บทที่ 2 ระบบช่วยเหลือหมายเลขศูนย์
จิ่งเหมียนโกรธจัดจึงเอ่ยด้วยความโมโห “ฉันตีเธอถือว่าผิด แต่เธอตีฉันถือว่าถูกอย่างนั้นเหรอ ฉันไม่เคยเห็นใครรักคนอื่นมากว่าลูกแท้ ๆ แบบนี้มาก่อน! ตอนที่เธอตีฉัน ทำไมแม่ไม่ออกมาห้ามบ้างล่ะ แม่แค่ยืนมองฉันโดนตีเฉย ๆ! สุดท้ายแล้ว… ตกลงว่าฉันหรือเธอที่เป็ลูกของแม่กันแน่?”
“ถ้าวันหนึ่งเธอเอาชีวิตฉันไป ผลักฉันให้เป็อาหารซอมบี้ แม่ก็จะยังนิ่งเฉยอยู่ใช่ไหม!”
จิ่งเหมียนจ้องมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ ในใจเธอก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว
จางเพ่ยหรงนิ่งอึ้งไป ลูกสาวที่เชื่อฟังกล้าะเิอารมณ์แบบนี้ั้แ่เมื่อไร
แม้แต่เจียงปี้ฉุนที่โดนเตะสองทีจนท้องระบมก็ไม่กล้าส่งเสียงทำตัวอวดดีอย่างที่เคยเป็
ได้ยินมาว่า คนซื่อ ๆ ใส ๆ เมื่อได้ะเิออกมาจะน่ากลัวที่สุด
จิ่งเหมียนค่อย ๆ มองไปรอบ ๆ เหมือนกำลังรื้อฟื้นความทรงจำอันไกลโพ้น จากนั้นก็ย้อนคำพูดที่จางเพ่ยหรงเคยพูดกับตัวเองไว้
“ั้แ่พ่อตายไป แม่ก็รังเกียจฉัน มองฉันเป็ภาระ เป็ตัวถ่วง พอชีวิตไม่สมหวัง แม่ก็เอาฉันมาเป็ที่ระบายอารมณ์ พอชีวิตคู่ไม่เป็อย่างที่ตั้งใจก็เอาฉันมาทิ้งขว้างแบบนี้!”
“ใคร ๆ ก็กล้ารังแกฉัน เพราะรู้ว่าแม่จะไม่ยืนข้างฉันยังไงล่ะ! แม้กระทั่งแม่แท้ ๆ ยังดูถูกฉัน แล้วคนอื่นจะมาปฏิบัติดี ๆ กับฉันได้ยังไง?”
“ั้แ่มาอยู่บ้านตระกูลเจียง ฉันไม่เคยมีวันที่ดีเลย ทั้งโดนด่าโดนตีเป็เื่ปกติ แถมยังต้องโดนพวกคุณขูดรีดจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก มาตอนนี้อยากให้ฉันเข้าทีมสำรวจงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!”
จางเพ่ยหรงฟังแล้วก็ตาเบิกค้าง เธอเป็แม่แท้ ๆ ของจิ่งเหมียน ส่วนพ่อแท้ ๆ ของหญิงสาวเสียชีวิตไปนานแล้ว เพราะปกป้องสองแม่ลูกเอาไว้ หลังจากนั้น จางเพ่ยหรงก็แต่งงานใหม่กับเจียงเหิง และเจียงปี้ฉุนก็เป็ลูกติดของเขา ทั้งสองมีลูกชายตัวน้อยด้วยกันตามแผนเพิ่มประชากรของฐานทัพ
จางเพ่ยหรงโกรธจนในทรวงร้อนผ่าว แต่เพื่อบ้านและคะแนนสะสม เธอจึงไม่กล้าไปยั่วโมโหจิ่งเหมียนอีก เธอทำหน้าบึ้งตึงแล้วพูดเสียงเบาอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น “จิ่งเหมียน ถึงลูกจะโกรธก็ต้องอดทนไปไว้ก่อน! ตอนนี้บ้านเรากำลังเจอวิกฤตแล้ว ถ้าหาคะแนนสะสมอีกแสนหนึ่งไม่ได้ พวกเราก็ต้องถูกไล่ออกจากเขตอันติ้งแล้ว ลูกอยากเห็นแม่ไปอยู่ในสลัมที่มีแต่น้ำเน่าไหลนองอย่างนั้นเหรอ แม่อยู่ไม่ได้หรอกนะ!”
