“คุณแม่คะนังแววมันยังไม่มาเลยค่ะ”เรืองรินผุดลุกผุดนั่งเพราะตนเองเป็คนออกคำสั่งให้แวววาวสาวใช้จอมจุ้นจ้านของเธอไปรอสืบข่าวเมื่อเมขลากลับมา
“เดี๋ยวมันก็เสนอหน้ามารายงานข่าวเองแหละนังคนนี้มันชอบจะตายเื่แบบนี้” คุณรัศมีตอบลูกสาวแต่ตายังคงมองที่โทรศัพท์ด้วยความตั้งใจจนเป็ที่ผิดสังเกต เรืองรินจึงชะเง้อหน้าเข้ามาดูบ้างด้วยความสงสัย
“คุณแม่กำลังสนใจอะไรอยู่คะ?” คุณรัศมีใช้นิ้วเลื่อนฟีดข่าวในโลกโซเชียลเธอเอ่ยขึ้นเบาๆ
“สหชัฎกรุ๊ป...” แล้วพึมพำกับตัวเอง
“เวลาไม่กี่ปีร่ำรวยมหาศาลขึ้นมากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”เรืองรินไม่เข้าใจที่ผู้เป็แม่พูดเลยสักอย่าง แต่จังหวะนั้น
“ก็อกๆๆๆๆๆ” จู่ๆเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นรัวๆ ทำเอาสองแม่ลูกใไปตามๆ กัน
“ใคร? นังแววแกรึเปล่า?” เรือนรินรีบถามขึ้น แล้วเดินไปเปิดประตูทันทีทว่าคนที่พบอยู่หน้าประตูไม่ใช่แวววาว แต่เป็ ส้มเช้ง ยืนรายงานหน้าตื่น
“คุณผู้หญิง คุณเรืองรินคะนังแววมันเป็อะไรไม่รู้ค่ะนอนสลบอยู่กลางทางเดินฉี่เรี่ยราดเหม็นคลุ้งไปหมดเลยค่ะ” สองแม่ลูกรู้สึกใกับเื่ที่ส้มเช้งรายงาน จึงรีบเดินลงไปดูแวววาวตามคำบอกเล่าของส้มเช้งอย่างรวดเร็ว
เมื่อไปถึงก็พบกับลุงชิดคนขับรถประจำบ้านและเด็กรับใช้หลายคนกำลังช่วยกันปฐมพยาบาลแวววาวที่ตอนนี้ฟื้นแล้วแต่สภาพดูหวาดกลัวและสะดุ้งใอยู่ตลอดเวลาเด็กรับใช้หลายคนแอบสะใจที่แวววาวสิ้นลายราบคาบแบบนี้เพราะโดยปกติแวววาวมักจะทำตัวเหนือคนอื่นๆ ด้วยคิดว่าตัวเองมีนายให้ท้าย
“นังแววเป็อะไรทำไมมานอนตรงนี้ แล้วดูสภาพเข้าซิ ใครทำอะไรมัน?” คุณรัศมีเอ่ยถามเมื่อเดินมาถึงยังจุดเกิดเหตุโดยมีเรืองรินเกาะแขนผู้เป็แม่ตามมาติดๆเมื่อแวววาวเห็นผู้เป็นายเท่านั้นก็รีบซมซานไปเกาะแข้งเกาะขาแต่ผู้เป็นายทั้งสองรีบถอยหนีเพราะกลิ่นฉี่ที่เ้าตัวปล่อยเรี่ยราดนั้นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณแวววาวพูดขึ้นเสียงสั่นๆ สภาพหวาดระแวงคล้ายกลัวอะไรบางอย่าง
“คุณผู้หญิง แววโดนผีหลอกค่ะ” ละล่ำละลั่กแทบไม่เป็เสียงพร้อมสะอื้น เมื่อทุกคนได้ยินต่างก็พากันใบางคนที่กลัวผีอยู่แล้วก็รีบเดินชิดเข้ามาในกลุ่มทันที
“ฉันว่าแล้ว ว่าที่เรือนนั้นมีผีจริงๆ”เสียงคนรับใช้คนหนึ่งแทรกขึ้นมา ทีนี้ทุกคนต่างเห็นด้วยแล้วเสียงวิจารณ์ก็เริ่มเซ็งแซ่ขึ้นระงม คุณรัศมีเองก็เริ่มสงสัยในอะไรบางอย่างเช่นกันแต่ก็เริ่มรำคาญเสียงที่อื้ออึงของกลุ่มคนงานในบ้านจึงตวาดลั่น
