อินเชียนซางและมู่กุยอวิ๋นเดินทางมายังสำนักเทียนหลานในวันรุ่งขึ้น
มู่กุยอวิ๋นยังคงเป็นเหมือนเดิม ยังคงช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ในสำนักเทียนหลานร่วมกับซูฉางอันอย่างมีน้ำใจเช่นเคยทว่าอินเชียนซางกลับทำตัวประหลาดเหลือเกิน แม้ซูฉางอันจะรู้ตั้งแต่แรกว่าตำแหน่งอาจารย์ของเขาเป็นเพียงตำแหน่งปลอมที่จำต้องมีเพื่อรักษาสำนักเอาไว้เท่านั้นทว่านับแต่มาถึงจนบัดนี้ ซูฉางอันยังไม่เคยเห็นเขาฝึกพลังเลย ทั้งยังไม่เคยให้คำแนะนำหรือสอนสิ่งใดแก่กู่เซี่ยนจวินและซูฉางอันแม้แต่น้อย
ในทุกๆ วัน เขาจะเอาเงินจากกู่เซี่ยนจวินไปซื้อสุราเหลืองที่แสนธรรมดากลับมาจากนั้นดื่มมันร่วมกับกับแกล้มเล็กๆ น้อยเสมอเขาใช้เวลาในการดื่มกินไปมากกว่าครึ่งค่อนวัน และเป็นเช่นนี้ในทุกวัน
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะเงินที่เขานำออกไปในแต่ละวันก็ไม่ได้มากมายนักเมื่อนำมาคิดรวมกันแล้ว เดือนหนึ่งก็เป็นเงินเพียงสิบห้าตำลึงเท่านั้น หากเทียบกับฝีมือระดับสั่งฟ้าของเขาเงินแค่นี้ก็ไม่ได้มากมายอะไร ซูฉางอันแค่คิดว่าการติดสุราเช่นนี้หาใช่เรื่องดีไม่ เดิมทีคิดจะเข้าไปกล่อมให้เลิกเสียดีกว่า แต่ก็ได้ความจากมู่กุยอวิ๋นว่าเขาเป็นเช่นนี้มาตั้งนานแล้วอย่าว่าแต่ซูฉางอันเลย แม้แต่อินหลีเซิงออกปากห้ามด้วยตัวเองก็ยังไร้ประโยชน์
ซูฉางอันจึงล้มเลิกความคิดนั้นลงในที่สุด
อีกด้าน ในวันถัดมา เงินที่สำนักปาฮวงรับปากไว้ก็ถูกส่งมาตามสัญญาเมื่อนำเงินค่ารักษาของซูฉางอันกับมู่กุยอวิ๋นมารวมกัน ค่ารักษาที่ว่าก็มากถึงหนึ่งแสนตำลึงทีเดียวยิ่งไปกว่านั้น เงินที่พวกเขาส่งมา หาใช่เพียงใบเบิกเงินแต่อย่างใดแต่เป็นเงินจริงๆ เลยต่างหาก รถม้ากว่าสิบคันที่มีเงินบรรจุอยู่เต็มจอดเรียงอยู่หน้าสำนักเทียนหลานแล้วแลดูยิ่งใหญ่น่าสะดุดตาไม่เบา
อาจไม่มีใครรู้มาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ซูฉางอันได้เห็นเงินมากเพียงนี้จึงอดตาลายไม่ได้ เขาคิดไม่ออกเลยว่าจะใช้พวกมันเช่นไรดี ยังดีที่กู่เซี่ยนจวินผู้ต้นกำเนิดที่สูงส่งเงินบรรณาการที่ดินแดนทางเหนือส่งมาให้องค์จักรพรรดิเป็นประจำทุกปีมีจำนวนมหาศาลกว่าเงินเหล่านี้หลายเท่านักนางจึงรับหน้าที่จัดการเก็บเงินเข้าไปในคลังของสำนักจากนั้นก็ร่วมวางแผนเรื่องเงินกับซูฉางอันอีกที
เหตุนี้เขาจึงได้รู้ว่าแม้หนึ่งแสนตำลึงจะถือเป็นจำนวนเงินที่มากมายมหาศาลก็จริงแต่หากต้องการซ่อมแซมสำนักเทียนหลานที่เละจนไม่มีชิ้นดีให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ลำพังเงินแค่นี้ย่อมไม่พอแน่
ยังดีที่สำนักเทียนหลานในตอนนี้มีคนอยู่เพียงไม่มากเท่านั้น เช่นนั้น ภายใต้คำแนะนำของกู่เซี่ยนจวินมู่กุยอวิ๋นจึงเดินทางไปหาช่างซ่อมชุดเดิมอีกครั้ง จากนั้นให้พวกเขาจัดการซ่อมโถงรับรองแขกรวมไปถึงห้องพักอีกหลายห้องก่อน
