จังหวัดธนบุรีเปนจังหวัดเล็ก ๆ ที่คู่ขนานไปกับจังหวัดพระนคร ผู้คนทั้งสองฝั่งเดินทางไปมาหาสู่กันผ่านการสัญจรทางน้ำบ้าง ทางสามล้อรับจ้างบ้าง ผู้คนปลูกบ้านเรือนตามแนวริมน้ำ บ้างก็ปลูกเรือนในสวน และแถบฝั่งจังหวัดธนบุรีนี้ย่านที่เปรมบดินทร์อยู่นั้น เรียกขานกันจนคุ้นชินว่า อำเภอตลิ่งชัน เปนบริเวณที่มีทั้งคลองพาดผ่านและสวนผลไม้ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธ์ไม้ผลอันหลากหลาย เปรมบดินทร์มีบ้านเรือนไทยติดริมน้ำ เขาเปนลูกหลานของขุนนางเก่า สาแหรกสืบมาจากขุนนางที่ชำนาญด้านดุริยางคศิลป์และการทำเครื่องดนตรีไทย ปัจจุบันยังคงมีคนรับใช้ในเรือนให้ได้เปนที่สะดวกสบายไม่อัตคัดขัดสน เนื่องจากเหล่าข้าทาสนั้นไถ่ตัวจากทาสมาเป็ไทตามพระราชบัญญัติทาษ ร.ศ.๑๒๔ ของล้นเกล้าพ่ออยู่หัวรัชกาลที่ ๕ แม้ตอนนี้จะอยู่ในยุคสมัยของเ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ แต่สยาม ณ เพลานี้ก็ศิวิไลซ์ขึ้นกว่าเก่า
เขาผู้ซึ่งเกิดในปลายรัชกาลที่ ๕ ได้เห็นการเปลี่ยนผ่านของสยามประเทศก็ให้ตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ และในเพลานี้กาลก็ผ่านผันล่วงเลยมาจนเขาอายุย่างเข้าสู่วัย ๑๗ ปีมาแล้ว ใน่เวลาบ่ายคล้อยเด็กหนุ่มเดินทอดน่องสบายอารมณ์ไปตามถนนสายเล็ก ๆ ที่ห้อมล้อมไปด้วยสวนผลไม้ และคลองตลิ่งชัน ย่ำเท้าไปยังเรือนของคุณลุงผู้ยังคงสืบทอดศิลปะการดนตรีต่อจากคุณทวด เรือน “วงศ์สิปปศิลป์” และเป็นามสกุลของตระกูลเขาด้วย อ้อ เพลานี้คนสยามมีนามสกุลใช้กันดาษดื่น เนื่องจากมีการตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล๒ ไม่ใช้ชื่อบิดาและอาชีพของบิดากำกับชื่อตัวดังอดีตเสียแล้ว ดังจดหมายเหตุรายวัน๓ ความที่กล่าวว่า “การมีชื่อตระกูลเปนความสะดวกมาก อย่างต่ำ ๆ ที่ใคร ๆ ก็ย่อมจะมองเห็นได้ คือชื่อคนในทะเบียฬสำมโนครัวจะได้ไม่ปนกัน แต่อันที่จริงจะมีผลสำคัญกว่านั้น คือจะทำให้เรารู้จักรำฤกถึงบรรพบุรุษของตนผู้ได้อุสาหก่อสร้างตัวมา และได้ตั้งตระกูลไว้ให้มีชื่อในแผ่นดิน เราผู้เปนเผ่าพันธุ์ของท่านได้รับมรฎกมาแล้ว จำต้องประพฤติตนให้สมกับที่ท่านได้ทำดีมาไว้ และการที่จะตั้งใจเช่นนี้ถ้ามีชื่อที่ต้องรักษามิให้เสื่อมทรามไปแล้ว ย่อมจะทำให้เปนเครื่องยึดเหนี่ยวหน่วงใจคนมิให้ตามใจตนไปฝ่ายเดียว จะถือว่า “ตัวใครก็ตัวใคร” ไม่ได้อีกต่อไป จะต้องรักษาทั้งชื่อของตัวเองทั้งชื่อของตระกูลด้วยอีกส่วน ๑..”
