ณ เมืองอเรบัส
ในวันที่มืดครึ้ม ท้องฟ้าถูกบดบังไปด้วยเมฆสีเทาทะมึน ไร้ซึ่งแสงทองจากแดดอุ่น มีเสียงโวยวายออกมาจากบ้านหลังหนึ่ง
“พวกแกสองแม่ลูกมันเนรคุณ” เสียงกระแทก กระทั้นของหญิงวัยกลางคน เธอตาเขียวด้วยอารมณ์โมโห ตุ้มหูเพชร และชุดผ้าไหมราคาแพง กำลังสั่นกระเพื่อมเมื่อเ้าตัวออกแรงทุ่มกระเป๋าผ้าใบน้อย 2 ใบ ลงพื้น ใกล้ๆ กันนั้นมีชาย หญิง อีกหลายคนกำลังจับจ้องมาที่สองแม่ลูกที่กำลังโดนต่อว่า คนทั้งหมดล้วนเป็เครือญาติกัน แต่บัดนี้สายสัมพันธ์ได้ถูกตัดจนขาดสะบั้น
“เราสองคนเนรคุณเ้ายังไง” หญิงผู้ซึ่งเป็มารดาที่โดนต่อว่าสวนกลับทันควัน
“ข้าให้ที่อาศัยแก่เ้าสองคน ทั้งเงินและอาหารข้าก็เป็ผู้ให้ อีกทั้งลูกของเ้าที่ได้เล่าเรียนก็เพราะข้า ข้าเพียงแต่จะให้ อาร์เทม มาอาศัยอยู่กับเ้าชั่วคราว เพียงเท่านี้เ้ากลับต่อต้าน เ้านั่นแหละที่เป็ตัวปัญหา”
“อาร์เทมพึ่งออกจากคุกมา ข้าจะไว้ใจได้อย่างไร อาร์เทมเคยทำอะไรมาบ้างเ้าก็รู้ เ้ามิได้อยู่ที่นี่เ้าก็พูดได้สิ เ้าจะรับรองความปลอดภัยของข้าและลูกได้มั้ยล่ะ”
อีกฝ่ายกระอักกระอ่วนเพราะในใจลึกๆ แล้วรู้ดีว่าตนเองไม่สามารถทำได้ เธออ้อมแอ้มตอบ
“ยังไงอาร์เทมก็เป็หลานข้า" แล้วเปลี่ยนเป็เสียงที่มั่นใจในทันที “และทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านหลังนี้ก็เป็ของข้า ข้าจะให้ใครอยู่ก็เป็สิทธิของข้า ถ้าเ้าไม่พอใจก็เชิญออกไป” แววตาของผู้ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็พี่น้อง ตอนนี้ได้ส่องประกายของความสะใจ เด็กหญิงผู้ซึ่งเป็ลูกของผู้ที่โดนไล่ แอบซ่อนอยู่ข้างหลังของผู้เป็แม่ น้ำตาของเธอใกล้จะร่วงรินเต็มที แต่เธอก็พยายามกลั้นมันเอาไว้ ความรู้สึกเหมือนกับว่าผู้คนเ่าั้กำลังหัวเราะเยาะเธออยู่ มีเพียงแผ่นหลังกว้างของแม่ที่ป้องกันเธอ
“ไม่ต้องไล่ข้าหรอก เพราะอย่างไร ข้าก็ไม่คิดจะอยู่ที่นี่ไปจนตายหรอก และต่อจากนี้ข้าก็ไม่มีพี่น้องอีกต่อไป” มารดาของเด็กสาวประกาศกร้าว ก่อนจะเอื้อมมือก้มเก็บกระเป๋าผ้าขึ้นมาสะพาย ลูกสาวเธอเองก็หยิบอีกใบขึ้นมาเช่นกัน มารดาจูงมือเด็กหญิง หันหลังออกจากบ้านในทันที
