10,000จิน! แน่นอนว่ามันไม่ใช่พละกําลังทั่วไป! แต่มันคือพละกําลังเหนืุ์!ทั้งนี้มันยังเยอะกว่าขอบเขตแรกของการฝึกฝนอื่นๆเป็อย่างมาก!
ต้องรู้ก่อนผู้ฝึกยุทธ์และผู้บ่มเพาะมีทั้งหมดเก้าขอบเขต แน่นอนว่าความแข็งแกร่งของพวกมันแตกต่างกัน
ขั้นหลิงขั้นจิ่ว ขั้นสือทั้งหมดนี้คือสามขอบเขตแรกของผู้ฝึกยุทธ์ที่จําเป็ต้องฝึกฝนร่างกายก่อนฝึกฝนกําลังภายในโดยมีทั้งหมดหกขอบเขต ได้แก่…
ขั้นกงหลิงขั้นกงหยวน ขั้นกงจิ้ง ขั้นตี้เทียน ขั้นโฮวเทียน ขั้นเซียนเทียน
ขอบเขตเซียนเทียนนั้นถือเป็ความแข็งแกร่งสูงสุดของผู้ฝึกยุทธ์
ต่อมาคือเก้าขอบเขตของผู้บ่มเพาะ ซึ่งแต่ละขอบเขตจะแบ่งการฝึกฝนออกเป็ 4 ขั้นเหมือนกับการบําเพ็ญเพียร!
ทั้งหมดมีดังนี้ตันเถียน ชีพจร ผู้วิเศษ นักรบ ราชันนักรบ จุติ บรรลุ นิพพาน ะ
ซึ่งความแข็งแกร่งของระดับหลอมรวมเต๋าขั้นสูงสุดนั้นเทียบได้กับความแข็งแกร่งของระดับผู้วิเศษขั้นสูงสุดและผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเซียนเทียนบอกได้ว่าหากมู่หลินถึงขั้นสูงสุดของระดับหลอมรวมเต๋าาเมื่อไหร่เขาย่อมกลายเป็คนๆหนึ่งที่ไม่อาจดูแคลนได้!
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วภายใต้การดูดซับพลังงานแห่งจักรวาล จิติญญาของมู่หลินก็มีพลังงานจํานวนหนึ่งแล้วซึ่งจากตอนนี้คงใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงขั้นต้นของระดับหลอมรวมเต๋า
พริบตาเก้าชั่วโมงก็ผ่านไปบัดนี้เป็เวลารุ่งเช้าแล้ว แสงแดดยามฟ้าสางเริ่มสาดส่องลงมาที่ร่างของมู่หลิน
ปัจจุบันพลังงานในจิติญญาของมู่หลินนั้นถูกกักเก็บจนเต็ม จะเหลือก็เพียงแค่ทําการบรรลุและตัดผ่านเข้าสู่ขอบเขตแรกของผู้บําเพ็ญเพียรเท่านั้น
ด้วยความที่ว่าจิติญญาเคยไปถึงขอบเขตพลังอันยากจะหยั่งถึงการตัดผ่านเข้าสู่ขอบเขตแรกของผู้บําเพ็ญเพียรอีกครั้งจึงไม่ใช่เื่ยากใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมง มู่หลินก็ตัดผ่านเข้าสู่ขอบเขตแรกสําเร็จ!
ระดับหลอมรวมเต๋า!
คลืน!คลืน! คลืน!
ฉับพลันจิติญญาของมู่หลินก็รํ่าร้องมันสั่นสะท้านจนเขารู้สึกได้ พริบตา แสงสีครามที่ไม่อาจมองผ่านก็ปรากฏมันปกคลุมทั่วทั้งร่างกายของเขาอย่างเจิดจ้าทว่ามันเกิดขึ้นเพียงครู่เดียวแล้วก็หายไป
อย่างไรก็ตามเมื่อแสงสว่างสีครามหายไปร่างกายของมู่หลินที่ปรากฏออกมากลับดูแตกต่างไปจากเดิมเขาขาวขึ้นและดูสูงขึ้นเล็กน้อย แถมความหล่อเหลาของเขายังดูเพิ่มขึ้นอีกด้วย
นี่คือการบําเพ็ญเพียร!
