บทที่ 6 คืนของหมั้น
นางคว้าป้ายประจำตำแหน่งไว้ ซูซีหัวจ้องมองเป็เวลานานกว่าจะเก็บมัน นางเป็แพทย์นิติเวช จะไม่ยอมทำสิ่งที่ขัดกับวิชาชีพของตน
แต่ยามว่างก็ไปดูบ้างคงไม่เป็ไร
ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ของสกุลซูยามนี้...
ซูซีหัวระงับความโศกเศร้าในดวงตา หยุดสิ่งที่กำลังคิด แล้วไปหาฮูหยินใหญ่ ก่อนได้รับแจ้งว่าฮูหยินใหญ่ได้ไปหาซูชิ่งไห่แล้ว
เมื่อคิดทบทวน ซูซีหัวตัดสินใจเดินเรื่อยเปื่อยไปที่นั่น
เพิ่งเข้ามาใกล้ก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญ “พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ต้องลงโทษนางนั่นเสียที ข้าเจ็บจนแทบตาย เจ็บจนแทบตายแล้ว…”
เสียงปลอบโยนของฮูหยินใหญ่ตามมาติด ๆ
“อย่าเพิ่งขยับ เดี๋ยวหมอจะมารักษาให้เ้าเอง”
ซูซีหัวก้มมองนิ้วมือของตน อาเล็กผู้นี้ช่างไม่คู่ควรกับร่างชายเสียจริง
“โอ๊ย ๆๆ พี่สะใภ้ใหญ่ หมออยู่ไหน เหตุใดหมอยังไม่มา ทำไมยังไม่มา…”
เสียงะโโหวกเหวกโวยวายจากในห้องยังคงดำเนินต่อไป ซูซีหัวแสร้งหาวแล้วฟังอยู่ครู่หนึ่ง พอดีกับที่หมอมาถึง นางจึงอาศัยจังหวะนั้นเดินตามเข้าไปด้วย
“อาเล็กสบายดีหรือไม่”
ซูชิ่งไห่เห็นนางก็หัวเสียขึ้นมาทันที “เ้าเข้ามาทำไม? ออกไป! ออกไปให้พ้นหน้าข้าเสีย!”
เมื่อเห็นซูซีหัว เขาก็ระลึกถึงความขี้ขลาดของตนในศาล ซูชิ่งไห่เอามือปิดหน้า รู้สึกอยากจะสลบเสียเดี๋ยวนี้
ซูซีหัวยิ้มอย่างขบขัน “อาเล็ก ถึงอย่างไรข้าก็ช่วยชีวิตท่านแล้ว เหตุใดท่านถึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้”
โอ้ นางจดจำคำใส่ร้ายในศาลได้
ฮูหยินใหญ่ขมวดคิ้วเล็กน้อย สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ แต่เมื่อคำนึงถึงอาการาเ็ของซูชิ่งไห่ จึงจับมือของซูซีหัวไว้ “อาการาเ็ของอาเ้ายังไม่หายดี ให้หมอตรวจดูก่อนเถิด”
ซูซีหัวเปิดปากกำลังจะเอ่ย ทว่ากลับยอมนิ่งตามคำของฮูหยินใหญ่
หลังหมอตรวจชีพจรเสร็จแล้วก็แจ้งว่าจะตรวจดูร่างกายของซูชิ่งไห่ ซูซีหัวจึงเดินตามฮูหยินใหญ่ออกไปข้างนอก
“ยามพิจารณาคดีต่อหน้าประชนวันนี้ เ้าใช้อุบายใดช่วยอาเล็กของเ้า?”
ขณะรับฟังคำถามของฮูหยินใหญ่ ซูซีหัวยิ้มอย่างใสซื่อ “ไม่ใช่ข้าผู้นี้เป็คนช่วย แต่เป็แม่ทัพใหญ่ ท่านได้สืบหาหลักฐานสำคัญ เพื่อไถ่โทษจึงมาส่งอาเล็กและข้ากลับบ้าน”
ในเมื่อเซียวฝานไม่อยู่ ซูซีหัววย่อมแต่งเื่ได้อย่างคล่องแคล่ว แม้จะมีบางส่วนเป็ความจริง แต่ก็ผสมปนเปไปด้วยเื่เท็จจนทำให้ฮูหยินใหญ่เกิดความสงสัย
“จริงหรือ”
ซูซีหัวยืนยันหนักแน่น “ข้าเป็เพียงเด็กสาวธรรมดา จะไปเทียบเคียงกับแม่ทัพใหญ่ได้อย่างไร”
ขณะกำลังพูดอยู่นั้น หมอก็เดินออกมา ซูซีหัวเหลือบไปเห็นแล้วรีบกล่าวทันที “ท่านหมอออกมาแล้ว”
ฮูหยินใหญ่เป็ห่วงซูชิ่งไห่ จึงรีบหันไปถามไถ่
หมอลูบหนวดเครา “เพียงใกลัวประกอบกับาแภายนอกเล็กน้อย มิได้เป็อันตรายถึงชีวิต”
ฮูหยินใหญ่พยักหน้ารับ ก่อนกล่าวคำขอบคุณ แล้วเรียกสาวใช้มาส่งหมอ จากนั้นจึงเข้าไปดูอาการของซูชิ่งไห่
ซูซีหัวยืนอยู่ที่เดิม จับคางใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจไม่เข้าไป ซูชิ่งไห่อยู่ในสภาพเช่นนี้ หากนางเข้าไปอาจทำให้ใกลัวจนเป็อะไรร้ายแรงได้
จึงหันมาบอกสาวใช้ที่อยู่ข้าง ๆ ว่าตนจะออกไปก่อน จากนั้น ซูซีหัวก็เดินกลับห้องของตนเอง ทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วหยิบป้ายประจำตำแหน่งของเซียวฝานออกมาโดยไม่รู้ตัว
มันเป็เพียงป้ายไม้สีดำที่มีตัวอักษรจีนโบราณสลักไว้ว่า ‘อาญา’
กรมอาญา กรมอาญา...
