“หวูไว่ ๆ ”
มีมือหนึ่งกำลังเขย่าตัวเขาในขณะที่เด็กหนุ่มรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งร่าง แย่ไปกว่านั้นก็คือเขาขยับตัวไม่ได้เหมือนมีน้ำหนักบางอย่างมากดทับร่างเอาไว้
หวูไว่พยายามลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ และกำลังเห็นเ้าอ้วนอากิ กำลังเอามืออันอวบอ้วนเขย่าร่างเขาไปมา และเรียกชื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยน้ำเสียงสั่น
อ้าว…
เด็กหนุ่มพูดได้แค่นั้นเมื่อเหลือบตาขึ้นมองและพบว่าน้ำหนักที่กดทับอยู่บนกายในขณะนี้คือร่างของคนผู้หนึ่ง ที่ดูเหมือนว่าจะนอนสลบไสลและยึดเอาร่างของเขาเป็เบาะรองนอนไปเสียแล้ว
และร่างที่นอนทับเขาอยู่ในขณะนี้ก็คงจะเป็เ้าของม้าที่กระเด็นตกจากหลังม้าเมื่อตะกี้ ยังมีกลิ่นหอมประหลาดจากกายลอยวนมาเข้าจมูกหวูไว่เสียด้วย
กลิ่นหอมเหรอ…?
“ช่วยข้าที เร็ว” เด็กหนุ่มบอกกับเพื่อนเกลอแล้วพยายามหยัดตัวขึ้น ในขณะที่อากิกำลังช่วยออกแรงดึงร่างที่ทับหวูไว่ขึ้นมา
“ผะ…ผะ…ผู้หญิง” เรียวที่กำลังออกแรงรั้งบังเหียนม้าหนุ่มที่กำลังตื่นกลัวและมองมาร้องขึ้น
ก็ใช่นะสิ ถ้าไม่ใช่ผู้หญิง จะมีกลิ่นหอมออกมาได้อย่างไรเล่า หวูไว่พูดกับตัวเองในใจ ในขณะที่ยันร่างลุกขึ้นนั่งโดยเร็ว
ตายละ!!...
เด็กหนุ่มพึมพำขึ้นมาเมื่อมองเห็นร่างเ้าของม้าอย่างเต็มตา นอกจากจะเป็สตรีแล้ว ดูเหมือนจะมีอายุไล่เลี่ยกับเขาด้วย ผมยาวอันยุ่งเหยิงอาจจะปิดบังใบหน้าบางส่วนไว้ แต่ถึงอย่างนั้นจมูกอันโด่งเชิด ปากน้อย ๆ อันได้รูป แก้มนวล ดวงหน้ากลม ผิวขาวเนียนกระจ่างตา และดวงตาที่พริ้มหลับ ก็ทำให้หวูไว่เกิดอาการใจสั่นขึ้นมา
เมื่อเพ่งมองให้ละเอียดกว่านั้น หวูไว่ก็พบว่า หญิงสาวมีผมยาวสีดำอันสละสลวย และอยู่ในชุดทะมัดทะแมง สวมชุดเสื้อและกางเกงสีขาว มีผ้าคลุมสีขาวผืนใหญ่คลุมทับอยู่บนร่าง รอบคอแขวนสร้อยห้อยเหรียญรูปทรงรี
หวูไว่ค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้สตรีแปลกหน้า รู้สึกเหมือนต้องมนต์สะกด ลืมเลือนเหตุการณ์และสถานที่รอบตัวไปชั่วขณะ
“เฮ้ย!…เ้าบ้า มัวแต่จ้องอยู่นั่นแหละ เอาไงกันดี”
เ้าอ้วนอากิ ว่าด้วยน้ำเสียงเซ็ง ๆ
นั่นแหละ-หวูไว่ถึงได้รู้สึกตัว
“ก็…ก็…ไปตักน้ำที่ลำธารมาซิ”
เด็กหนุ่มพูดได้แค่นั้นจริง ๆ
เด็กหนุ่มค่อย ๆ เทน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ทาบเข้ากับริมฝีปากน้อยๆ ของหญิงสาวที่ขณะนี้พิงร่างไว้กับต้นไม้ใหญ่อย่างช้า ๆ และเฝ้ามองดวงหน้าอันงดงามอย่างละเอียดอีกครั้ง ในขณะที่เพื่อนเกลอทั้งสองคนเข้ามานั่งยอง ๆ อยู่ใกล้ ๆ
“สวยเนอะ…” เรียวว่า
“นางจะฟื้นมั้ยเนี่ย หรือว่า…” อากิ พูดตามประสาคนขี้สงสัย
หวูไว่หันหน้ามาเอ็ดเพื่อนให้เงียบเสียงไว ๆ เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อไป แม่นางผู้นี้เป็ใคร แต่แค่ตกจากหลังม้า แถมโถมน้ำหนักตัวมาทับเขาจนจุกแอ้กอย่างนี้ ไม่น่าจะสลบยาวนานอย่างนี้เลย
และชั่วครู่ ร่างน้อย ๆ ที่พิงแอบกับต้นไม้ใหญ่ก็เริ่มรู้สึกตัว เริ่มด้วยนิ้วมือสองข้างที่เริ่มขยับ ขนตาระริกไหว ก่อนดวงตาคู่งดงามจะค่อย ๆ ลืมขึ้น
หวูไว่นั่งมองดวงตาสองข้างที่กำลังเผยอขึ้นอย่างใจจดใจจ่อเขาเดาเอาว่า ดวงตาของเธอคงจะคมกริบ และสุกสกาวชวนให้ใจหวั่นไหว
พรวด!