ดังเช่นที่เขาได้ร่ำเรียนมา เป็อันว่าชาวสยามจึ่งเริ่มมีนามสกุลใช้โดยทั่วกัน เด็กหนุ่มขบคิดไปเรื่อยในระหว่างที่เดินนำอาหารเย็นในตระกร้าสานเนื้อดีที่ภายในบรรจุสำรับเครื่องคาวหวาน ดังเช่นวันนี้ที่มีแกงรัญจวน ตำรับชาววังที่ส่งต่อกันมาจากคุณยาย และขนมเสน่ห์จันทร์ ทั้งสำรับคาวหวานคุณแม่ปรางของเขาลงมือเข้าครัวด้วยตนเองทั้งหมด และแบ่งให้กับพ่อครูปลั่ง หรือก็คือคุณลุงของเขานั่นเอง
สองเท้าพาร่างสูงโปร่งมาหยุดหน้าทางเข้าเรือนไทยทรงสูงที่ปลูกตระหง่านค่อนข้างใหญ่โตสมฐานะของเ้าของเรือน เสียงบรรเลงเพลงทำนองไทยคุ้นหู อาจจะฟังแล้วแปร่ง ๆ ไปบ้าง ผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าผู้บรรเลงก็มีฝีมือไม่น้อย เมื่อเปรมบดินทร์เดินมาหยุดยังกระไดเรือนแวะล้างเท้าเรียบร้อยก็เดินลงเท้าแ่เบาอย่างผู้ได้รับการอบรมมาอย่างดีขึ้นกระไดเรือนอย่างเงียบเชียว จนกระทั่งพบว่าโถงของเรือนนั้นบัดนี้มีเด็ก ๆ จากเรือนในละแวกนี้กำลังฝึกซ้อมเครื่องดนตรีไทยหลากหลายชนิดกันอย่างขมักขเม้น แต่เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาเหล่าเสียงบรรเลงนั้นก็เงียบลง พร้อม ๆ กับการยกมือขึ้นพนมแต้ที่อก
“พวกฉันไหว้จ๊ะพี่เปรม”
“ตั้งใจซ้อมเข้าล่ะ”
เปรมบดินทร์พยักหน้ารับการไหว้ของเหล่าเด็กน้อยที่คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้าง เนื่องจากเป็ลูกหลานของชาวบ้านในละแวกนี้ ซึ่งคุณลุงปลั่งก็เปิดบ้านให้เหล่าเด็ก ๆ นั้นมาเรียนดนตรีไทยตามแต่จะชอบใจของเ้าตัว ไม่เลือกรับสอนเพียงแค่ลูกหลานคหบดี หรือพวกขุนนางเก่า หากแต่ลูกชาวบ้านธรรมดา ๆ ก็พร้อมที่จะสอนหากเด็กผู้นั้น้าจะเรียนรู้ ความมีน้ำใจและไม่ดูถูกดูแคลนผู้มียศถาต่ำกว่านั้นเป็ที่โจษขานของชาวบ้างในบางนี้ นอกจากนั้นก็ยังนับหน้าถือตายกให้เป็พ่อครูอีกด้วย
เปรมบดินทร์ผู้ได้รับการไหว้วานจากคุณแม่ให้นำส่งสำรับคาวหวานเดินเลี่ยงไปยังหลังเรือน เห็นผู้เป็ลุงนั่งอ่านตำรับตำราก็รีบตรงดิ่งไว้วางสำรับไว้บนตั่งเตี้ย ๆ พร้อมกับไหว้ทักทายญาติผู้ใหญ่