อาร์เมเลียคือชื่อของมารดา และอาร์ทีเมียคือชื่อของลูกสาว ต้นตระกูลของทั้งสองเป็ตระกูลขุนนางเก่าแก่ หญิงกลางคนที่ตะเพิดคนทั้งสองออกมา นามว่าอลิเซีย ผู้ซึ่งตอนนี้เป็เพียงอดีตครอบครัว เธอเป็น้องสาวของอาร์เมเลีย เป็เพียงผู้เดียวที่สืบทอดตำแหน่งจากบิดา ส่วนบุคคลอื่นในครอบครัวต่างแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพอื่นเพราะทนความเอาแต่ใจของนางไม่ได้ จะมีอยู่ไม่กี่รายที่พยายามเข้าหาเพื่อหวังประโยชน์จากเส้นสายเข้าไปอยู่ในวัง อลิเซียมีบ้านหลังงามอยู่อีกแห่งใกล้ๆ กับพระราชวัง ส่วนที่บ้านหลังนี้เป็บ้านของบิดาที่สร้างไว้ั้แ่ครั้งยังไม่ได้เป็อัศวิน
อะเมเลียเป็เพียงผู้เดียวที่มิได้ทำงานกิจการใด เพราะต้องคอยดูแลผู้เป็พ่อ ชายที่เคยยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในอาณาจักร อาร์เทอร์ โฟว์เลอร์ เมื่อยามแก่เถ้ากลับ้าเพียงความรักจากลูก หลาน เมื่อใดที่บิดามิเห็นอาร์เมเลียก็จะอาละวาดไม่หยุด ไม่ว่าจะจ้างคนดูแลที่ดีมากแค่ไหนมา ท่านก็จะไล่ออกไปทุกราย อาร์เมเลียจึงไม่สามารถทิ้งท่านไปประกอบกิจการใดได้ น้องสาวผู้ร่ำรวยของเธอจะส่งเงินและอาหารมาเพื่อใช้ดูแลบิดา “จงสำนึกบุญคุณข้าไว้ เพราะข้าน่ะเป็ผู้ให้ทุกอย่างแก่เ้า” นั่นเป็คำพูดที่นางพูดกับอะเมเลีย แทบจะทุกครั้งที่นางมาเยี่ยมบิดา
ในยามอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ผู้คนต่างพากันเข้าบ้าน พักผ่อนและกินอาหารเย็น ทั้งสองฝั่งฟากของถนนมีเพียงแสงไฟจากบ้านริมทางเ่าั้ที่ส่องพอให้สองแม่ลูกได้เห็นทางเดิน มือของผู้เป็แม่นั้นกระชับลูกสาวไว้แน่น เด็กสาวรู้ดีว่าคนเป็แม่รู้สึกเช่นไร เพราะั้แ่โตมามีอยู่ไม่กี่ครั้งที่แม่่จะจับมือของเธอแบบนี้ แววตาของท่านกังวลปนความทุกข์ใจ
“ท่านแม่คืนนี้เราจะไปนอนที่ไหนกัน” อาร์ทีเมียใจโหวง หวังว่าคำตอบจะไม่ใช่อย่างที่เธอคิด
“แม่คิดเอาไว้แล้วล่ะ” อาร์ทีเมียรู้สึกใจชื้นขึ้นมา แต่ความรู้สึกกังวลใจก็ยังไม่หายไป
ฝีเท้าทั้งสองคู่กำลังเร่งเพื่อไปให้ทันก่อนที่ท้องฟ้าจะถูกทาด้วยสีดำ ตลอดเส้นทางอาร์ทีเมียได้แต่ภาวนาให้ที่ที่จะไปนั้นต้อนรับเธอทั้งสองคน และไม่นานทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านหลังหนึ่ง มันเป็บ้านขนาดกลาง ที่หน้าบ้านมีของจำพวกน็อต ฟันเฟือง และคราบน้ำมัน กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นเป็หย่อมๆ อาร์ทีเมียมองขึ้นไปที่ป้ายเหนือหัวคุ้นตา มันเขียนว่า “รับซ่อมทุกอย่าง ถ้าเ้ามีเงินมากพอ” ตัวอักษรสีดำขนาดเขื่องที่เขียนแบบพออ่านออก ที่มุมล่างของป้ายมีอีกหนึ่งประโยค “เอสเทอร์ โฟว์เลอร์” เอสเทอร์ เป็พี่สาวคนโตของตระกูล เธอแยกมาอยู่กับครอบครัวหลายปีแล้ว และเธอก็เปิดร้านรับซ่อมของซึ่งก็เจริญรุ่งเรืองเป็อย่างดีเพราะฝีมือของเธอและสามีหาใครเทียบได้ยาก
อาร์เมเลียเคาะประตูอยู่ 2 ที ก็มีเสียงะโออกมาอย่างฉุนเฉียว
“เราไม่ซื้ออะไรทั้งนั้น และไม่อยากได้อะไรด้วยนอกจากเงิน”
“ข้าเอง อะเมเลีย” หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียง แกร็กๆ จากกลอนข้างใน แล้วทันใดประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นหญิงอายุราวๆ 60 ปี ผมหยักศกมัดแบบรวกๆ ด้วยขนาดตัวของเธอที่ใหญ่พอๆ กับคนสองคนรวมอยู่ในร่างเดียวกัน เวลาที่เธอขยับตัวจะทำให้ไม้กระดานใต้เท้าเธอส่งเสียง เอี๊ยด อ๊าด
“ท่านพี่ ข้ามีเื่จะขอร้องท่าน ข้าขออาศัยนอนที่นี่สักคืนได้หรือไม่” อะเมเลียถาม เอสเทอร์ทำท่าชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเชื้อเชิญให้ทั้งสองเข้ามาในบ้านก่อน
ที่โต๊ะอาหารในห้องครัว
“ข้าได้ข่าวมาแล้วล่ะ เื่ที่เ้าทั้งสองออกจากบ้านมา” หญิงร่างใหญ่ค่อยๆ วางซุปข้าวโพด ตะกร้าขนมปัง ตามมาด้วยสตูเนื้อแกะ และไก่งวงสีน้ำตาลตัวใหญ่พร้อมเครื่องเคียง กลิ่นหอมของอาหารลอยคลุ้งเต็มบ้าน สุนัขพันทางสี่ตัว ที่เธอเลี้ยงไว้รีบวิ่งตามกลิ่นมาอย่างไว พวกมันดูหิวโหยพอๆ กับอะเมเลียและอาร์ทีเมีย มันวิ่งไปมารอบโต๊ะอาหาร ส่งเสียง งี๊ด ง๊าด เหมือนกำลังจะบอกเป็นัยๆ ว่า “ข้าหิวแล้ว” เอสเทอร์ตวาดเสียงดังทำเอาทั้งสุนัขและอาร์ทีเมียสะดุ้ง พวกมันสงบลงแล้วค่อยๆ พากันไปนั่งรวมกันอยู๋ที่มุมห้อง
“มานี่เร็ว แจ็ค” อาร์ทีเมียเรียกสุนัขตัวสีขาว ตัวใหญ่ ขนปุกปุยตัวหนึ่ง มันคงพึ่งจะนึกออกว่ามีเธออยู่ตรงนั้นเพราะมันวิ่งเข้ามาะโกอดเธอยกใหญ่ด้วยความดีใจ แจ็คคุ้นเคยกับอาร์ทิเมียเป็อย่างดี เธอมาที่ร้านนี้บ่อยพอๆ กับที่ไปขลุกตัวอยู่ที่ห้องสมุด “ฮ่า ฮ่า แจ็ค พอได้แล้ว” มันะโหยองแหยงก่อนจะเลียเข้าที่ใบหน้าเธอ เป็รอยยิ้มแรกหลังจากผ่านเื่ร้ายๆ มา