หลังตู้หงฉางถูกจับกุมพวกคนที่เป็นแกนนำกระจายข่าวลือก่อนหน้านี้เพราะถูกจ้างด้วยเงินจำนวนมหาศาลก็ถูกจับเช่นกัน ข่าวลือเรื่องที่ว่าซูฉางอันปองร้ายอวี้เหิงจึงสิ้นสุดลงไม่เช่นนั้น ด้วยชื่อเสียงในทางลบของซูฉางอันก่อนหน้านี้เกรงว่าต่อให้จะทุ่มเงินมากเพียงไหน ก็คงไม่มีช่างคนไหนยอมมาซ่อมที่พักให้แน่
เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบเดือนแล้ว
บัดนี้ เป็นเดือนสุดท้ายของปีแล้ว
เพราะมีหิมะตกอยู่เป็นประจำ การซ่อมแซมจึงดำเนินไปได้อย่างเชื่องช้าแต่ยังดีที่ห้องพักถูกสร้างจนเสร็จสิ้นแล้ว เหลือก็เพียงโถงรับแขกเท่านั้นที่ยังต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย
ซูฉางอันเดินอยู่ในสำนักเทียนหลานที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสำรวจอาคารที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ไปพลาง ก็ฟังเสียงตะโกนของช่างซ่อมที่ดังขึ้นเป็นระยะไปพลางทั้งหมดนี้ ทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
แม้สำนักเทียนหลานจะยังมีศัตรูโอบล้อมอยู่ไม่ต่างจากเดิม แต่เมื่อซ่อมแซมเช่นนี้แล้วสำนักแห่งนี้ก็แลดูแข็งแกร่ง และรุ่งโรจน์กว่าเดิมไม่หยอก
“ในที่สุดสำนักเทียนหลานก็แลดูยิ่งใหญ่อย่างที่ควรจะเป็นแล้วขั้นต่อไปคืออะไร? อย่าบอกนะ ว่าที่บอกว่าจะทำให้สำนักเทียนหลานกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเป็นเพียงคำพูดลอยๆ ไม่คิดจะจริงจังเท่านั้น?” มู่กุยอวิ๋นเดินมายืนขนาบข้างตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
ซูฉางอันหัวเราะขึ้นเล็กน้อย “หากต้องการจะทำให้สำนักกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งก่อนอื่น ก็ต้องรักษามันเอาไว้ให้ได้ก่อนสิ”
“ข้ายังอ่อนแอเกินไป ส่วนศัตรูก็แข็งแกร่งมากไป หากอยากสู้ศึก ย่อมต้องทำตนให้แข็งแกร่งเสียก่อนไม่เช่นนั้น ความฝันนั้นคงไม่มีวันเป็นจริงแน่”
“อืม จริงของเจ้า” มู่กุยอวิ๋นพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะพูดเปลี่ยนเรื่องขึ้น “มีเรื่องหนึ่งที่ค้างคาใจข้ามาโดยตลอด”
“อะไรหรือ?” ซูฉางอันเงยหน้ามองท้องฟ้าวันนี้ท้องฟ้าสดใสมาก ดวงตะวันฉายแสงเด่น ในฤดูหนาวของเมืองฉางอัน อากาศดีๆ เช่นนี้ช่างหาได้ยากเหลือเกิน
“ซือหม่าสวี่เป็นตัวอะไรกันแน่? ตู้หงฉางตายไปต่อหน้าต่อตาพวกเราแท้ๆเหตุใดถึงยังฟื้นคืนชีพได้อีก? ในงานร้อยสำนักเจ้ากรีดใบหน้าของตู้หงฉาง และเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของเขาได้ ทั้งหมดนี้ดูเหมือนเจ้าจะรู้มาตั้งแต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ และจากเรื่องราวในวันนั้นซือหม่าสวี่ย่อมต้องมีความเกี่ยวข้องกับเผ่าปีศาจเป็นแน่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดเจ้าถึงไม่แจ้งเรื่องนี้กับทางราชสำนักเล่า?อีกอย่าง ในวันนั้น สัตว์ประหลาดตัวนั้นบอกว่าตัวเองเป็นเผ่าเทพเจ้าเองก็คงจะได้ยินเหมือนกันเจ้ารู้หรือไม่ว่าเผ่าเทพที่ว่าคือสิ่งมีชีวิตแบบไหนกันแน่?”มู่กุยอวิ๋นพ่นคำถามออกมายาวเหยียด ดูเหมือนคำถามพวกนี้จะติดอยู่ในใจของเขามาตั้งนานแล้วแต่เพราะเห็นว่าซูฉางอันยังเศร้ากับการจากไปของอวี้เหิง จึงไม่ได้ถามออกมา