“หุบปาก” ทุกคนเงียบไปทันที
“กลับไปที่พักกันได้แล้ว รวมทั้งแกด้วยนังแวว”สั่งการด้วยความมีอำนาจ
“พรุ่งนี้มาหาฉันแต่เช้า ฉันมีเื่จะคุยด้วย”ประโยคสุดท้ายหันไปสั่งความกับสาวใช้คนสนิทเพียงคนเดียวทุกคนต่างแยกย้ายกลับที่พักกันทันทีเพราะรู้กิตติศัพท์ของเรือนไทยมาแต่ไหนแต่ไรว่ามีผีแล้วยิ่งแวววาวมาบอกว่าผีหลอก แถมหมดสภาพแบบนี้ความเชื่อที่เคยมีมันก็เลยก่อตัวอย่างเหนียวแน่นยิ่งขึ้นไปอีก
ทางด้านเมขลาเมื่อขึ้นไปบนเรือนก็เห็นมินตราผู้เป็น้องสาวนั่งรอท่าอยู่ตรงบริเวณศาลากลางเรือนซึ่งตอนนี้ถูกดัดแปลงให้เป็ที่นั่งเล่น สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของเ้าของบ้านและถูกตกแต่งให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น
“มิน” เมขลาเรียกเสียงอ่อนโยน
“ทำไมยังไม่ไปพักผ่อนฝึกงานวันแรกเหนื่อยไหม?” ถามด้วยความห่วงใยพร้อมกับเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆ
“ทีหลังไม่ต้องรอพี่มาถึงก่อนก็เข้านอนก่อนได้เลย” มินตรายิ้มน้อยๆ ให้กับผู้เป็พี่สาว รับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่พี่สาวมีให้กับตัวเอง
“รอพี่เมย์ค่ะ” มินตราพับหนังสือเล่มโตวางบนโต๊ะแล้วขยับไปนั่งใกล้ๆ ผู้เป็พี่สาว เมขลาลูบหัวน้องสาวเบาๆ อย่างเอ็นดู
“พี่ขอโทษที่กลับดึกพอดีมีเื่คุยกับคุณอธิปเค้านิดหน่อย” เมื่อเมขลาเอ่ยชื่ออธิปมินตราก็ถึงกับทำหน้าไม่ถูกสีหน้าเจื่อนๆ แกล้งลูบผมตัวเอง อาการเหล่านี้ของน้องสาวก็ไม่พ้นสายตาของเมขลาไปได้
“มิน” เมขลาเรียกน้องสาวน้ำเสียงจริงจังมินตรานิ่งฟังรอว่าผู้เป็พี่สาวจะพูดอะไร
“เชื่อใจพี่นะ ทุกสิ่งที่พี่ทำพี่ทำเพื่อมินน้องสาวคนเดียวของพี่ และที่สำคัญพี่ไม่มีวันทำให้มินผิดหวังเสียใจเป็อันขาด”ประโยคท้ายดุจให้คำมั่นสัญญาด้วยความหนักแน่นมินตรายิ้มเข้ากอดประจบพี่สาว พึมพำออกมา
“ตอนนี้มินไม่รู้ว่าพี่เมย์คิดจะทำอะไรแต่ขอให้พี่เมย์รู้ไว้นะคะ ว่ามินรักพี่เมย์ที่สุดและเชื่อใจพี่เมย์ที่สุดด้วยค่ะ”สองพี่น้องยิ้มและกอดกันอย่างรักใคร่
“แน้...” เสียงเมขลาล้อเลียนทันทีประเดี๋ยวอีกหน่อยจะรักคนอื่นมากกว่าพี่ไหมเนี่ย” คนพูดดักคอทันควัน
“บ้า...” มินตราประท้วงแต่แก้มแดงแจ๋
ิญญาคุณหลวงภัสดายืนอยู่ไกลๆเขารับรู้ได้ถึงความผูกพันฉันท์พี่น้องที่ทั้งสองคนมี และมีมาั้แ่เมื่อชาติปางก่อนหรืออาจจะหลายภพหลายชาติมาแล้วก็มิอาจรู้ได้ สักพักมินตราก็เงยหน้าขึ้น
