดว่า...ข้ามีวิธีจัดการให้พระองค์ปลดกลอนจากด้านในได้ค่ะ”
แม่ทัพหลวงมองสีหน้าแววตาของหญิงสาวที่ตั้งใจทำเช่นนั้น ไม่เกี่ยวกับความอาวุโสหรือตำแหน่งใหญ่โตอะไรเลย แต่คนที่จะปีนเข้าไปแล้วฝากความหวังได้มากที่สุด ก็คงจะเป็นว่าที่ราชินีซึ่งกำลังมีอิทธิพลต่อฝ่าบาทที่สุด หรือต่อให้ล้มเหลว...นางก็จะเป็นคนที่ ‘มีโอกาสถูกลงโทษน้อยและเบาที่สุดอีกด้วย’ เมื่อคิดได้ดังนั้น...ก็หันไปบอกกับนายทหารมหาดเล็กทั้งสองทันที
“ไปแจ้งหน่วยรักษาการณ์ตามแนวกำแพงทุกหน่วยให้ลดอาวุธลง ว่าที่ราชินีของเราจะปีนเข้าห้ององค์ราชา”
บันไดไม้ขนาดยาวถูกพาดไปยังริมหน้าต่างห้องบรรทมใหญ่ซึ่งอยู่สูงถึงชั้นที่สามของตึก มีการนำตาข่ายเชือกและผ้าห่มนุ่มๆ มาหลายผืนซ้อนทับกัน แล้วใช้ทหารหลายคนช่วยกันถือไว้เผื่อในยามฉุกเฉิน แน่นอนว่ากองกำลังตามแนวกำแพงลดอาวุธจำพวกธนูหน้าไม้ลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ฟีออนกลับไปหากางเกงขายาวใส่ซ้อนทับข้างในเพื่อเตรียมการ ขุนนางใหญ่ทั้งสาม ท่านข้าหลวงใหญ่บลูเบลล่า ชามี เบลลาฟี และทหารรักษาการณ์อีกมากมายต่างเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่เบื้องล่าง แต่แล้วหญิงสาวผู้รับหน้าที่หลักก็ดูจะคล่องแคล่วอยู่เอาการในการปีนขึ้นสู่ที่สูงเช่นนี้ การเตรียมการมากมายซึ่งเรียกแม้กระทั่งหมอหลวงมาเพื่อความปลอดภัยเผื่อไว้ ดูเป็นเรื่องไร้ความหมายไปในทันตา เมื่อว่าที่ราชินีทำได้ดีแบบที่ไม่ต้องให้ลุ้นหรือหวาดเสียวกันเลยสักนิด
หญิงสาวโผล่หน้าเข้าไปยังบานหน้าต่างที่มีผ้าม่านหนาๆ ปิดไว้และภายในห้องก็มืดสนิท ขณะที่ฟีออนแหวกม่านแล้วโผล่หน้าเข้าไปนั่นเอง...
คงเป็นแสงจันทร์จากภายนอกที่สาดส่องผ่านเข้ามา จึงทำให้ผู้อยู่ในห้องรู้สึกตัว...
“ออกไป!”
หมอนใบเล็กที่ทรงคว้าได้จากสิ่งที่อยู่ใกล้พระหัตถ์ถูกขว้างออกมาในทันที และเพราะหน้าต่างนั้นอยู่ไม่ไกลจากแท่นบรรทมมากนัก หมอนใบนั้นจึงลอยเข้าใส่หน้าผากของฟีออนเต็มๆ หญิงสาวเกือบจะหงายหลังแต่นางก็สามารถเกาะขอบหน้าต่างไว้ได้ทันท่วงที
เสียงของผู้คนที่เฝ้ารออยู่ด้านล่างร้องตกใจเป็นพัลวัน อาจเพราะเสียงร้องตกใจที่ขอบหน้าต่างนั้นเป็นของสตรี และองค์แดริสก็จำได้ดีว่านั่นคือเสียงของใคร จึงทำให้ไม่มีสิ่งใดลอยตามมาต่อ ฟีออนรีบอาศัยจังหวะนั้นปืนกระโดดเข้ามาภายในห้องได้ในที่สุด
ภาพที่หญิงสาวได้เห็นเมื่อเดินไปจุดตะเกียงในห้องแล้วคือองค์ราชาที่กำลังบรรทมหงายอยู่บนเตียง เอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งปิดดวงพระเนตรของพระองค์ไว้ ฝ่าบาทคงรู้แล้วว่าเป็นนางที่ปืนขึ้นมา ถึงได้ไม่ตะเพิดไล่ออกมาอีก ฟีออนเข้าไปใกล้และนั่งลงบนขอบเตียงอย่างอดห่วงไม่ได้จริงๆ
“ออกไป... ข้าไม่อยากเจอใครทั้งนั้น”
หญิงสาวถอนใจอย่างโล่งอก ยังทรงปากดีแบบนี้ได้ก็แปลว่าคงไม่มีอะไรให้น่าห่วงจนถึงชีวิต และสติก็คงอยู่อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ฟีออนลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างเพื่อโผล่หน้าออกอีกครั้ง โบกมือส่งสัญญาณตามที่นัดแนะกันไว้ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ก่อนจะเดินกลับลงมานั่งที่เดิมอีกครั้ง
“ฝ่าบาท”
“ยังไม่ไปอีกหรือ”
“ข้ามาหาท่านในฐานะสหาย... สหายของท่านแดริส”
เป็นอีกครั้งที่ได้ยินชื่อนั้นแล้วทำให้องค์เหนือหัวแน่นิ่งไปพูดอะไรไม่ออก ยิ่งนึกแล้วก็ยิ่งอยากจะร้องไห้ ก่อนหน้าที่จะได้พบฟีออน มีเพียงแม่นมเจนเท่านั้นที่ยังเอ่ยเรียกเขาด้วยชื่อนี้เป็นครั้งคราวบ้าง แต่ว่า... แต่ตอนนี้ไม่มีแม่นมเจนอีกต่อไปแล้ว
“เพราะข้า...”