ซูฉางอันเงียบลง
เขารู้ดี ว่าหลังเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเขาต้องปิดมู่กุยอวิ๋นไม่ได้แน่ๆ แต่หลังคิดอยู่นาน เขาก็คิดไม่ออกเสียทีว่าจะตอบกลับไปอย่างไรดี
ประการที่หนึ่ง เพราะเรื่องของเผ่าเทพถือเป็นความลับขั้นสูง แม้แต่เขาเองก็ยังรู้เรื่องเกี่ยวกับพวกมันเพียงน้อยนิดเท่านั้น ย่อมบอกอะไรกับมู่กุยอวิ๋นไม่ได้อยู่แล้ว
ประการที่สอง เผ่าเทพเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายมากจากที่เขาได้สัมผัสกับตัว แม้จะแค่ไม่กี่ครั้งก็ตาม แต่นั่นก็เพียงพอจะทำให้เขารู้ซึ้งในข้อนี้เพื่อให้บรรลุความปรารถนา พวกมันไม่สนชีวิตใครทั้งนั้น
เหตุนี้ หากรู้เรื่องมากไปจะไม่เป็นผลดีกับมู่กุยอวิ๋นนี่เป็นสิ่งที่ซูฉางอันคิด
แต่บัดนี้ ในเมื่อมู่กุยอวิ๋นยืนยันจะช่วยซูฉางอัน เช่นนั้นในอนาคตเป็นไปได้มากว่าเขาจะเจอหรือเผชิญหน้ากับเผ่าเทพอีก ด้วยเหตุนี้หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดซูฉางอันก็ตัดสินใจบอกเรื่องทั้งหมดของเผ่าเทพที่ตนรู้ออกไป
แม้เขากับมู่กุยอวิ๋นจะรู้จักกันเพียงไม่นานแต่พวกเขาก็ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกันมาไม่น้อย ซูฉางอันจึงเชื่อใจเขามาก
เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ ซูฉางอันก็ตัดสินใจพามู่กุยอวิ๋นเข้าไปพูดเรื่องนี้ในห้องของตนเมื่อทั้งสองหาที่นั่งได้แล้วจึงเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดของเผ่าเทพที่เขารู้และเคยพบเจอออกไปจนหมด
แน่นอนว่ามันเป็นการสนทนาที่ยาวนานมากซูฉางอันเล่าเรื่องอยู่นานกว่าครึ่งชั่วยามเลยทีเดียว ในตอนแรก มู่กุยอวิ๋นยังพอจะถามอะไรได้บ้างแต่เมื่อเรื่องดำเนินมาจนถึงตอนหลัง ใบหน้าของมู่กุยอวิ๋นก็เหลือเพียงความตกตะลึงเท่านั้น
เขามองสำรวจซูฉางอันอย่างละเอียดอยู่นาน พลางลอบคิดว่าชายตรงหน้ากำลังล้อเล่นอยู่หรือเปล่าทว่าท่าทีจริงจังของซูฉางอัน กับเรื่องราวที่ได้พบเจอในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ก็ทำให้เขาเชื่อในสิ่งที่ซูฉางอันเล่าขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังรู้สึกตกตะลึงมากอยู่ดี
จริงอยู่ที่โลกใบนี้มีตำนานของภูตผีปีศาจมาแต่นมนาน ทว่าเมื่อได้รู้ว่าตำนานเหล่านั้นเป็นความจริงเขาก็อดรู้สึกตกตะลึงไม่ได้อยู่ดี
อีกอย่าง เมื่อไม่นานที่ผ่านมา เขาเพิ่งจะพบกับเทพที่ว่าไปหยกๆเห็นอวี้เหิงทำลายร่างของมันด้วยกระบี่กับตาของตน
ไม่ว่าจะคิดอย่างไร ก็นับเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงมากอยู่ดี
ดังนั้น มู่กุยอวิ๋นจึงจมเข้าสู่ห้วงความตื่นตะลึง
ซูฉางอันคิดว่านี่เป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้น จึงรินน้ำให้ตัวเองหนึ่งแก้ว และหยิบแก้วขึ้นมาดื่มรอให้มู่กุยอวิ๋นทำใจกับเรื่องที่เพิ่งรับรู้อย่างสงบ