ผู้ที่เข้าสู่การบําเพ็ญเพียรแล้วพวกเขาจะได้รับการเกิดใหม่ เพราะการก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ จะทําให้สิ่งสกปรกทั้งหลายในร่างกายรวมไปถึงจิติญญาถูกชําระล้างให้หายไปดังนั้นคนๆนั้นย่อมไม่ต่างอะไรไปจากทารกแรกเกิด
มู่หลินก็เช่นกันความขาวของเขานั้นขาวจนผู้หญิงยังต้องอิจฉาทั้งนี้ผิวของเขายังดูนุ่มอ่อนโยนเหมือนทารกแรกเกิดเป็ไปได้ว่าหากซุยิเข้ามาเห็น ถ้าอีกฝ่ายไม่ประหลาดใจก็คงต้องตกตะลึงแน่ๆ
“ระดับหลอมรวมเต๋าโดยใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวันนับว่าเหนือกว่าครั้งก่อนเป็อย่างมาก!’’ มู่หลินลืมตาและลุกขึ้นยืนสีหน้าของเขาในเวลานี้ค่อนข้างดูพึงพอใจในแดนเต๋าการจะถึงระดับหลอมรวมเต๋าเขาก็ต้องใช้เวลาหลายวัน เพราะที่นั่นมีผู้บําเพ็ญเพียรเยอะพลังงานแห่งจักรวาลจึงเบาบางมากถึงขนาดที่ไม่สามารถทําให้เขากลายเป็ระดับหลอมรวมเต๋าได้ง่ายๆเช่นตอนนี้
“นี่กี่โมงแล้วนะ…’’เห็นแสงแดดที่อาบย้อมไปทั่วทั้งร่างของตัวเองมู่หลินก็นึกขึ้นได้ว่ามีนัดทานข้าวตอนเช้ากับซุยิ เขาจึงหันไปดูเวลาที่นาฬิกาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่นัดกันไว้มู่หลินก็สบายใจไปเปราะหนึ่งแล้วเดินตรงไปยังห้องอาบนํ้า
…
10:00นาฬิกา ณ ห้องนั่งเล่นมู่หลินที่มาถึงก็สังเกตเห็นได้ทันทีว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ชายหนุ่มคนนั้นก็สังเกตเห็นเขาเช่นกัน อีกฝ่ายจึงหันมายิ้มให้ “นอนสบายดีไหมมู่หลิน?’’
“แน่นอน!’’มู่หลินพยักหน้าให้ ตอนนี้เขาแตกต่างจากเดิมแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่จําเป็ต้องมีท่าทีเกรงใจหรือความลังเลอยู่อีก
เห็นอย่างนั้นซุยิก็ประหลาดใจเพราะเดิมทีแล้วมู่หลินจะค่อนข้างประหม่าและดูเกรงใจเขาเป็อย่างมาก ถึงจะอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้คิดว่ามันแปลกอะไรเขาจึงหัวเราะเบาๆ “ดูเหมือนว่านายจะต่างไปจากเดิมนะ’’
“คงงั้นมั้ง’’มู่หลินยิ้มบางอย่างไม่ใส่ใจ เขาไม่แปลกใจเลยที่ซุยิจะประหลาดใจเพราะอย่างไรซะเขาก็คือคนใหม่จริงๆ มันจึงไม่แปลกที่เขาจะต่างไปจากเดิม
“ไปกันเถอะ’’คิดว่าได้เวลาแล้ว ซุยิจึงยิ้มก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินแต่ไม่นานเขาก็ต้องหันกลับมามองมู่หลินอย่างประหลาดใจ“นายขาวขึ้นและสูงขึ้นกว่าเมื่อวานรึเปล่าเนี่ย?’’เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้นอกจากอีกฝ่ายจะดูแตกต่างไปจากเดิมร่างกายของอีกฝ่ายยังดูไม่คุ้นตาอีกด้วย
“อย่าใส่ใจเลย’’มู่หลินหัวเราะเบาๆจะให้เขาบอกซุยิได้อย่างไรล่ะว่านี่เป็ผลมาจากการบําเพ็ญเพียร?