“พี่เมย์คะ...” เสียงเรียกค่อนข้างจริงจังจนคนพี่แปลกใจ
“มีอะไรเหรอ?” เสียงถามระคนสงสัย
“พี่เมย์เคยฝันอะไรแปลกๆ ว่าเราเป็คนสมัยก่อนเราเคยผูกพันกันมาก่อนแล้วเราก็มีคนรู้จักที่ร่วมผูกพันต่อกันมา ตัวเราก็เป็อีกคนในความฝันประมาณนี้น่ะค่ะ” เมขลานั่งเงียบไปทันทีหญิงสาวหันไปมองทางิญญาตัวการคุณหลวงเหมือนรู้ตัวรีบแว้บหายไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ‘หนอยยย… มาแอบสร้างเื่ไว้นี่เอง’คิดอย่างหมั่นไส้
“มิน พี่จะบอกอะไรให้นะ” น้ำเสียงผู้เป็พี่สาวจริงจังขึ้นบ้าง
“คนเราต่างคนที่เกิดมา ก็ต่างเคยพบเคยรู้จัก ซึ่งพี่ก็บอกไม่ได้ว่าั้แ่ชาติภพไหน เราก็ร่วมสร้างเวรสร้างกรรมต่อกันมา แล้วก็ตามมาเกิดเพื่อพบและชดใช้ซึ่งกันและกันจนกว่าจะหมดกรรมต่อกันมันจึงทำให้เราเวียนว่ายตาเกิดอยู่แบบนี้ร่ำไปไงล่ะจ๊ะ” เมขลาอธิบายยาวตามความเข้าใจของตัวเอง
“แล้วทำยังไงเราถึงจะสิ้นเวรกรรมต่อกันคะพี่เมย์?” มินตรายังไม่หายสงสัย
“ก็อโห...” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ความคิดของเมขลาก็พุ่งขึ้นมาทันทีคำพูดที่จะพูดว่า ‘อโหสิกรรมต่อกัน’ กระตุกและพูดไม่จบนอกเสียจาก ‘ฉันไม่มีวันอโหสิกรรมให้พวกมัน!มันฆ่าฉันยังไง!ฉันจะทำให้พวกมันตายตกตามกันไปเยี่ยงนั้น!!!’ มินตราสังเกตเห็นว่าผู้เป็พี่สาวเงียบไปจึงขยับตัวลุกนั่ง เขย่าตัวพี่สาวเบาๆ
“พี่เมย์ พี่เมย์ พี่เมย์เป็อะไรทำไมอยู่ๆ ก็เงียบไป” เมขลารู้สึกตัวเธอกลับสู่โลกความเป็จริงนึกใ ใครตาย ใครฆ่าใคร? เมื่อผู้เป็น้องสาวสงสัยเธอจึงรีบกลบเกลื่อน
“เปล่าๆ พี่คงเหนื่อยวันนี้ไปหลายที่เลย ไปๆ ยัยมินไปพักผ่อนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องไปทำงานแต่เช้านะ”ทำเป็ออกปากไล่เพื่อกลบเกลื่อนความคิดยุ่งเหยิงและความสงสัยบางอย่างที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง
ดึกสงัดเมขลาอาบน้ำเสร็จเธอกำลังใช้ผ้าขนหนูผืนนุ่มเช็ดผมจนผมฟูยุ่งเหยิงไปหมด พร้อมกันนั้นก็เดินมาที่ห้องนอนเพื่อจะไปรับลมริมหน้าต่างอันเป็ที่ประจำอันแสนจะโปรดปรานของเธอแต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นิญญาของคุณหลวงภัสดายืนนิ่งเอามือไพล่หลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่ของเธอโดนเขาแย่งไปเสียแล้ว
“ยังไม่นอนหรือคะ?”ถามอย่างคุ้นเคย