นี่เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลายาวนานมาก คือนานกว่าสิบห้านาทีเลยทีเดียว
มู่กุยอวิ๋นขยับตัวเล็กน้อย ราวคนที่เพิ่งตื่นจากความฝันเช่นนั้นจากนั้นก็มองดูซูฉางอันด้วยสีหน้าตกตะลึง
“หลังได้ฟังเรื่องพวกนี้ เจ้ายังอยากอยู่ที่สำนักเทียนหลานต่อหรือไม่?” ซูฉางอันหันกลับไปถามอีกฝ่าย เขาคิดว่ามู่กุยอวิ๋นมีสิทธิ์ตัดสินใจอีกครั้งความน่ากลัวของเผ่าเทพเพิ่งเปิดฉากขึ้นเท่านั้น และเขาก็ไม่คิดว่ามู่กุยอวิ๋นสมควรต้องเผชิญหน้ากับเรื่องทั้งหมดนี้พร้อมกับตน
ทางด้านมู่กุยอวิ๋นก็นิ่งเงียบไปเช่นกัน
เขาคล้ายกำลังวิเคราะห์เรื่องที่สำคัญมากๆ อยู่ ทำเอาใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
ซูฉางอันรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นในใจ แม้จะกล่าวออกไปเช่นนั้น แม้เป็นเช่นนั้นเขาก็อดรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่ได้อยู่ดี อย่างไรเสีย มนุษย์ก็ต้องมีมิตรสหายกันบ้างและมู่กุยอวิ๋นก็เป็นเพื่อนคนหนึ่ง ในบรรดาเพื่อนเพียงไม่กี่คนที่เขามีแต่เพราะเป็นเพื่อน ซูฉางอันจึงปล่อยให้เขามาเสี่ยงอันตรายไปพร้อมกับตนไม่ได้...
นี่เป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งเหลือเกิน
แต่ในบางครั้ง ในบางเรื่อง...
...ความรู้สึกและความคิด ก็มักจะขัดแย้งกันเสมอ
“ข้าขอถามอะไรเจ้าหน่อยได้ไหม?” มู่กุยอวิ๋นไม่ได้ตอบคำถามออกมาตรงๆแต่เลือกที่จะถามออกมาแทน
“หืม? อะไรหรือ?”
“เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่าปีศาจยังไม่ตาย? ทั้งยังเป็นอาจารย์หญิงของเจ้าอีก?”มู่กุยอวิ๋นมีสีหน้าประหลาดไปเล็กน้อย
“อืม” ซูฉางอันพยักหน้า ก่อนจะคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบพูดขึ้นต่อ“แต่ก่อนตาย ท่านอาจารย์ให้อาจารย์หญิงสัญญาว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องระหว่างเผ่ามนุษย์และปีศาจอีกข้าเชื่อว่าอาจารย์หญิงต้องทำตามที่อาจารย์สั่งแน่นอน”
นี่เป็นความจริง ตลอดสองปีที่ผ่านมาวู๋ถงสืบหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับมั่วทิงอวี่มาโดยตลอดเมื่อได้รู้ว่าซูฉางอันถูกโลหิตเทพแฝงเข้าไปในร่างนางก็หาทางช่วยเหลือมาโดยตลอดเช่นกัน นางไม่เคยกลับไปที่เมืองปีศาจเสียด้วยซ้ำและในเมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมแสดงว่านางทำตามคำสั่งเสียของมั่วทิงอวี่แล้ว
สีหน้าของมู่กุยอวิ๋นดีขึ้นมาก แต่อย่างไรเสียเขาก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ดี
มั่วทิงอวี่ซ่อนดาบเอาไว้ในฝักนานถึงสิบปีและสังหารนักรบแห่งดาราจักรลงด้วยดาบเดียว
ช่างเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน
นับเป็นตำนานเลยก็ว่าได้
เป็นเทพที่เคยมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์อย่างแท้จริง...