อะเมเลียมองดูลูกสาวเล่นกับสุนัขอย่างสนุกสนาน แต่ใบหน้าของเธอยังคงซ่อนความเ็ปเอาไว้ลึกๆ เอสเทอร์เริ่มกินอาหารตรงหน้าอย่างใจเย็น
“ท่านพี่ เื่ที่ข้าขอ ท่านอนุญาติหรือไม่” อะเมเลียหันมองทางเอสเทอร์
“สำหรับข้าแล้ว เ้าจะอยู่ที่นี่เท่าไรก็ได้ ข้าต้อนรับเ้าเสมอ แต่…” เอสเทอร์ยังพูดไม่ทันจบ เสียงที่ประตูหน้าก็ดังขึ้น มันเป็เสียงของหญิงและชายปะปนกัน ทันใดประตูก็เปิด
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าชอบเ้าตัวตลกมากเลยล่ะ ประหลาดดีนะ” เสียงหญิงคนหนึ่งเอ่ยคุย เธอสวมชุดเดรสสีแดง ปักลายกุหลาบสีดำ คอร์เซทที่กระชับแน่นที่เอวช่วยดันให้หน้าอกของเธอล้นออกมาจากชุด ใบหน้าแต่งแต้มด้วยสีชมพูอ่อน มองดูน่ารัก
“อืม ข้าก็ว่าเช่นนั้น” ชายที่มากับเธอ ทำหน้าตายด้านและตอบไปแบบส่งๆ เขาแต่งชุดต่างกับน้องสาวอย่างสิ้นเชิง เชิ้ตขาวแขนยาวคอปกที่มีเชือกผูกตรงคอเสื้อ กางเกงสีน้ำตาลเข้มและรองเท้าบูท
เมื่อหญิงสาวฟังคำตอบก็รู้ว่าพี่ชายของตนมิได้ตั้งใจฟังเธอเลย
“น่ารำคาญเสียจริง ดูสิแต่งตัวอะไรก็ไม่รู้ ข้าอุตส่าห์ไปโปรยเสน่ห์ให้เ้าพวกพ่อค้าต่างแดนพวกนั้นพาเราเข้าไปชมละคร แต่เ้ากลับทำเสียเื่”
“เ้าเองต่างหาก ที่มากเื่” ทั้งคู่ทำหน้าอย่างกับจะกินเืกินเนื้อกัน พ่อของทั้งสองกระแอมกระไอเพื่อห้ามปราม ก่อนทั้งหมดจะเหลือบมาเห็นแขกที่นั่งอยู่ในบ้าน นางผู้นั้นเมื่อเห็นก็รีบเดินมาที่โต๊ะอาหารอย่างไว
“ท่านมาท่ี่นี่ทำไม” ดูเหมือนอารมณ์ของเธอจะยิ่งพลุ่งพล่าน อาร์ทิเมียที่กินน่องไก่อยู่มองเธอพลางเคี้ยวตุ้้ยๆ
“แล้วใครให้แกมากินอาหารพวกนี้ ท่านแม่ก็อีกคนปล่อยให้พวกนี้เข้ามาที่นี่ทำไม” เอสเทอร์พยายามปรามลูกสาวแต่เธอกลับยิ่งโวยวายเสียงดังหนักขึ้น
“เ้าไปคุยกับข้าที่ห้องโน้นก่อน” เอสเทอร์ลากแขนลูกสาว แต่ก็ยังหันมามองที่อะเมเลียอย่างเป็ห่วง
เสียงที่เถียงกันลอดออกมาจากห้องข้างๆ มีประโยคหนึ่งประมาณว่า “ถึงอย่างไร ข้าก็ไม่มีทางให้พวกนั้นอยู่กับเราแน่” อะเมเลียและอาร์ทิมิสรู้ได้ทันทีว่า เธอทั้งสองควรไปได้แล้ว
ผู้เป็มารดาลุกจากเก้าอี้อาหารในทันที อาร์ทิมิสคว้าขนมปังมาสองก้อน และน่องไก่ชิ้นใหญ่อีกหนึ่งชิ้นยัดใส่กระเป๋าผ้า โดยไม่ได้เกรงว่ามันจะเปื้อน สามีและลูกชายได้ดูเหตุการณ์อยู่