“ลำบากพ่อเปรมของลุงอีกแล้ว”
“ไม่ลำบากเลยขอรับคุณลุง วันนี้มีแกงรัญจวนที่คุณลุงอยากทานด้วยนะขอรับ”
“เอ้อ ดี ๆ แล้วนี่พ่อเปรมจะกลับเรือนเลยหรือไม่ ลุงจะฝากชาหอมไปให้แม่ปรางเสียหน่อย”
“กลับเลยขอรับคุณลุง วันนี้คุณพ่อไปราชการ เกรงว่าคุณแม่จะอยู่เพียงลำพังขอรับ”
“นั่นซี ดีหน่อยที่เรือนพ่อเปรมใกล้กับเรือนยายจันทร์ ไม่งั้นลุงคงห่วงหนักเพลาที่พ่อของหลานไปราชการหลายวัน”
“ขอรับคุณลุง งั้นหลานขอตัวกลับเลยนะขอรับ”
“ไปดีมาดีพ่อเปรม”
เปรมบดินทร์ถือถุงชาเดินตัวปลิวลงจากเรือน ครุ่นคิดตามที่คุณลุงว่า ก็เห็นดีดังคำที่คุณลุงว่าไว้ บ้านเขามีพื้นที่บริเวณติดกับบ้านคุณยายจันทร์ ตระกูลคหบดีเก่าแก่ มีสวนผลไม้ทั้งที่ปลูกไว้แจกจ่ายให้ชาวบ้านในละแวกนี้เหตุเพราะคุณยายจันทร์เป็ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีย์และยังมีพื้นที่สวนให้เช่าในราคาถูก ลูกสาวของคุณยายจันทร์เป็รุ่นน้องร่วมโรงเรียนเดียวกับคุณแม่สมัยเรียนชั้นประถม บัดนี้แต่งงานกับครอบครัวชาวจีนตั้งรกรากแถวถนนแปลงนาม เขาได้ยินคุณแม่บอกว่า รุ่นน้องคนนั้นมีลูกถึงสามคน ไม่แน่ใจเช่นกันว่าที่พูดกล่าวออกไปนั้น้าตัดพ้อคุณพ่อหรือไม่ที่จวบจนขณะนี้ก็ยังมีเพียงเขาที่เป็ลูกชายเพียงคนเดียว อ้อ...ไม่นับพี่สาวคนโต ต่างมารดาที่บัดนี้แต่งงานมีครอบครัวย้ายไปอยู่กับสามีในจังหวัดพระนครเสียแล้ว
แกรก ๆ
ตุ้บ!
หือ...
เปรมบดินทร์ชะงักเท้าเมื่อใกล้จะเลี้ยวเข้ามายังบริเวณสวนของตนที่กั้นด้วยกำแพงไม้เลื้อย เมื่อได้ยินเสียงสวบสาบ พร้อม ๆ กับที่ได้ยินเสียงของหล่นมาจากสวนฝั่งของยายจันทร์
ตุ้บ!
เปรมบดินทร์ว่าแปลก เสียงตุ้บ ๆ ที่ดังขึ้นนั้นคล้ายเสียงของหนักร่วงลงพื้น จากที่จะรีบตรงกลับเรือนก็เปลี่ยนเส้นทางไปยังสวนของยายจันทร์ ด้วยเกรงว่าจะมีโจรขโมยเกิดขึ้น
ตุ้บ!
เปรมบดินทร์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อผลหมากม่วงสุกสีเหลืองอร่ามตกลงใกล้ ๆ กับเท้าของเขา หากเมื่อครู่เดินไวเพียงนิด หมากม่วงผลนั้นอาจจะตกใส่เท้าเขาก็เป็ได้
“โอ๊ะ!”
เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นเหนือศีรษะ เปรมบดินทร์จึ่งเงยหน้าขึ้นมองบนต้นหมากม่วง ดวงตาคมคร้ามตามแบบฉบับชาวสยามมองเขม็งไปยังสิ่งมีชีวิตบนต้นไม้สูง เด็กผู้ชายวัยประมาณ ๗-๑๐ ปีไม่อาจจะแน่ใจได้ กำลังปีนซุกซนอยู่บนกิ่งก้านต้นไม้นั่น
ลูกเต้าเหล่าใคร เหตุใดจึ่งปีนป่ายเป็ลูกลิงลูกค่างเช่นนั้น
“ขึ้นไปทำกระไรบนนั้น”
ถามออกไปเสียงดุ หากเป็ลูกหลานของคนละแวกนี้เขาก็น่าจะพอคุ้นหน้าค่าตาอยู่บ้าง แต่กับเด็กชายข้างบนนั้นเขาไม่คุ้นชินกับอีกฝ่ายเลย
“อ...อย่าเสียงดังซีขอรับ”
เ้าเด็กจับกิ่งหมากม่วงไว้ด้วยมือข้างหนึ่งส่วนอีกข้างก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะที่ริมฝีปาก ยิ่งทำให้เปรมบดินทร์ขมวดคิ้วหน้าดุไปใหญ่
เด็กอะไรกันช่างไม่รู้ความเสียจริง
“แล้วทำไมจะเสียงดังไม่ได้”
“เดี๋ยวคุณยายจันทร์ได้ยินน่ะซี”
“เปนเด็กเปนเล็กปีนขึ้นไปได้อย่างไร ลงมาประเดี๋ยวนี้”
เปรมบดินทร์เอ่ยวาจาสั่งเสียงเข้ม เขาไม่รู้หรอกว่าเด็กที่ปีนต้นไม้ในตอนนี้เป็ลูกเต้าเหล่าใคร แต่ถ้าเป็ลูกหลานบ้านวงศ์สิปปศิลป์ เห็นทีก้านมะยมหน้าบ้านคงจะได้เด็ดมาหวดให้ก้นลายเปนแน่แท้!
“ล..ลง ลงแล้วขอรับ”
สิ้นคำร่างป้อมขาวผ่องในชุดสีน้ำตาลกับผมจุกกลางกระหม่อมเสริมให้เด็กน้อยดูน่ารักน่าเอ็นดูก็ปีนลงมา นึกเอ็นดูในการเชื่อฟังคำเขาอยู่หรอก แต่การปีนขึ้นไปบนต้นไม้นั้นลบล้างความน่ารักไปหมดสิ้นคงไว้แต่เพียงความแก่นเซี้ยวในสายตาของเปรมบดินทร์
“ระวัง!”
เปรมบดินทร์ร้องเสียงหลงเมื่อเท้าเล็ก ๆ ก้าวพลาดเหยียบลงบนกิ่งหมากม่วงที่เปราะ ร่างป้อม ๆ ที่ใกล้จะลงมาถึงพื้นก็ร่วงหล่นลงมาอย่างกะทันหัน เปรมบดินทร์ทิ้งถุงชาถลันไปรับร่างน้อยนั่นก่อนจะตกลงสู่อ้อมแขนของเขา แรงปะทะส่งผลให้เปรมบดินทร์ล้มลงก้นจ้ำเบ้าในขณะที่คนในอ้อมแขนของเขาน่าจะไม่เป็กระไรมากนักเพราะใช้ตัวเขาต่างเบาะรองให้อีกฝ่าย
โอ๊ย! ทั้งจุกทั้งเจ็บ!