มันเป็ไปไม่ได้!
…
ไม่นานที่หน้าภัตตาคารหยวนหลิวก็ได้มีBMW สีดําวาวคันหนึ่งมาจอด จากนั้นคนสองคนก็ก้าวเดินออกมา พวกเขาคือมู่หลินและซุยิ!
“นายเป็คนปักกิ่งนายคงจะไม่รู้จักที่นี่แต่ฉันน่ะรู้จักเป็อย่างดีเลย’’ ระหว่างทางเดินไปยังทางเข้าซุยิเตรียมอธิบายด้วยรอยยิ้ม “ในมาเก๊านั้นมีร้านอาหารชื่อดังมากมายแต่ร้านที่ดีที่สุดคงไม่พ้นร้านนี้ ภัตตาคารหยวนหลิว! เพราะที่นี่อาหารธรรมดาจานหนึ่งก็มีราคาเป็ร้อยหยวนแล้วแม้จะเป็อย่างนั้นก็ต้องยอมรับเลยว่าอาหารที่นี่คืออาหารที่อร่อยที่สุดในมาเก๊า!ทั้งนี้ที่นี่ยังมีห้องให้แก่ลูกค้าวีไอพีอีกด้วยดังนั้นฉันจึงตั้งใจพานายมาที่นี่เพื่อแนะนําให้รู้จักกับเพื่อนคนอื่นๆของฉันก่อนงานเลี้ยงที่จะเริ่มขึ้นในคืนนี้!’’
“แล้วก็นะถ้าเพื่อนคนอื่นๆของฉันหยิ่งยโสใส่นายนายอย่าโกรธล่ะ เพราะพวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเป็นายน้อยเหมือนกับฉันทั้งนั้น’’เกี่ยวกับพวกคนที่จะไปเจอซุยิฝืนยิ้มอย่างช่วยไม่ได้
“ฉันเข้าใจดี’’มู่หลินพยักหน้าเข้าใจ เื่แบบนี้เป็เื่ที่พบเห็นได้บ่อยเพราะขนาดตอนเขาไปยังแดนเต๋าครั้งแรก เขายังโดนดูถูกหรือมากกว่านั้นเลยแต่ผลสุดท้ายเขาก็ข้ามผ่านพวกมันไปได้…
ทว่าไม่ใช่เพราะเขาอดทนแต่ด้วยความสามารถอันน่าทึ่งต่างหาก!
ภายใต้การนําของซุยิไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงห้องวีไอพีเมื่อมองเข้าไปมู่หลินสามารถเห็นได้ทันทีถึงเหล่าคนที่แต่งตัวดูดีทั้งนี้ท่าทางของพวกเขายังดูหยิ่งยโสไม่ใช่น้อย
“เป็ไงบ้างทุกคน?’’เมื่อเข้ามาแล้ว ซุยิก็ทักทายพร้อมกับแนะนําตัวมู่หลิน“นี่คือเพื่อนของฉันที่พูดถึงกันบ่อยๆ’’
“สวัสดี!ฉันมู่หลินยินดีที่ได้รู้จัก!’’ มู่หลินยิ้มบางตามพิธีถึงแม้คนเหล่านี้จะหยิ่งยโสแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเป็คนไม่ดีดังนั้นถ้ายังไม่เกิดอะไรขึ้นจนกว่าจะได้ข้อสรุปเขาจะเป็คนที่ดีให้คนพวกนี้เห็นไปก่อน
“ยินดีที่ได้รู้จัก!ฉันหวู่เสิน!’’
“เช่นกัน!ฉันหยวนอิ้ง!’’
“ส่วนฉันเจียงหยาง!’’