“ไม่จริงค่ะ”
“แต่เรากิน...”
“ไม่ใช่แน่นอน!” ฟีออนเป็นฝ่ายขึ้นเสียงบ้าง “คนเราถึงเวลาก็ต้องไปกันทั้งนั้น ท่านแม่นมป่วยหนัก ต่อให้ไม่ได้ทานองุ่นร่วมกับท่าน ท่านแม่นมก็ต้องจากไปอยู่ดี ท่านควรดีใจต่างหาก ที่อย่างน้อยก็ยังได้ทำให้ความปรารถนาของท่านแม่นมเป็นจริงเป็นครั้งสุดท้าย”
สรรพนามคำราชาศัพท์ถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ดังที่หญิงสาวเอ่ยบอกไว้ในตอนแรก นางมาในฐานะสหายของพระองค์
“แม่นมตายแล้ว...” อยู่ๆ เสียงที่อ่อนแรงก็สั่นเทิ้มขึ้นมา “แม่คนที่สองของข้าจากไปแล้ว ในโลกนี้ข้าไม่เหลือใครอีกแล้ว”
พระราชากำลังกรรแสง ชายผู้แสดงตนว่าเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลานั้นกำลังร้องไห้ออกมาราวกับเก็บเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป ได้เห็นดังนั้นแล้วน้ำตาของฟีออนก็เอ่อคลอออกมาเช่นกัน อยู่ๆ ความรู้สึกหนึ่งในอดีตก็ประดังเข้ามา ในวินาทีที่ฟีออนได้รู้ว่าท่านพ่อของนางจากไป โลกใบนี้มันก็ช่างอ้างว้าง เดียวดายและว่างเปล่าแล้วเหลือเกิน นางไม่เหลือใครอีกแล้ว
แต่แล้วอยู่ๆ ฝ่าบาทก็ทรงก้าวเข้ามา แม้จะทรงมาพร้อมกับความปวดหัววุ่นวายสารพัดที่ทรงสรรสร้างมาให้นางต้องเจอะเจอก็ตาม แต่กลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ฉุดหญิงสาวให้ออกจากโลกแห่งความเศร้า นางมีอะไรให้ทำมากมายเกินกว่าจะจมอยู่กับความทุกข์ โลกใบใหม่ที่หญิงสาวได้พบและรู้สึกได้ว่านางไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง
“ท่านยังมีข้า แดริส...”
“โกหก...เจ้าอยู่กับข้าเพราะถูกบังคับเท่านั้น”
“ผู้ที่ถูกบังคับนั่นคือว่าที่ราชินีของท่าน แต่ไม่มีใครบังคับฟีออนคนนี้ให้ปีนหน้าต่างขึ้นมา ข้ามาหาสหายของข้า นั่นคือความประสงค์ของข้าเอง”
แดริสนิ่งงันไป อาการปากเก่งพลันหายไปด้วยเช่นกัน
“ไม่ใช่เพียงแค่ข้า เราทุกคนเป็นห่วงท่าน แต่อย่างน้อยตอนนี้ท่านก็ยังปลอดภัยดี ข้าเข้าใจถึงความสูญเสีย แดริส... ท่านมีเวลาเสียใจได้เท่าที่ต้องการไม่ต้องห่วงเรื่องอื่น ข้าและทุกคนจะพยายามช่วยกันจัดการทุกอย่างให้ดีที่สุด พักผ่อนเสียเถอะนะคะ ได้โปรดให้ข้าเปิดกลอนจากด้านในห้องทิ้งไว้ ข้าสัญญาว่าจะไม่ให้ใครเข้ามารบกวนท่าน หากในตอนนี้ท่านยังไม่ต้องการพบใคร ข้าเองก็จะไปไม่รบกวนท่านต่อเช่นกัน...”