“คุณขอรับ เป็อย่างไรบ้างขอรับ จอมไม่ได้ตั้งใจ จอมขอโทษนะขอรับ”
เ้าตัวดีผละออกมาได้ก็รีบยกมือประนมไหว้ประหลก ๆ สีหน้าตื่นใ ลนลานเนื้อตัวสั่นไปหมด ริมฝีปากอิ่มเบะลงคล้ายกำลังจะร่ำไห้
เปรมบดินทร์ลุกขึ้นยืนใช้มือปัดตามเนื้อตัวที่เลอะดินจนสะอาดสะอ้านก็ก้มมองเด็กชายที่ยังสูงไม่พ้นเอวของเขาด้วยสีหน้าดุดัน
“เจ็บหรือไม่”
“ไม่เลยขอรับ คุณเจ็บมากไหมขอรับ”
เด็กน้อยเดินเข้ามาใกล้เอื้อมมือไปจับชายกางเกงของเขากำไว้แน่น ดวงตากลมโตหนังตาชั้นเดียวผิดแผกจากเด็กสยามทั่วไปทำให้เปรมบดินทร์เขม้นมองแต่ยังไม่คลายจากสีหน้าดุดันลงจนเ้าเด็กน้อยเริ่มน้ำตารื้นนั่นล่ะถึงเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังทำหน้าดุดันใส่เด็กนี่อยู่
“ขึ้นไปทำกระไรบนนั้น”
“จอมขึ้นไปเก็บหมากม่วงสุกขอรับ”
“เปนเด็กเปนเล็กเหตุใดถึงได้เล่นซนปีนขึ้นต้นไม้สูงเช่นนี้ ไม่รู้หรือว่าหากตกลงมาแข้งขาจะหักเอาได้”
เขาอดใจไม่ดุออกไปไม่ได้เลย ยิ่งเห็นว่าเมื่อครู่หากเขาไม่อยู่ตรงนี้ เด็กน้อยจะเจ็บเนื้อเจ็บตัวมากแค่ไหน
“ขอโทษขอรับ”
“อยู่เรือนไหน”
ในความคิดตอนนี้มีเพียงแต่จะต้องพาเด็กคนนี้ไปส่งถึงเรือน ก็เล่นก่อวีรกรรมไว้เสียขนาดนี้จะให้ปล่อยไปเฉย ๆ คงไม่เหมาะ
“เรือนคุณยายจันทร์ขอรับ”
“เป็กระไรกับคุณยายจันทร์ล่ะ”
“หลานชายขอรับ ่นี้ปิดภาคเรียน จอมเลยมาอยู่เป็เพื่อนคุณยายจันทร์น่ะขอรับ”
“ซุกซนขนาดนี้จะเรียกว่าอยู่เป็เพื่อนคุณยายจันทร์ได้อย่างไร”
มือหนาคว้าจับเอาข้อมือเล็กทั้งสองข้างขึ้นหงายฝ่ามือเพื่อดูร่องรอยาเ็เมื่อไม่พบก็ถอนหายใจโล่งอกออกมาก่อนจะปล่อยข้อมือเล็กนั่น
“ไม่เป็กระไรก็ดีแล้ว”
“จอมขอโทษที่ทำคุณเจ็บนะขอรับ จอมไม่ได้ตั้งใจ”
“มานี่ซี”
เด็กหนุ่มยื่นมือออกไปหาเด็กน้อยตัวเล็ก เมื่อเด็กน้อยวางมือป้อม ๆ ลงไปบนมือใหญ่ ฝ่ามือนั้นก็กระชับแน่นก่อนก้าวเดินฉับ ๆ
“ประเดี๋ยวขอรับ”
“อะไรอีก”
“คุณจะพาจอมไปไหนหรือขอรับ”
“กลับเรือนยายจันทร์น่ะซี จะได้แจ้งด้วยว่าหลานชายยายจันทร์ปีนต้นหมากม่วงแล้วตกลงมา”
“ไม่ได้นะขอรับ”
เด็กเล็กยื้อข้อมือกลับทันทีที่ได้ยิน เตรียมสะบัดให้หลุดแล้ววิ่งหนีกลับเรือนแต่เหมือนคนตัวโตจะรู้เท่าทันมือหนาจึ่งกอบกุมข้อมือเล็กไว้แน่น
“ทำไมจะไม่ได้”
“คุณยายจันทร์จะดุน้อง น้องรู้แล้วว่าน้องทำผิด คุณอย่าฟ้องคุณยายจันทร์ได้หรือไม่ขอรับ”
กล่าวจบก็เงยหน้าขึ้นสบตาคนพี่ ด้วยความเปนน้องเล็กสุดของบ้าน แม้จะไม่ได้รับความสนใจเท่าบุตรชายคนโต หากแต่ก็สามารถออดอ้อนให้คนในครอบครัวตามอกตามใจได้เสมอ ดังนั้นเมื่อเกิดเื่จวนตัวจะโดนดุก็ใช้สายตาออดอ้อนเข้าสู้ แล้วมีหรือที่เปรมบดินทร์จะไม่ใจอ่อนกับเด็กเล็ก ๆ เช่นนี้
“งั้นรับปากกับฉันว่าจะไม่ปีนต้นไม้อีก”
“ขอรับ น้องรับปากขอรับคุณ...”