“เดี๋ยวก่อนท่านป้า” ชายหนุ่มไปหยิบผ้าผืนใหญ่ออกมา เขากางมันกับโต๊ะอาหารแล้วนำผลไม้หลายชนิดกับขนมปังใส่ลงไป จากนั้นก็มัดเป็ปมให้สะพายได้ เขายื่นมันให้อะเมเลีย “เอาไว้กินเถอะท่านป้า” เขาพูดอย่างจริงใจ “แล้วก็นี่เสื้อคลุม เ้าจะไปได้ไม่ไกลหากสวมแค่เสื้อผ้าเ่าั้” คนที่เป็พ่อไปหยิบเสื้อคลุมหนังสัตว์สองตัวมาให้
“ข้าขอบใจทั้งสองมาก ขอบใจเหลือเกิน” แววตาที่เศร้าสร้อยของอะเมเลียทำให้ใจของอาร์ทิเมียนั้นหนาวเหน็บ ยิ่งกว่าวันที่มีพายุหิมะเสียอีก
เสียงทะเลาะกันจากข้างห้องเงียบลง พร้อมเอสเทอร์ที่เดินหงอยๆ ออกมา
“เอ่อ..คือว่า อะเมเลีย” เธอพยายามคิดคำพูดที่จะทำให้ไม่เสียน้ำใจ
“ไม่เป็ไรหรอก ท่านพี่ เท่านี้ข้าก็ขอบคุณมากแล้ว” อะเมเลียยิ้มบางๆ ให้พี่สาว
“ข้าขอโทษเ้าด้วย" เอสเทอร์ก้มหน้าเล็กน้อย "แต่เ้าควรเอานี่ไปด้วย” เธอหยิบคบไฟให้สองดวง “ท่านแม่” ลูกสาวของนางตวาดขึ้นมา เธอใเล็กน้อยแต่ก็ยังคงพูดต่อ "เ้าจงมุ่งหน้าไปที่ป่าด้านตะวันตก ข้าเคยเข้าไปหาสัตว์ป่า เดินเรียบคลองสายเล็กไป มันอยู่ลึกเข้าไปมาก หากเ้าไม่หลงเ้าจะพบกับกระท่อมหลังหนึ่ง ที่นั่นอาจพอให้เ้าทั้งสองคนมีที่พักพิง อะเมเลียและอาร์ทิเมียพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ลูกชายของเอสเทอร์ยีหัวอาร์ทิเมียอย่างเอ็นดู เธอหันไปยิ้มให้เขาก่อนจะเหลือบไปมองแจ็คที่กำลังกระดิกหางเงยหน้ามองเธอ
“ข้าให้แจ็คไปอยู่กัับเ้าด้วยได้นะ” เขาเอ่ย
“ไม่เป็ไรหรอก ข้าอยากให้มันมีบ้านอยู่” สายตาของอาร์ทิเมียเลื่อนลอยอย่างคนหมดหวัง ก่อนจะเดินตามแม่ออกไป เอสเทอร์ยืนดูจนหลังของทั้งสองคน ค่อยๆ เล็กลงจนลับตาไป
คบไฟสีแดงสองลูกกำลังเฉิดฉายภายใต้ค่ำคืนอันมืดมน ไร้ซึ่งเสียงของสัตว์น้อย มีเพียงเสียงหวีดหวิวของลมแรงที่ปะทะใบหน้า เมื่อก้าวเท้าขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ ที่มีป่าสนขึ้นทะมึน อาร์ทิเมียได้หยุดเดินแล้วเหลียวหลังไปมองแสงไฟดวงน้อยจากหมู่บ้านเบื้องล่าง ในใจรู้ดีว่าไม่อาจหวนคืนบ้านที่แสนจะอบอุ่มที่เธออาศัยมาราวๆ 18 ปี เธอพยายามตัดใจทิ้งอดีตให้เวลาได้กลืนกินมันไปพร้อมความรู้สึกหม่นๆ ในใจนี้
“อาร์ทิเมีย” เสียงของแม่ทำให้เธอหลุดออกจากความคิด “รีบไปกันก่อนพายุจะมาเถอะ” เธอถอนหายใจฟืดใหญ่แล้วเริ่มเดินต่อ