นางลูบคลำป้ายประจำตำแหน่ง ซูซีหัวหรี่ตามอง ด้วยสถานการณ์ของสกุลซูในยามนี้ จำต้องหาทางพึ่งพิงอำนาจผู้อื่น
ก๊อก ก๊อก
มีเสียงเคาะประตูสองครั้ง ซูซีหัวลุกขึ้นนั่งโดยไว แล้วเก็บป้ายประจำตำแหน่งไว้ที่แขนเสื้อ “เข้ามา”
สาวใช้ข้างกายลี่จือก้าวเข้ามา “คุณหนู ฮูหยินใหญ่ให้มาตามเ้าค่ะ”
ตอนนี้งั้นหรือ
ซูซีหัวหรี่ตามอง มือลูบแขนเสื้อที่ซ่อนป้ายประจำตำแหน่งไว้โดยไม่รู้ตัว อาจเป็เื่ที่สกุลว่านถอนหมั้น
ยามถึงห้องของฮูหยินใหญ่ ก็เป็ไปตามที่คาดไว้
“การหมั้นถูกยกเลิกแล้ว สินสอดที่ตกลงกันไว้ก็ต้องคืนทั้งหมด”
ฮูหยินใหญ่สีหน้าเศร้าหมอง หากสกุลซูต้องคืนสินสอดในยามนี้ คงเป็การซ้ำเติมที่เลวร้ายเข้าไปอีก ทว่าของหมั้นหมายถูกส่งคืนแล้ว ดังนั้นสินสอดย่อมต้องส่งคืนด้วย
ในใจซูซีหัวเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
“ฮูหยินใหญ่ สกุลว่านเป็ฝ่ายถอนหมั้นก่อน สกุลซูไม่มีความผิด สินสอดไม่สมควรคืนทั้งหมดไม่ใช่หรือ?”
การหาช่องว่างหรือข้อผิดพลาดมาจัดการ ก็อาจประวิงเวลาไว้ได้
“เช่นนั้นก็ตาม แต่สกุลซูยามนี้…” ฮูหยินใหญ่ถอนหายใจ ใบหน้ายิ่งโศกเศร้า
ซูซีหัวแอบถอนหายใจ เงินหนึ่งตำลึงสามารถเอาชนะวีรบุรุษได้ แม้แต่ฮูหยินใหญ่นางก็ไม่อาจพ้น
“ฮูหยินใหญ่โปรดวางใจเถิด เื่ของข้า ข้าจะจัดการเอง”
นางต้องหารือกับสกุลว่านว่าจะคืนสินสอดหรือไม่
“แต่ว่า…” ฮูหยินใหญ่ยังคงลังเล แต่ก็ตระหนักดีว่าควรเป็เช่นนี้ ทำได้เพียงส่ายหน้า “เช่นนั้นเ้าก็ไปจัดการเถิด นำกล่องไม้ฮวาหลี*[1]ที่อยู่ในบ้านออกมา”
สาวใช้ในห้องนำกล่องออกมา ฮูหยินใหญ่รับไว้ “นี่คือสิ่งของหมั้นทั้งหมด เ้าจงนำไปเถิด”
ซูซีหัวลุกขึ้นรับด้วยความเคารพ พูดคุยอีกไม่กี่ประโยค ซูซีหัวก็ออกจากห้องของฮูหยินใหญ่
กล่องไม้ฮวาหลีนั้นไม่ใหญ่ ซูซีหัวถืออยู่ก็ไม่รู้ว่ามีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด จนกระทั่งกลับถึงห้องแล้วเปิดออก จึงหัวเราะเยาะออกมา
ใบบันทึกรายการสินสอดบางเฉียบ กอปรกับใบบันทึกวันเดือนปีเกิดทั้งสองใบ นอกจากของเหล่านี้แล้วก็ไม่มีอะไรอื่นอีก
“เฮ้อ สกุลว่านนี่ใจกว้างเสียจริง”
นางฉีกใบบันทึกที่มีชื่อตนทิ้งด้วยการเยาะเย้ย จากนั้นซูซีหัวปิดกล่องแล้วเรียกพ่อบ้านเข้ามา
“ของที่อยู่ในใบรายการนี้ ยังเหลืออยู่เท่าใด?”