ทว่า...ก่อนที่หญิงสาวซึ่งนั่งลงอยู่ด้านข้างเตียงจะได้ลุกขึ้น ชายหนุ่มก็ยื่นมือออกมารั้งแขนของนางไว้ ทันทีที่ฟีออนหันหน้ากลับไปมอง แดริสก็ดึงหญิงสาวจนล้มลงนอนทับร่างของตัวเขาเอง เขากอดนางไว้ก่อนจะเริ่มร้องไห้หนักขึ้นอีก
ฟีออนเพียงนอนอยู่อย่างนั้นนิ่งงันไม่ขยับ นางเข้าใจถึงจิตใจของชายผู้นี้เป็นอย่างดี มันเจ็บปวดจนพูดอะไรไม่ออก เสียใจจนพรรณาเป็นคำพูดไม่ได้ ทำได้เพียงระบายความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเป็นน้ำตา
นางเองก็ไม่สามารถสรรหาคำพูดอะไรมาปลอบใจเขาได้เช่นกัน บางครั้งยิ่งปลอบใจมันก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสูญเสียซะมากกว่า สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คงมีเพียงการให้กำลังใจอยู่เคียงข้าง ท่ามกลางความเงียบงันอย่างน้อยก็ยังมีสัมผัสทางกายที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพัง
แสงตะวันที่สาดส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างแสดงเวลาที่เคลื่อนคล้อยเข้าสู่ยามรุ่งสาง องค์แดริสรู้สึกพระองค์ขึ้นมา ก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่ได้อยู่คนเดียวเช่นเคย
แต่มือข้างหนึ่งที่กำลังล้วงเข้าไปใต้หมอนเพื่อหยิบมืดนั้นหยุดชะงัก เมื่อพบว่าผู้ที่หลับอยู่เคียงข้างกันตรงหน้านั้นคือใคร ฟีออนกำลังนอนตะแคงข้างหันหน้าเข้าหาเขา และแขนข้างหนึ่งของชายหนุ่มก็โอบเอวของนางไว้ หญิงสาวนอนขดตัวเล็กน้อยเพราะไม่มีผ้าห่มซึ่งทั้งสองกำลังนอนทับมันไว้
มองใบหน้านั้นแล้วใจของชายหนุ่มก็ปลอดโปร่งขึ้นอย่างประหลาด แต่เมื่อดึงสติกลับเข้าสู่ตัว มือที่เผลอเรอยกเอื้อมไปตรงหน้าหมายจะสัมผัสกับใบหน้าของหญิงสาวก็พลันต้องหยุดชะงัก เขาเกรงว่าหากฟีออนลืมตาตื่นขึ้นมานางคงจะลุกขึ้นแล้วหนีเขาออกไปทันทีแน่ๆ แดริสดึงมือตัวเองกลับก่อนจะนอนจ้องหน้าของหญิงสาวต่อพร้อมกับความคิดมากมายในหัว
มันนานเท่าไรแล้ว เขาแทบจะลืมไปแล้วที่ตื่นขึ้นมาแล้วได้เห็นหน้าใครสักคนนอนหลับอยู่เคียงข้างแบบนี้ ความรู้สึกมันช่างต่างกับวันอื่นๆ ที่แล้วมาอย่างสิ้นเชิง แม้นางจะเดินเข้ามาหาเขาเองเพราะเขากำลังอ่อนแอ แต่อย่างน้อยนั่นก็เป็นความตั้งใจของนางที่เขาไม่ได้บังคับ หากกลับไปอยู่ในสภาพปกติเหมือนเดิมนางก็คงจะหันหน้าหนีเขาไปอีกแน่นอน
เขาอยากทำตัวอ่อนแอต่อไปเหลือเกิน แม้จะรู้ดีว่าด้วยสถานะของตัวเองทำให้ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ก็ตาม แต่จะดีแค่ไหนหากตื่นมาแล้วได้พบหน้านางทุกวันเช่นนี้ แม้ในตอนนี้นางจะเป็นว่าที่ราชินี แต่ความคิดความหวังนี้ช่างดูเป็นความฝันที่แสนเลือนลาง
...แม้เจ้าอยากจะเป็นแค่ราชินีในนาม แต่เจ้าเป็นเจ้าของหัวใจของผู้ชายที่ชื่อแดริส... ข้าไม่ต้องการสหายหรอกนะ ฟีออน...