“แค่ลูกเข้าทีมสำรวจ พวกเขาก็จะให้คะแนนสะสมหนึ่งแสนคะแนนกับครอบครัวเรา ตอนนี้ถึงเวลาที่ลูกควรตอบแทนบุญคุณที่แม่เลี้ยงดูลูกมาแล้ว”
“ใช่แล้ว! อย่าพูดเหมือนแม่บีบคั้นแกสิ ทั้งหมดนี้คือการส่งแกไปทำหน้าที่ลูกที่ดีต่างหาก! แกไม่เคยเรียนหนังสือก็เลยมองอะไรแคบ ๆ และเห็นแก่ตัว!” เจียงปี้ฉุนเสริมขึ้นมาอีกครั้ง
“เฮอะ! คนที่ไม่มีสิทธิ์พูดประโยคนี้ที่สุดก็คือเธอนั่นแหละ เจียงปี้ฉุน!”
จิ่งเหมียนะโด้วยสายตาดุดันจนเจียงปี้ฉุนสะดุ้งใ เธอคิดว่าจิ่งเหมียนจะลงมือทำร้ายเธออีก เลยรีบไปยืนอยู่ที่มุมห้องและปิดปากเงียบสนิท
จิ่งเหมียนเดินไปหยุดตรงหน้าจางเพ่ยหรง มองใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ ซ้อนทับกับใบหน้าเ็าที่เหี่ยวย่นกว่าตอนนี้ในลิฟต์เมื่อชาติก่อน
“แม่… แม่รู้ไหมว่าฉันไม่ได้กินอิ่มท้องมานานแค่ไหนแล้ว” เสียงของเธอแ่เบาราวกับขนนก แต่กลับก่อให้เกิดคลื่นลมสั่นะเืในจิตใจได้
“แม่ลองดูร่างกายของฉันสิ”
เธอกางแขนออก เลิกเสื้อกล้ามที่สกปรกขึ้น เผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบและหนังหุ้มซี่โครงอย่างเห็นได้ชัด
ราวกับสำนวนที่ว่า ‘ผอมจนหนังหุ้มกระดูก’
“แม่ไปดูรังสกปรกในที่มืดของฉันตรงระเบียงด้วย!”
“แต่ช่างเถอะ” จิ่งเหมียนถอนหายใจอย่างเย้ยหยัน “ถึงแม่ไปดู แม่ก็คงไม่รู้สึกอะไรหรอก ในเมื่อเป็แม่เองที่ไล่ฉันออกไป”
“ตอนฉันป่วย แม่ก็ไม่ยอมพาฉันไปหาหมอ ฉันต้องโดนตีโดนด่า งานสกปรกงานหนักก็เป็ฉันทำทั้งหมด แม่บังคับให้ฉันออกจากโรงเรียน ฉันก็ทำตามที่แม่สั่งหมดแล้ว”
เธอผิดหวังอย่างที่สุด “ฉันไม่เข้าใจเลยว่าแม่พูดออกมาได้ยังไง ที่จะให้ฉันไปเข้าร่วมทีมสำรวจด้วยร่างกายแบบนี้ ขืนไป… ฉันตายแน่ ๆ แม่จะใช้ชีวิตของฉันแลกกับชีวิตที่สงบสุขของตัวเองเหรอ ฉันน่าจะรู้ตัวตั้งนานแล้ว!”
จิ่งเหมียนยังจำความเ็ปตอนที่ซอมบี้กัดกินเธอได้ดี น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอาบลงมาบนใบหน้าของเธอ ที่แท้จางเพ่ยหรงก็ตัดสินใจไปนานแล้ว! ต้องโทษที่เธอขาดความรักมาั้แ่เด็ก ปรารถนาที่จะอยู่ในสายตาของแม่ แต่สุดท้ายก็ถูกทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใยอีกครั้ง!