ทว่าเมื่อได้รู้ความจริง ก็เป็นธรรมดาที่มู่กุยอวิ๋นจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจเช่นนี้
“นั่นเป็นการตัดสินใจของท่านอาจารย์ ในบางครั้งความแค้นอาจนำมาซึ่งความแค้นที่มากยิ่งกว่าเดิม แบบนี้ก็ดีเหมือนกันอย่างน้อยพวกเขาสองคน ก็ยังมีคนหนึ่งที่รอดชีวิตอยู่” อาจเพราะเดาความคิดของมู่กุยอวิ๋นได้ซูฉางอันจึงกล่าวขึ้นเช่นนี้ “และข้าก็เคารพในการตัดสินใจของเขา”
“อืม” มู่กุยอวิ๋นพยักหน้าด้วยสีหน้าหนักอึ้ง เขาคิดอยู่นานกว่าจะหัวเราะออกมาอย่างปล่อยวาง“เจ้าพูดถูก มีเรื่องมากมาย ที่คนนอกไม่อาจตัดสินได้”
“แต่มีเรื่องหนึ่ง” มู่กุยอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงถามขึ้นอีกครั้ง“เจ้าบอกว่า เป็นไปได้มากว่าซือหม่าสวี่จะเป็นคนของเผ่าปีศาจ? แต่ข้ากับฉางเสว่... ตอนที่ข้าอยู่กับฉางเสว่ข้าไม่พบว่านางมีส่วนใดที่น่าสงสัย หรือแปลกไปจากคนอื่นเลย อีกอย่างข้าเชื่อสายตาของตัวเอง ที่นางคบหากับข้า ย่อมไม่ใช่เพราะคิดร้ายแน่นอน”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ซูฉางอันส่ายหน้า “ข้ารู้เรื่องของเผ่าเทพเพียงน้อยนิดเท่านั้นบางที ซือหม่าสวี่ในตอนนี้อาจเป็นแค่คนที่ถูกเทพยึดร่าง หากเป็นเช่นนั้นเรื่องที่ว่าซือหม่าฉางเสว่มีความเกี่ยวข้องกับเผ่าเทพหรือไม่ก็คงต้องว่ากันอีกที”
“อืม” มู่กุยอวิ๋นพยักหน้าอีกครั้ง เขามองไปยังซูฉางอันพลันสีหน้าก็เปลี่ยนมาจริงจังอีกครั้ง “หากเรื่องนี้จบลงเมื่อไรเจ้าต้องไปที่ซีเหลียงกับข้า หากไม่บอกเรื่องนี้กับฉางเสว่ข้าเกรงว่านางอาจมีอันตรายในภายภาคหน้าได้”
ซูฉางอันเตรียมจะพยักหน้าตกลง แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าคำพูดของมู่กุยอวิ๋นมีความหมายแฝงอยู่ด้วยทันทีที่เข้าใจความหมายนั้น เขาก็ถามขึ้นด้วยความตกตะลึง “เจ้ายังตัดสินใจอยู่สำนักเทียนหลานต่อไปเช่นนั้นหรือ?”
มู่กุยอวิ๋นยกยิ้มมุมปากอย่างที่มักทำเป็นประจำ ช่างเป็นรอยยิ้มที่ซูฉางอันคุ้นเคยเหลือเกินเขาตบบ่าซูฉางอัน จากนั้นก็กล่าวด้วยท่าทีราวนี่เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล “แน่นอนไม่ว่าซือหม่าสวี่จะเป็นคนหรือเป็นผี อย่างไรเสีย เขาก็เป็นคนของรัชทายาทหากเราต้องการจะอยู่ในแผ่นดินต้าเว่ยอย่างปลอดภัย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นศัตรูกับเขาอยู่ดี”
มู่กุยอวิ๋นพูดด้วยท่าทีสบายๆ แต่ซูฉางอันรู้ดีว่าต่อให้จะเป็นศัตรูกับองค์รัชทายาท มู่กุยอวิ๋นก็ไม่จำเป็นต้องมาอยู่ในสำนักเทียนหลานอยู่ดีเพราะอีกไม่นาน ที่นี่ต้องกลายเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบจากศึกชิงอำนาจมากที่สุดไม่ผิดแน่