“ฉันนอนได้ด้วยรึ?”ถามสวนกลับเช่นกัน ระคนเสียงขำขันในลำคอ คนถามหน้าเจื่อนเธอลืมอีกแล้วว่าตรงหน้าคือดวงิญญาหาใช่มนุษย์ไม่ จึงพูดเบาๆ
“ฉันลืมค่ะ” พร้อมหัวเราะแก้เก้อ
“หล่อนนอนดึก ตื่นสาย ใช้ไม่ได้” คุณหลวงภัสดาตำหนิตรงๆ
“ก็.....” เมขลาจะหาข้อแก้ตัว ยังไม่ทันจะตอบอะไรเสียงถามก็สวนขึ้นอีกครั้ง
“ไปไหนกันมา?”ตอนนี้คนถามละสายตาจากทิวทัศน์นอกหน้าต่างหันมามองคนถูกถามตรงๆเต็มตา
“หล่อนคิดจะหมั้นกับอธิปจริงรึ?”คำถามแรกยังไม่ทันจะตอบ ก็รัวคำถามที่สองต่อเนื่องทันทีเมขลายิ้มส่ายศีรษะไปมาน้อยๆ เธอไม่นึกว่าผู้ชายในสมัยโบราณจะเอาแต่ใจเฉกเช่นเด็กๆแบบนี้
“อะไรรึ?”อาการของเมขลาเมื่อสักครู่ทำให้คุณหลวงวางหน้าไม่ถูกในสายตาเ้าหล่อนมองเขาอย่างไรกันแน่ ฤาเขาจะล้าสมัยไปแล้วสำหรับหล่อน
“ฉัน...” เมขลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงชัดเจนคุณหลวงภัสดาตั้งใจฟังว่าหล่อนจะพูดอะไร
“หมั้นกันปลอมๆ ค่ะ ไม่ได้หมั้นจริงฉันคิดว่าคุณหลวงจะรู้ด้วยซ้ำ ยังงงว่าทำไมไม่รู้” เมขลาสงสัยอย่างที่พูดจริงๆเพราะว่าดวงิญญาก็ต้องรู้ทุกเื่สิ นี่ไม่รู้ ต้องรุ์อย่างเธอมาเฉลยแต่เมขลาก็ไม่รู้ว่าที่เป็แบบนั้นก็เพราะเมขลาไม่รู้ว่า่เวลาที่เธอพูดคุยเื่หมั้นกับอธิปคุณหลวงกำลังอยู่กับมินตราเพื่อพาเธอกลับไปรับรู้เื่ราวของขุนวิชายาคู่รักในอดีตชาติ
“หล่อนพูดจริงรึ?” น้ำเสียงเจือความโล่งอกดีใจพร้อมด้วยความประหลาดใจอย่างเปิดเผย
“จริงค่ะ” เมขลาย้ำชัดเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้อีกฝ่าย
“ฉันรู้ว่าคุณอธิปกับมินตราน่าจะใจตรงกันั้แ่แรกเห็นเพราะความผูกพันที่เคยมีร่วมกันมาแต่ถ้าฉันปล่อยให้ทั้งสองหมั้นกันตอนนี้มีหวังน้องสาวฉันต้องโดนรุมทึ้งจากสองแม่ลูกนั่นจนเละเป็โจ๊กแน่”คุณหลวงคิดตาม เมขลาหาใช่คนโง่แม้แต่นิดเดียว หล่อนฉลาด กล้าหาญยอมเอาตัวเองปกป้องน้องสาวทั้งยังรู้ไปถึงความคิดความรู้สึกของทั้งอธิปและก็น้องสาวตัวเองอีกด้วย
“หล่อนควรระวังตัว!” คุณหลวงเตือนอย่างจริงจัง
“สองแม่ลูกนั่นร้ายกาจกว่าที่หล่อนคิด”เมขลาพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้
“บุญอิ่ม” หญิงสาวโพล่งออกมา เพราะเหตุการณ์เมื่อสักครู่ที่ผีบุญอิ่มปรากฏร่างต่อหน้ายังติดค้างในใจ
“อยากเห็นรึไม่?”ถามขึ้นไม่เต็มเสียงเพราะเกรงว่าเมขลาจะกลัวบุญอิ่ม
“อยากเห็นค่ะ” แต่เสียงตอบมั่นใจยิ่งนักคุณหลวงภัสดานิ่งไปความมั่นใจและความเด็ดเดี่ยวของแม่เกตุแก้วแม้จะผ่านมาช้านาน ก็มิได้ลดลงแม้แต่น้อย...