ยิ่งเข้าใกล้ป่าสนมากขึ้นเท่าไร ลมหนาวที่พัดมาก็แรงขึ้นมากเท่านั้น ความเย็นรอบตัวคมเหมือนมีดโกนที่บาดผิว ถึงแม้ทั้งสองจะสวมเสื้อขนสัตว์ที่สามีของเอสเทอร์ให้มาก็ไม่สามารถยับยั้งความหนาวเย็นนี้ได้ หญ้ารกชัฏที่ขึ้นมากมายยิ่งทำให้การเดินทางนั้นช้าลง
“ท่านแม่ ทำไมข้าถึงอ่อนแอยิ่งนัก” อาร์ทิเมียเอ่ยด้วยเสียงสั่น “ทำไมข้าถึงไม่มีความกล้าพอที่จะปกป้องท่าน ที่ท่านต้องมาลำบากก็เพราะข้า ถ้าข้าอดทนให้มากกว่านี้ท่านก็ยังคงได้อยู่กับท่านตา”
“เ้าจะทนให้อาร์เทมรังแกเ้าอย่างนั้นรึ แล้วเ้าคิดว่าข้าจะมีความสุขที่ได้เห็นลูกโดนรังแกรึ มิใช่เพียงแค่เ้าที่ อดทนอาร์ทิเมีย ข้าเองก็อดทนกับผู้คนเ่าั้มามากพอแล้ว เด็กน้อย วันหนึ่งเ้าจะต้องเติบโตและเมื่อมันมาถึง ข้าอยากให้เ้านั้นแข็งแกร่ง ทุกเื่ที่ทำให้เจ็บใจ ทุกครั้งที่เ้านั้นล้ม ทุกอย่างจะเป็บทเรียนให้เ้าได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต” แล้วพลันอะเมเลียก็หยุดเดินแล้วหันมามองหน้าลูกสาวที่กำลังสะกดกลั้นอารมณ์
“น้ำตาทำให้เ้าอ่อนแอ จงอย่าแสดงมันต่อหน้าผู้อื่น เ้าและข้าจะต้องผ่านเื่พวกนี้ไปให้ได้ ตอนเริ่มต้นมันอาจจะยากลำบาก แต่เมื่อเ้ายืนหยัดสู้ เ้าจะอยู่รอดในโลกวิปริตใบนี้” แสงสลัวจากคบไฟสะท้อนให้เห็นดวงตาของอะเมเลียที่รื้นไปด้วยน้ำตา อาร์ทิเมียโผกอดมารดาของตนไว้แน่น ถ้าหากเป็ไปได้เธอก็อยากจะแบ่งเบาความทุกข์ใจของแม่บ้าง
เวลาผ่านไปราวๆ หนึ่งชั่วโมงได้ ทั้งสองลัดเลาะลำคลองตามที่เอสเทอร์บอก มันไม่ได้หายากอย่างที่คิดไว้เลย ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่หน้ากระท่อมไม้ อาร์ทิเมียยกคบไฟขึ้นชูเพื่อดูสภาพของกระท่อม ความจริงแล้วมันใหญ่กว่ากระท่อมหรืออาจจะเรียกว่าบ้านขนาดย่อมหลังหนึ่งเลยก็ได้ ผนังข้างหนึ่งของมันมีรูมหึมาอยู่ที่ตรงกลาง รอยแตกร้าวกว้างพอให้หมีตัวใหญ่เข้ามาได้ แต่ยังดีที่มีไม้คานและอิฐจำนวนหนึ่งที่ยังยึดโครงและผนังอีกด้าน ทั้งสองค่อยๆ ย่างกรายเข้าไปเพื่อตรวจสอบดูว่าไม่ได้มีแขกท่านอื่นที่มาจองไว้ก่อนแล้ว ก่อนจะโล่งอกที่ไม่มีอะไรทั้งคนและสัตว์จำพวกล่าเนื้อ อะเมเลียเงยหน้าขึ้นมอง้าก็พบว่าหลังคายังคงดีอยู่ คนที่สร้างมันขึ้นคงจะเป็ช่างฝีมือดีทีเดียว ทั้งสภาพพื้นไม้และคานยึดต่างยังคงแข็งแรง เสียอย่างเดียวที่มีกลิ่นอับคงจะเพราะไม่ได้มีใครมาอาศัยอยู่เป็เวลานาน ด้านในของบ้านไม่ได้เล็กมากหรือจะบอกว่ามันเหลือแหล่สำหรับสองคนแม่ลูก มันเป็โถงกว้างมิได้มีห้องแต่อย่างใด