วินาทีนี้ ซูฉางอันรู้สึกซาบซึ้งใจเหลือเกิน เขาราวจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงพูดออกไปอีกครั้ง “ความจริง เจ้าไม่ต้องกังวลหรอกชิงหลุนเคยบอกข้าว่าหอดาราตามสังหารเผ่าเทพพวกนี้มานานร่วมพันปีแล้ว ตอนนี้ในเมื่อซือหม่าสวี่เป็นเผ่าเทพ หอดาราไม่มีทางปล่อยเขาไปอยู่แล้วชิงหลุนเดินทางกลับไปยังหอดาราเพื่อขอความช่วยเหลือจากประมุขของพวกเขาตั้งแต่หลายวันก่อนนางเคยบอกว่าประมุขท่านนี้แข็งแกร่งมาก เขาต้องจัดการเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นหรือ...” มู่กุยอวิ๋นพยักหน้า เขากำลังแปลกใจอยู่พอดีว่าเหตุใดหลายวันมานี้ถึงไม่เห็นชิงหลุนในสำนักเลยที่แท้นางก็กลับไปขอความช่วยเหลือนี่เอง
ทุกคนในโลกต่างก็ยำเกรงและเคารพในหอดาราที่แสนลึกลับเป็นอย่างสูง เหตุนี้เมื่อได้ยินว่าหอดาราจะออกโรงเอง มู่กุยอวิ๋นจึงวางใจขึ้นมาก
แต่จู่ๆ เขาก็มีสีหน้าประหลาดไปอีกครั้ง “ฉางอัน เจ้าคิดว่าชิงหลุนกู่เซี่ยนจวิน องค์หญิงเซี่ยโหว และแม่นางหรูเยว่คนนั้น ใครกันแน่ที่แอบชอบเจ้า?”
“หา?” ซูฉางอันอึ้งไป เขาไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไรว่าเหตุใดความคิดของมู่กุยอวิ๋นถึงได้โดดไปโดดมาเช่นนี้แต่นั่นก็ยังทำให้เขาหน้าแดงขึ้นมาอยู่ดี ซูฉางอันเตรียมจะเอ่ยบางสิ่งออกไปแต่มู่กุยอวิ๋นก็ชิงพูดขึ้นก่อน เขาพูดกับตัวเอง โดยไม่สนใจซูฉางอันเลยสักนิด
“แม้ฝานหรูเยว่จะมีนิสัยอ่อนโยน แต่ก็นิ่งและเงียบเกินไป ข้าว่านางไม่เหมาะกับเจ้าสักเท่าไรองค์หญิงเซี่ยโหวมีชีวิตชีวา ร่าเริงไม่น้อย แต่นางก็เกิดในราชวงศ์ชั้นสูงเสียอย่างนั้นย่อมต้องทำสิ่งที่ฝืนใจอย่างเลี่ยงไม่ได้เป็นธรรมดาและข้าก็คิดว่าเจ้าคงไม่ชอบเรื่องแบบนั้นด้วย จะมีก็แต่ชิงหลุนกับกู่เซี่ยนจวินนี่แหละคนหนึ่งพูดน้อย แต่กลับเป็นห่วงเป็นใยเจ้ามาก ส่วนอีกคนมีนิสัยยากจะคาดเดาแต่ก็คิดแทนเจ้าทุกทาง” มู่กุยอวิ๋นพูดไปพลาง พลางก็ส่ายหน้าไปด้วยดูเหมือนอาจารย์ที่เคยสอนเขา เมื่อครั้งศึกษาอยู่ในเมืองฉางเหมินไม่มีผิด
“ไหนลองพูดซิ ว่าเจ้าชอบใครกันแน่?” จู่ๆ มู่กุยอวิ๋นก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วถามแกมหยอกล้อขึ้น
“ข้าชอบโม่โม่!”ซูฉางอันแสร้งทำเป็นใจเย็น แล้วตอบกลับไป
“อย่ามาใช้ไม้นี้นะ ข้าไปสืบมาแล้ว คนที่ชื่อซูโม่เป็นคนบ้านเดียวกับเจ้าใช่ไหม? นางกับกู่หนิงที่เป็นญาติห่างๆ ของกู่เซี่ยนจวินโตมาด้วยกันสนิทกันตั้งแต่เด็ก เจ้าไม่เกี่ยวเลยสักนิด” เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ จู่ๆเขาก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ราวเพิ่งฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้เช่นนั้น เขาหุบยิ้มลงกะทันหันจากนั้นก็มองมาที่ซูฉางอันด้วยท่าทางจริงจัง “จริงสิจำได้ว่าคุณชายกู่ที่เป็นคนบ้านเดียวกับเจ้าศึกษาอยู่ในสำนักคุนหวู่ใช่ไหม?”