พ่อบ้านรับมาแล้วตรวจดู “ยกเว้นสัตว์เลี้ยงแล้ว ของอย่างอื่นอยู่ในห้องเก็บของทั้งหมดขอรับ”
ซูซีหัวเลิกคิ้ว “หมายความว่าของยังอยู่ครบใช่หรือไม่”
“ขอรับ”
แปะ!!
ซูซีหัวปรบมือสองข้าง แล้วลุกขึ้นหัวเราะพลางพูด “อย่างนั้นก็สะดวกแล้ว เอาของในรายการทั้งหมดใส่กล่องเตรียมไว้ อย่าลืมมัดด้วยผ้าแพรสีแดง ข้าจะไปถอนหมั้น”
“...” พ่อบ้านจ้องมองซูซีหัวอย่างงงงัน พักใหญ่กว่าจะตั้งสติได้
หากเป็คุณหนูสกุลอื่นได้ยินว่าถอนหมั้นคงต้องร้องไห้ฟูมฟาย แต่คุณหนูสกุลซูกลับเป็ฝ่ายจะไปถอนหมั้นเอง!
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ซูซีหัวเลือกบ่าวรับใช้ชายร่างกำยำสี่คนก่อนพาสาวใช้คนสนิทขนกล่องสินสอดสองกล่องตรงไปยังจวนสกุลว่าน
นางทำตัวโดดเด่นตลอดทาง เรียกสายตาและความสงสัยจากผู้คนนับไม่ถ้วน
เมื่อมาถึงซูซีหัวก็เดินตรงเข้าไปในจวนสกุลว่าน แล้วนั่งลงในโถงด้วยท่าทีสบาย ๆ จากนั้นไขว่ขาวิพากวิจารณ์ชาและขนมของสกุลว่านสารพัด
ลี่จือและอิงเถาช่างเฉียบแหลม คอยเสริมสองประโยคเป็ระยะ แทงใจดำจนคนสกุลว่านหน้าเปลี่ยนสี แต่ทว่าไม่กล้าลงมือลงไม้ด้วย
แม้จะมีบ่าวรับใช้ชายร่างกำยำสี่คนยืนอยู่ข้าง ๆ ก็จริง แต่ใครจะกล้าแตะต้องนางกัน?
ยามนั้นเอง ก็ได้เสียงผู้หญิงประชดประชันดังมาจากข้างนอก
“โอ๊ย ข้าก็ว่าทำไมบ่าวรับใช้ในบ้านถึงได้บ่นกันใหญ่โต ที่แท้ก็เพราะคุณหนูสกุลซูมานี่เอง มาขอคืนดีหรือ แต่น่าเสียดาย สกุลว่านของเราไม่อยากแต่งงานด้วย...”
เพล้ง!!
ซูซีหัวพลันขว้างถ้วยชาลงพื้นแตกกระจาย คำพูดของผู้มาเยือนจึงหยุดชะงัก
“ฮ่าฮ่า ขออภัยมือลื่น” ซูซีหัวรับผ้าเช็ดหน้าที่ลี่จือยื่นมาให้เช็ดมือทั้งสองข้างก่อนกล่าว “ฮูหยินว่านใช่ไหม ข้ามาถอนหมั้น สินสอดของสกุลว่านอยู่ในกล่องนั้นแล้ว ดูเอาเถิด”
ฮูหยินว่านผู้มีรูปร่างอ้วนเตี้ย ได้ฟังคำของซูซีหัว นางกลอกตาเล็กน้อย แกล้งทำเป็สำรวจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างโลภว่า “สินสอดเ้ายังน้อยเกินไป”
“โอ้…” ซูซีหัวเยื้องย่างเข้ามา มุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน “ขอถามว่าสินสอดขาดสิ่งใดไป?”
“ข้าจำได้ว่าใบรายการสินสอดก่อนหน้านี้ มีถึงสามใบเต็ม ๆ … ”
ฮูหยินว่านยังไม่ทันกล่าวจบ ซูซีหัวก็โยนกระดาษแผ่นหนึ่งใส่นาง
“เพียงแผ่นเดียวมิใช่หรือ?”
[1] ไม้ฮวาหลี : เป็ไม้มีราคาในสมัยราชวงศ์ิและชิง เ้าขุนมูลนาย พระราชวงศ์ หรือฮ่องเต้จะต้องมีเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้หวางฮวาหลีไว้ใช้งานประดับบารมี ไม้ชนิดนี้เป็ไม้เขตร้อน พบทางจีนตอนใต้และเวียดนาม บางคนเรียกไม้พะยูงหอม