ยังพอมีเฟอร์นิเจอร์หลงเหลือบ้าง อย่างเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ขาหลุดไปข้าง โต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยมที่ล้มไม่เป็ท่า ชั้นวางของไม้ที่ข้างในใส่ของกระจุกกระจิก ผ้าม่านที่เป็รูฝุ่นเขรอะ และตะเกียงที่พอมีน้ำมันหลงเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง อะเมเลียคว้ามันขึ้นมาแล้วหาวิธีส่งต่อไฟจากคบไปที่ตะเกียง ด้านอาร์ทิมิสก็เดินสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ เธอสังเกตเห็นกรอบรูปที่ประดับผนังรูปหนึ่ง มันดูเบี้ยวๆ พิกลในรูปมีหญิงแก่คนหนึ่งยืนคู่กับชายรุ่นลูก ภาพมันจะดูปกติถ้าไม่ใช่เพราะท่อนล่างของชายที่อายุน้อยนั้นมีสี่ขา และมีกีบเท้า เหมือนกับม้า
“เซนทอร์เหรอ” แววตาของอาร์ทิเมียเปล่งประกาย
ทันใดเสียงครืนครานของท้องฟ้าก็ดังขึ้น สายลมค่อยๆ ก่อตัวจากช้าและเร็วขึ้นทันใด ทั้งคู่มองออกไปนอกบ้านผ่านรูใหญ่ที่ผนัง แสงแปลบปลาบพาดทับท้องฟ้าสีขุ่น มันสว่างวาบวับขึ้นสักครู่ทำให้เห็นเงาอะไรบางอย่างบนท้องฟ้า มันดูเหมือนสัตว์เลื้อยคลานประเภทงู คอมันยาว แต่ทว่ากลับมีหลายหัว อาร์ทิเมียหันไปมองหน้ามารดาแต่ก็พบว่าเธอมีสีหน้าปกติ “หรือจะเป็เพราะแสงต่างๆ ทำให้ก้อนเมฆเกิดเป็รูปร่าง” เธอพึมพำกับตัวเอง แล้วพลางหันกลับไปดูใหม่ทว่าก็ไม่พบ
พายุเคลื่อนตัวเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ “ไม่มีเวลาแล้ว” อะเมเลียเอ่ยพลางรีบวางของไว้ที่มุมหนึ่งที่ผนังบ้านยังคงดีอยู่ “มาหลบตรงนี้เร็วอาร์ทิเมีย" เธอกวักมือเรียกลูกสาวที่ยืนดูท้องฟ้าอย่างจริงจัง อาร์ทิเมียวิ่งมาตามที่แม่บอก ทั้งสองนั่งชิดกันอยู่ที่มุมห้อง ฝนเริ่มตกลงมาอย่างหนัก เสียงดังอึกทึกจนหูชา ละอองน้ำจากหยาดฝนเริ่มซัดเข้ามาในบ้านผ่านรอยแตกมหึมานั่น ตัวของสองแม่ลูกเริ่มเปียก
“ไม่ได้การ” อาร์ทิเมียพลันถอดเสื้อขนสัตว์ไว้กับแม่ หยิบตะเกียง แล้ววิ่งออกไปยังนอกบ้าน