“หืม? ใช่ มีอะไรหรือ?” ซูฉางอันแปลกใจเหลือเกินไม่เข้าใจว่าเหตุมู่กุยอวิ๋นถึงยกเรื่องนี้ขึ้นมา
“สำนักคุนหวู่ก็ไม่ต่างกับสำนักปาฮวงสักเท่าไรนัก พวกเขาเขม่นสำนักเทียนหลานนานแล้วเพื่อนคนนั้นของเจ้าก็ยังศึกษาอยู่ในสำนักคุนหวู่อีก ดูจากวิธีที่พวกเขาชอบใช้ไม่แน่ พวกเขาอาจเอาเรื่องนี้มาใช้ประโยชน์ก็ได้ เจ้าต้องระวังให้ดีละ”
ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทางไม่สู้พอใจนัก“กู่หนิงเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับข้า ข้ากับเขาโตมาด้วยกันทุกคนในเมืองฉางเหมินต่างก็ยืนยันได้ว่าเขาเป็นคนเช่นไร...”
ยังไม่ทันจะได้พูดจนจบ มู่กุยอวิ๋นก็ขัดขึ้นเสียก่อน
“ทุกคนย่อมเปลี่ยนแปลงไป โลกใบนี้เต็มไปด้วยแผนลวง จงระวังตัวให้มากเสมอ!”
ซูฉางอันนิ่งไปเล็กน้อย จู่ๆ เขาก็หงุดหงิดขึ้นมาเพราะไม่อยากพูดเรื่องนี้ต่อไปอีก จึงพยักหน้าแบบส่งๆ กลับไป “เข้าใจแล้ว”
เมื่อเห็นท่าทางของเขา มู่กุยอวิ๋นก็รู้ว่าต่อให้พูดต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์อยู่ดีจึงเลิกพูดเรื่องนี้ แล้วเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน
“ยังมีอีกเรื่อง”
“หืม? เรื่องอะไรหรือ?” ซูฉางอันถามขึ้น
“ข้าได้ยินท่านผู้ดูแลสูงสุดบอกมาว่า อีกสองเดือน อาจารย์ท่านนั้นของเจ้าจะพานักดาบมาที่เมืองฉางอันแล้ว”
“เจ้าหมายถึงผู้อาวุโสฉู่หรือ?” ซูฉางอันชะงักไป “เขามาทำอะไรที่นี่?”เขาถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เจ้าไม่รู้หรอกหรือ?” สีหน้าของมู่กุยอวิ๋นในตอนนี้แลดูประหลาดและตกใจยิ่งกว่าซูฉางอันเสียอีก
“ไม่รู้” ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่น พลางคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงมั่นใจว่าตนไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนไม่ผิดแน่ทว่าจู่ๆ เขาก็นิ่งไปอีกครั้ง ดูเหมือนเขาจะคิดบางอย่างขึ้นมาได้แล้ว “หรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับการล้างแค้นของตระกูลฉู่? อาจารย์ปู่อวี้เหิงเคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนบอกว่าต้นตระกูลของผู้อาวุโสฉู่ มีสัญญาในรอบร้อยปีบางอย่างอยู่ด้วย เมื่อลองมาคิดดูแล้วอีกประมาณสองเดือน ก็น่าจะครบกำหนดสิ้นสุดสัญญาสินะ
เขาพิจารณาอย่างละเอียด
ฉู่ซีฟงเคยกล่าวว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องก้าวขึ้นไปเป็นนักรบแห่งดาราจักรให้ได้และที่เขารีบขนาดนั้น เพราะไม่มีเวลาแล้วนั่นเอง
ที่เขาพูดเช่นนั้น คงเป็นเพราะสัญญาร้อยปีนี้สินะ
แต่ศัตรูแบบไหน ที่มีเพียงนักรบแห่งดาราจักรเท่านั้นจึงจะสู้ได้?
เป็นคำถามที่ตอบง่ายมาก นักรบแห่งดาราจักรอย่างไรเล่า...มีเพียงนักรบแห่งดาราจักรเท่านั้นที่นักรบซึ่งมีพลังต่ำกว่าระดับดาราจักรเอาชนะไม่ได้
แต่เมืองฉางอันมีนักรบแห่งดาราจักรเพียงไม่กี่คน
จะมีก็แต่องค์จักรพรรดิกับนักพรตไท่ไป๋แห่งหอชมดาวเท่านั้น...