ชายหนุ่มเพลย์บอยทั้งสามคนทักทายอย่างเป็มิตรก่อนที่งานนัดทานอาหารครั้งนี้จะเริ่มขึ้นพวกเขาได้ยินเื่ของอีกฝ่ายมาจากซุยิแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงพอเข้าใจได้ทั้งนี้ถ้าหากอีกฝ่ายเป็เพื่อนที่ดีของซุยิ พวกเขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้จําเป็ต้องดูถูกหรือหาเื่
ส่วนเื่นิสัยหยิ่งยโสของพวกเขานั้นพวกเขาไม่สามารถหยุดมันได้จริงๆ เพราะมันเป็ความเคยชินเสียแล้ว!
ทั้งสามคนถึงจะมีนิสัยหยิ่งยโสเหมือนกันแต่บุคลิกของพวกเขากลับแตกต่างกัน
หวู่เสินนั้นเป็ชายหนุ่มหน้าตาดีสวมแว่มดูมีท่าทางเคร่งขึมส่วนหยวนอิ้งค่อนข้างดูกํายําบ้าระหํ่ายิ่งเมื่อรวมเข้ากับหัวโล้นๆของเขาเขาดูเหมือนหลวงจีนเถื่อนไม่ปาน สุดท้ายเจียงหยางเขาคนนี้หน้าตาหล่อเหลาซึ่งสิ่งที่แฝงให้เห็นคือความทะนงตนและความทะเยอทะยาน
กลับกันซุยิเป็เหมือนคนขี้เล่นที่ดูไม่ใส่ใจอะไรนักมู่หลินเองก็เช่นกัน ดังนั้นการทานอาหารครั้งนี้จึงเป็ไปได้อย่างราบรื่นถึงจะอย่างนั้นการพูดคุยระหว่างทานอาหารของพวกเขาก็ไม่ได้มีอะไรมากนัก
“เจียงหยางนายได้ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลมาบ้างรึเปล่า?’’หลังจากอาหารทั้งหมดถูกทานเกือบหมดแล้ว มู่หลินก็มองไปยังเจียงหยาง
“มีอะไรเหรอ?’’เจียงหยางชะงักก่อนจะขมวดคิ้ว นี่ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายแช่งเขาอย่างอ้อมๆรึ?
“มู่หลินนายถามอะไรอย่างนั้นเล่า?เจียงหยางเป็คนแข็งแรงสุขภาพดีตลอดมาเขาจะไปมีปัญหาจนถึงขั้นต้องไปตรวจได้อย่างไร!’’ ซุยิค่อนข้างใจึงรีบเตือนมู่หลินแบบอ้อมๆเขากลัวว่าเจียงหยางจะโกรธมู่หลิน
“ฮ่าๆๆๆๆ!นายกล้าไม่เบานี่มู่หลิน!’’ กลับกัน หยวนอิ้งกลับหัวเราะอย่างสนุกสนานในสายตาของเขามู่หลินช่างห้าวหาญได้ใจเสียจริง!
หวู่เสินเพียงมองดูเงียบๆจากการพูดคุยพวกเขารู้ว่ามู่หลินเป็เพียงคนตกงานที่ไม่ได้มีดีอะไรมันจึงเป็ไปไม่ได้ว่าอีกฝ่ายจะเป็พวกมีความรู้ด้านการแพทย์
“เอาตรงๆนะ่นี้น้องชายตัวน้อยของนายไม่เหมือนเดิมใช่ไหมล่ะ?’’ มู่หลินหัวเราะรึๆด้วยวิชาแพทย์เทวะที่เขาเคยรํ่าเรียนตอนอยู่ในแดนเต๋า การมองอาการที่เจียงหยางเป็อยู่ในตอนนี้ย่อมง่ายดายเหมือนปลอกกล้วย
“นะ...นาย!นายรู้ได้อย่างไร!’’ ถึงจะรู้สึกอับอายแต่เจียงหยางก็ตะลึงเพราะเื่นี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานมันจึงไม่ควรที่จะมีใครรู้
แล้วมู่หลินคนนี้รู้เกี่ยวกับมันได้อย่างไร?!