ดวงตาแป๋วแป๋วจ้องมองจนเปรมบดินทร์นึกถึงบรรดาลูกแมวลูกหมาในสวนของตน จึ่งเอ่ยบอกนามของตนด้วยน้ำเสียงเอื้อเอ็นดูดั่งพี่ชายสนทนาพาทีกับน้องน้อยของตนก็มิปาน
“เปรมบดินทร์ จอมจะเรียกว่าพี่เปรมก็ได้”
“ขอรับพี่เปรม”
“มา พี่จะช่วยเก็บหมากม่วงเหล่านี้ไปส่งถึงเรือน”
ดวงตากลมโตชั้นเดียวหลุกหลิกไปมาเมื่อได้ยินคำกล่าวของคนพี่ด้วยยังกลัวซึ่งความผิดที่ได้กระทำไว้
“พี่เพียงแต่เดินไปส่งเท่านั้น มิได้จะเอ่ยถึงเื่ตกต้นไม้อีก เชื่อใจพี่เถอะ”
“แต่น้องทำให้ถุงของพี่เปรมหล่นพื้นแล้วก็ทำให้พี่เปรมล้มด้วยนะขอรับ”
“พี่ไม่ได้เจ็บอะไรมาก มาเถอะ เย็นย่ำค่ำมืดแล้วคุณยายจันทร์จะเปนห่วง”
“ขอรับ”
เด็กตัวเล็กยอมเชื่อใจคนพี่จึ่งยื่นส่งมือป้อม ๆ ไปให้จับจูงจวบจนกระทั่งเดินมาถึงกระไดเรือนก็รอคนพี่ถอดรองเท้าแล้วล้างเท้าให้ ฝ่ายคนตัวโตเมื่อเห็นเปนเช่นนั้นก็กล่าวขอบใจน้องด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
“เ้าจอม! เย็นย่ำเช่นนี้ไปเล่นซนที่ใดมา ทำไมถึงพึ่งกลับเรือน”
“หลานไหว้ขอรับคุณยาย”
“ไหว้พระเถิดพ่อเปรม เปนอย่างไรมาอย่างไรถึงได้มาเรือนยายเพลานี้”
“หลานมาส่งน้องขอรับ เห็นเดินเก็บหมากม่วงหล่นอยู่ท้ายสวน เกรงว่าจะมืดค่ำจึ่งขันอาสามาส่งขอรับ”
ด้วยใบหน้าหล่อเหลาและอุปนิสัยมีสัมมาคารวะกับผู้หลักผู้ใหญ่ ส่งผลให้คุณยายจันทร์ที่พอจะรู้จักมักจี่กับคุณชายเปรมบดินทร์บุตรชายคุณหญิงปรางเรือนข้าง ๆ ยิ้มละไมให้กับเด็กหนุ่ม
“ยายขอบใจพ่อเปรมมากนะ เ้าจอม่นี้ปิดภาคเรียนจึ่งมาอยู่เป็เพื่อน แต่ก็ดื้อซนตามประสาเด็กไม่เว้นแต่ละวัน อย่างไรหากเที่ยววิ่งเล่นซนไปเรือนของหลานก็ฝากปรามให้ยายหน่อยแล้วกันนะ”
“ขอรับ ่นี้หลานเองก็ปิดภาคเรียนเช่นกัน อย่างไรหากข้ามไปเรือนโน้นหลานจะช่วยดูแลให้นะขอรับ” รับปากผู้ใหญ่ที่ตนเองก็เคารพเช่นเดียวกับญาติผู้ใหญ่ของตนก่อนละลากลับเรือน
“ไปดีมาดีนะพ่อเปรม”
“ขอรับคุณยาย”
“หลังจากนี้อย่าเที่ยวเล่นซนปีนต้นไม้อีกล่ะ หากไม่เชื่อฟังพี่จะฟ้องคุณยายจันทร์แน่”
และก่อนที่จะหันหลังลงบันไดเรือนไป คนตัวโตก็ก้มลงกระซิบข่มขู่เด็กซนตรงหน้าให้น้องได้พอสะดุ้งเม้มปากพยักหน้ารับคำของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวยาว ๆ แต่แ่เบาลงกระไดเรือนไปอย่างรวดเร็ว