และหากไตร่ตรองอีกที ดาบของฉู่ซีฟงมีนามว่าโลหิตเซี่ยโหว เท่านี้ก็ชัดแจ้งแล้วว่าศัตรูของเขาเป็นใคร
ซูฉางอันระเบิดความตะลึงขึ้นทางสีหน้า เขาหันไปมองมู่กุยอวิ๋นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
แน่นอน มู่กุยอวิ๋นรับรู้ได้ในทันทีว่าซูฉางอันกำลังคิดอะไรอยู่แต่เขากลับส่ายหน้า แล้วกระซิบขึ้นแทน “วางใจเถอะ ไม่ใช่คนที่เจ้าคิดหรอก”
“แต่เป็นคนในสกุลเซี่ยโหวอีกคนต่างหาก”
ซูฉางอันนิ่งไปอีกครั้ง ตอนนี้ นักรบแห่งดาราจักรของเผ่ามนุษย์มีเหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น...ไคหยางแห่งสำนักเทียนหลาน นักพรตไท่ไป๋แห่งหอชมดาว จิ้นอ๋องแห่งตระกูลกู่ฝูซานเชียน ราชันนักรบแห่งซีเหลียง เยี่ยนกุยชิว-ปรมาจารย์กระบี่แห่งเขาสู่ซาน และจักรพรรดิแห่งแผ่นดินต้าเว่ย
แต่จากที่มู่กุยอวิ๋นกล่าว ยังมีนักรบแห่งดาราจักรอีกคนเช่นนั้นหรือ?
มู่กุยอวิ๋นมองออกว่าซูฉางอันสงสัยเรื่องใดอยู่ เขากระแอมออกมาเบาๆก่อนจะกล่าวขึ้น “ความจริงแล้ว ตระกูลเซี่ยโหวยังมีนักรบแห่งดาราจักรอีกคนว่ากันว่า เขาเป็นญาติผู้น้องขององค์จักรพรรดิ ซึ่งหายตัวไปตั้งแต่สามสิบปีก่อนดาวประจำตัวของเขาก็ไม่เคยฉายแสงขึ้นมาอีกเลย เหตุนี้ จึงมีข่าวลือว่าเขาตายไปแล้วแต่ท่านพ่อเคยบอกข้าว่าตระกูลฉู่มีดาบประจำตระกูลอยู่เล่มหนึ่ง มันมีชื่อว่าโลหิตเซี่ยโหวว่ากันว่า ดาบเล่มนั้นมีจิตวิญญาณของฉู่เซียวหาน พยัคฆ์แห่งเจียงตงซึ่งเป็นผู้ครอบครองดาวนภาหมองรุ่นแรกแฝงอยู่ ดาบสามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของศัตรูคู่แค้นแห่งตระกูลตั้งแต่เขาผู้นั้นหายไป ตระกูลฉู่ก็เตรียมตัวสำหรับการล้างแค้นมาโดยตลอด ดังนั้นคนบางส่วนจึงคาดว่าแท้จริงแล้ว นักรบแห่งดาราจักรผู้นั้นยังไม่ตาย แค่กำลังซ่อนตัวอยู่เท่านั้น”
“และในตอนนี้ในเมื่อฉู่ซีฟงกับคนในตระกูลเตรียมจะข้ามแม่น้ำมาที่เมืองฉางอันเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าคนผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่เป็นแน่”
ซูฉางอันนึกทอดถอนใจขึ้นคิดไม่ถึงเลยว่าฉู่ซีฟงจะมีภาระหน้าที่ที่หนักหนาขนาดนี้“แล้วตระกูลฉู่กับญาติผู้น้องขององค์จักรพรรดิมีความแค้นใดต่อกันหรือ? ถึงยังตามแก้แค้นแม้จะผ่านมานานถึงร้อยปีเช่นนี้?”ซูฉางอันถามขึ้นอย่างอดไม่ได้
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ชาวเจียงตงไม่เคยลืมสัญญาร้อยปีนี้เลยเกรงว่าต้องเป็นความแค้นที่หนักหนามากไม่ผิดแน่”
ซูฉางอันพยักหน้าด้วยคิ้วขมวดมุ่น เขาเองก็คิดเช่นกัน
เผ่าเทพรุกราน องค์ชายแย่งอำนาจ สำนักเต็มไปด้วยศัตรูที่คอยจับจ้องแล้วไหนจะการล้างแค้นของชาวเจียงตงอีก
ช่างเป็นฤดูกาลที่วุ่นวายไม่เบา
ซูฉางอันนึกขึ้นในใจ จากนั้นมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ที่หิมะด้านนอกเริ่มโปรยปรายอีกแล้ว...