“เ้าจะไปไหน อาร์ทิเมีย” ผู้เป็มารดาะโสุดเสียง พลางวางของลงแล้วจะลุกตามไปแต่ก็เห็นว่าลูกสาวได้วิ่งฝ่าสายฝน กลับมาพร้อมแผ่นไม้ขนาดเท่าบานประตู เธอแบกมันไว้บนบ่าโดยใช้มือข้างที่ถือตะเกียงประคอง้าไว้
“ท่านแม่ช่วยดันโต๊ะกับชั้นวางของนั่นมาที” อาร์ทิเมียพยักเพยิดไปทางด้านที่มีโต๊ะที่กำลังหงายท้องนอนอยู่ มารดาเข้าใจทันทีว่าเธอจะทำอะไร อะมีเลียจับมันคว่ำขึ้นให้มันมีสภาพเป็โต๊ะปกติแล้วดันมาใกล้ๆ กับมุมห้องที่วางของ เด็กสาวนำแผ่นไม้วางพาดกับโต๊ะและอีกด้านพาดกับรอยหยักของผนังที่ยื่นออกมา
“ท่านแม่เข้าไปก่อน เดี๋ยวข้าไปเอาอีกอัน” ว่าแล้วอะเมเลียก็ดันชั้นวางของมาตั้งไว้ข้างๆ กัน
อึดใจเดียวอาร์ทิเมียก็วิ่งมาพร้อมไม้อีกแผ่น แล้วพาดกับชั้นวางของทันที เหมือนเธอจะนึกอะไรออกอีกอย่าง เธอวิ่งไปดึงผ้าม่านมาคลุมโต๊ะเพื่อกันไม่ให้น้ำฝนกระเด็นผ่านขาโต๊ะเข้ามา ทีแรกเธอกะจะเอามาเพื่อกันความหนาวแต่ทว่ามันได้เปียกปอนเหมือนตัวเธอตอนนี้เลย
อาร์ทิเมียคลานเข้าไปข้างในพื้นที่ที่เธอและแม่เนรมิตเพียงแค่เวลาไม่กี่นาที มันกว้างพอจะให้ทั้งสองนอนเหยียดเท้าได้
“ถอดเสื้อตัวนอกออกก่อนที่เ้าจะไม่สบาย ยิ่งสวมเสื้อผ้าเปียกเ้ายิ่งหนาว” อะมีเลียนำเสื้อขนสัตว์ตัวที่ลูกสาวถอดไว้ห่มให้เธอหลังจากเธอถอดเสื้อออกแล้ว
“ท่านแม่ก็ใช้ห่มด้วยกันสิ”
“ไม่เป็ไรหรอก ของแม่มันยังไม่เปียกเท่าของเ้า” แต่ถึงกระนั้นร่างกายของอะมีเลียเองก็ยังสั่นเทา เด็กสาวรู้ดีว่าแม่เป็ห่วงและคงจะปฏิเสธอีกแน่ จึงเขยิบเข้าไปใกล้ๆ แล้วกอดเธอไว้ในอ้อมแขนเล็กๆ นั้น ทีแรกแม่ก็ทำท่าจะไม่ยอมแต่สุดท้ายเธอก็ยอมแพ้ให้กับความอบอุ่นนี้
ถึงใจว้าวุ่นขนาดไหนแต่ทั้งคู่ก็ฝืนหลับตาลงเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน เื่ในอดีตอาจจะทำใจให้ลืมยาก แต่อดีตยังไงก็เป็อดีต ปัจจุบันคือเธอทั้งสองต้องมีชีวิตรอดและเื่ที่แม่ลูกกังวลเหมือนกันก็คือ กระท่อมหลังนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกเธอ หรือในป่านี้ยังมีผู้อื่นอยู่อีก เทพเ้าแห่งการหลับไหลได้นำทั้งสองเข้าสู่ห้วงนิทรา ด้วยความเหนื่อยล้าจึงมิใช่เื่ยากเลยที่จะก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งความฝัน แต่หารู้ไม่ว่าในโลกแห่งความจริง มีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องพวกเธอมาจากที่อันใกล้ แค่ปลายส้นรองเท้า…