Talk : มาแล้วค่ะ พีเรียดพีใจเื่แรกของครู่ยามหนึ่ง วางทรีตเมนต์เื่นี้นานมากั้แ่เพิ่งเริ่มเรียนป.โท 5555 เื่นี้เกิดขึ้นเพราะชอบไปเดินสะพานพุทธและเดินเล่นแถวสนามหลวงละแวกนั้น ไม่รวมกับที่มาอยู่ฝั่งธนเกือบสิบปี ชื่นชอบบรรยากาศเก่า ๆ ที่พี่ในที่ทำงานชอบพาไปเที่ยว นิรันดร์กาลจารใจ จึงเกิดขึ้นค่ะ นิยายเื่นี้ไม่ลงลึกเชิงประวัติศาสตร์มากนักนะคะ จะออกแนว เดินเล่นงานวัด เที่ยวเล่นงานมหรสพ และรีวิวขนม+อาหารไทยค่ะ ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับพีเรียดเื่แรกของเค้าด้วยนะคะ หากมีเนื้อหาผิดพลาดประการใด รบกวนแจ้งได้เลยนะคะ เค้าจะได้ทำการรีเสิร์ชเพิ่ม
หวังว่าจะสนุกไปกับพี่เปรมและน้องจอมน๊า
ด้วยรัก ครู่ยามหนึ่ง
..................................................................................................................................
พระราชบัญญัติทาษ ร.ศ.๑๒๔ คือ พระราชบัญญัติที่ให้ลูกทาสทุกคนเป็ไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ ๔ บาท นับั้แ่เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๔๘ เป็ต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็ไทยแล้วกลับไปเป็ทาสอีก ซึ่งเป็พระราชบัญญัติที่ออกเพิ่มเติม จากพระราชบัญญัติเดิม ในปี พ.ศ.๒๔๑๗ คือ พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย โดยขณะนั้นทรงแก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงั้แ่อายุ ๘ ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี ผู้นั้นก็จะเป็อิสระ มีผลกับทาสที่เกิดั้แ่ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ เป็ต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า ๒๐ ปี เป็ทาสอีก
ที่มา : พระราชบัญญัติทาษ รัตนโกสินทรศก ๑๒๔. (๒๔๔๘, ๒ เมษายน) . ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๒, ตอน ๑. หน้า ๙–๑๐.
ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล เป็พระราชบัญญัติที่ประกาศใช้ให้คนไทยต้องมีนามสกุล เพื่อสะดวกแก่การจดทะเบียนคนเกิด คนตาย และทำการสมรส
จดหมายเหตุรายวัน= ข้อความที่กล่าวถึงประโยชน์ของการมีนามสกุลโดยได้ลงไว้ใน จดหมายเหตุรายวัน
ที่มา: จดหมายเหตุรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเ้าอยู่หัว, หน้า ๔๗-๔๘
แกงรัญจวน = แกงรัญจวนเป็อาหารชาววังช เ้าของสูตรต้นตำหรับคือ ท่านหม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์โดยมีเครื่องปรุงที่สำคัญ คือ น้ำพริกกะปิ
ขนมเสน่ห์จันทร์ = ผลจันทน์ เป็ผลไม้ชนิดหนึ่งมีผลสุกสีเหลืองเปล่งปลั่งผิวสวยงามและมีกลิ่นหอม คนโบราณจึงน่าความมีเสน่ห์ของผลจันทน์มาประยุกต์ทำเป็ขนม และได้นำ ผลจันทน์ป่น มาเป็ส่วนผสมทำให้มีกลิ่นหอมเหมือนผลจันทน์ ให้ชื่อว่า ขนมเสน่ห์จันทน์