“แม่รู้ว่าแม่ผิดไปแล้ว! จิ่งเหมียน ตลอดหลายปีมานี้ลูกลำบากมามาก แม่จะทำอาหารอร่อย ๆ ให้ลูกกินสองวัน! แต่ลูกช่วยแม่ทีนะ! ทุกคนในครอบครัวจะจดจำบุญคุณของลูกเอาไว้! ลูกอย่ามองโลกในแง่ร้ายจนเอาการเข้าร่วมทีมสำรวจกับความตายมาปนกันสิ ถ้าลูกเจริญก้าวหน้าแล้ว ใครในครอบครัวจะกล้าดูถูกลูกอีกล่ะ!” จางเพ่ยหรงทำท่าทางเหมือนแม่ผู้น่าสงสารคนหนึ่ง เธอยื่นมือไปจับมือจิ่งเหมียน
หญิงสาวสะบัดมือออก เธอเช็ดน้ำตา หัวใจเย็นเยียบ “แม่คะ เลิกเล่นละครน่าสงสารเถอะ ฉันเคยดูมาแล้วครั้งหนึ่ง และจะไม่โง่หลงเชื่ออีกแล้ว”
จางเพ่ยหรงรู้สึกงุนงง แต่ถูกจิ่งเหมียนเปิดโปงแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกอับอายมาก จนควบคุมสีหน้าตัวเองไม่ได้
จิ่งเหมียนมองสำรวจทุกอย่างในห้อง เตียงสองชั้นแบบสี่ที่นอนเป็ของเจียงเหิง จางเพ่ยหรง เจียงปี้ฉุน และลูกชายคนเล็ก เจียงปี้เฉิง
มีเพียงเธอคนเดียวที่ไม่มีที่นอนดี ๆ เธอถูกกีดกันและอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพราะครอบครัวนี้มาโดยตลอด แม้แต่สิทธิ์ที่จะอยู่ในห้องนี้เธอก็ไม่มี
ที่นี่ไม่ใช่ ‘บ้าน’ เลยแม้แต่นิด
ไม่มีใครรักเธอเลย ถึงเวลาที่จะต้องจากไปแล้วจริง ๆ
เธอถามคำถามที่ไม่กล้าถามในชาติที่แล้ว “ถ้าแม่อยากได้คะแนนสะสมหนึ่งแสนขนาดนั้น ทำไมไม่ให้เจียงปี้ฉุนไปล่ะ เธออายุมากกว่าฉันสองปี ร่างกายแข็งแรงกว่า สมควรจะช่วยแบ่งเบาภาระและทำหน้าที่ลูกที่ดีมากกว่าอีก”
จางเพ่ยหรงเหลือบมองไปที่เจียงปี้ฉุนอย่างอึดอัด ใช้เวลานานมากกว่าจะพูดอะไรออกมาได้
จิ่งเหมียนส่ายหน้าอย่างเยาะหยัน จางเพ่ยหรงไม่กล้าแม้แต่จะพูดโน้มน้าวเจียงปี้ฉุนเลยสักคำ เพราะเธอรู้ว่าถ้าพูดแบบนั้นไป เจียงปี้ฉุนจะไปฟ้องเจียงเหิง ถ้าหากเจียงเหิงไม่ยอมอยู่กับเธออีกต่อไป เธอจะใช้ชีวิตคนเดียวไม่ได้ หรือพูดอีกอย่างคือเธอจะใช้ชีวิตลำบากขึ้น
ดังนั้นเธอจึงเข้าข้างลูกสาวที่สามีรัก ตามใจลูกชายที่ร่วมกันให้กำเนิด มีเพียงจิ่งเหมียนเท่านั้นที่เป็เด็กไร้ความสำคัญ จะรังแกยังไงก็ย่อมได้
น้องชายก็ชอบเอาแต่ใจั้แ่เด็ก ส่วนเจียงปี้ฉุนก็ชอบถ่มน้ำลายใส่น้องสาวอย่างไร้ความปรานี พ่อแม่มองเห็นความผิดปกติ แต่ก็ทำเพียงแค่ยืนมองด้วยสายตาเ็า ความโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งนี้ติดตามเธอมาตลอดั้แ่วัยเด็กยันวัยรุ่น เธอเคยติดอยู่ในห้วงแห่งฝันร้ายเช่นนี้โดยหาทางออกไม่ได้
ทันใดนั้นเสียงกลไกก็ดังขึ้นในหัวของเธอ
[การคัดเลือกเสร็จสิ้นแล้ว คุณเป็ผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการใช้ระบบช่วยเหลือหมายเลขศูนย์ของดาวเคราะห์สีน้ำเงิน]
[หากยอมรับระบบช่วยเหลือ คุณจะได้รับทรัพยากรอย่างไม่จำกัด ทั้งอสังหาริมทรัพย์ คลังอาวุธ โรงอาหาร ห้องฝึกจำลอง และอื่น ๆ]
[คุณยินดีที่จะรับระบบช่วยเหลือเพื่อนำความหวังใหม่มาสู่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินหรือไม่!]
จิ่งเหมียนกะพริบตาปริบ ๆ ไม่เข้าใจสถานการณ์นี้เลย แต่เธอก็รีบยืนยันอย่างรวดเร็ว
ฉันยินดี!