“เฮ้ย!…”
จะไม่ร้องด้วยความใได้อย่างไร เมื่อหญิงสาวที่กำลังลืมตาสำลักน้ำและน้ำในปากพุ่งเป็ทางเข้าเต็มใบหน้าของหวูไว่อย่างไม่คาดฝัน
“เหวอ…”
เด็กหนุ่มค่อยๆ เอามือลูบน้ำที่เปรอะเปื้อนบนใบหน้าตัวเอง ในขณะที่เ้าเพื่อนสองคนนั่นหัวเราะงอหายอยู่ข้าง ๆ
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง หวูไว่เห็นดวงตาคมของหญิงสาวจ้องมองมาอยู่แล้ว เมื่อลืมตาอย่างนี้สตรีนางนี้ดูงดงามเหลือเกิน แม้แต่ริมฝีปากที่ซีดเผือดนั่นก็ช่างดูดีอะไรอย่างนี้
เด็กหนุ่มเหมือนตกอยู่ในภวังค์ก้าวเดินเข้าไปใกล้ ๆ หญิงสาวที่ดูอ่อนแรง
“นี่…”
นั่นแหละที่หวูไว่กระซิบออกมาจากลำคอ และยังไม่ได้ทันพูดอะไรต่อไป ดวงตาคู่นั้นก็ลุกวาวขึ้นเหมือนดวงตาของพยัคฆ์สาวในป่ากว้าง
พร้อมกันนั้นเท้าขวาของหญิงแปลกหน้าก็เหยียดออกมาเต็มแรง และพุ่งเข้าที่ท้องของเด็กหนุ่มเสียงดังพลั่ก
“โอ๊ย…”
ร่างของเด็กหนุ่มกระเด็นปลิวออกไป พร้อมกับอาการเจ็บที่พุ่งเสียดขึ้นมาขณะนอนกลิ้งกับพื้น พูดอะไรไม่ออก
“นี่มัน…”
เรียวและอากินั่นก็อยู่ในอาการตกตะลึงไม่แพ้กัน ตาลีตาเหลือกเข้ามาดูอาการของหวูไว่อย่างใ
สตรีแปลกหน้าหยัดตัวเองขึ้นอย่างช้าๆและมองมาที่กลุ่มเด็กหนุ่มอย่างไม่วางตา ก่อนจะยกนิ้วชี้มาและพูดด้วยน้ำเสียงอิดโรยว่า
“พวกเ้าเป็ใครกัน…”
หวูไว่จุกจนพูดอะไรไม่ออก ในใจนึกไปว่าทำไมแม่นางหน้าตาสวยคนนี้ถึงได้ดุจัง แถมเท้ายังหนักอีกต่างหาก
ช่างเป็การทักทายที่น่าประทับใจอะไรเช่นนี้
“นี่…พวกข้าช่วยเ้าไว้นะ” อากิพูดอย่างใจดีสู้เสือแต่น้ำเสียงไม่วายสั่น
“เราเป็แค่ชาวบ้านธรรมดาที่หลงทางมา ไม่ได้คิดทำร้ายเ้าเสียหน่อย” คราวนี้เรียวเริ่มพูดอย่างมีโมโห
“อะไรกัน พวกเ้าไม่ใช่…”
“งั้นก็…ขอโทษ” นางพูดด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวลกว่าเดิม แต่เพียงชั่วครู่เท่านั้น ในวินาทีถัดมาโฉมงามในชุดสีขาวอันสะคราญตาก็ทำให้หวูไว่และพวกสะดุ้งขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อพูดเสียงดังว่า
“รีบหนีเร็ว…ศัตรูกำลังมา”
ยังไม่ทันกล่าวจบก็มีเสียงฝีเท้าย่ำม้าของคนกลุ่มหนึ่งดังแหวกขึ้นมาบนถนนเส้นเดิม
“ไม่ทันแล้ว…”หญิงสาวบอก
“ใครกัน…” หวูไว่ถาม
“ทหารอัศวินดำ” หญิงสาวบอกด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
หา…
ธรรมดาแล้วหวูไว่ไม่ค่อยใอะไรง่าย ๆ ไม่ค่อยรู้สึกหงุดหงิด เสียอารมณ์ แต่วันนี้เขารู้สึกว่าขัดข้องไปหมด
เรียกให้ถูกก็คือรู้สึกว่าความซวยมาเยือนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เริ่มั้แ่วิ่งหนีแผ่นดินไหว เกือบจะโดนม้าเหยียบ แล้วยังมาโดนหญิงสาวแปลกหน้าพ่นน้ำรดเสียเต็มหน้า แถมฝากรอยถีบไว้อีก
และที่แย่ที่สุดก็คือกำลังโดนรุมล้อมโดยชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งอยู่เบื้องหน้าในขณะนี้
เขาไม่รู้หรอกว่า พวกทหารอัศวินดำน่ะมันน่ากลัวแค่ไหน แต่พอเห็นพวกที่ยืนสีหน้าทะมึงถึง แต่งตัวใส่เกราะในชุดสีดำ สวมหมวกเหล็ก ในมือกุมดาบเล่มโตและมองมาที่พวกเขาอย่างไม่วางตา หวูไว่ก็รู้เลยว่า ความซวยสุดสุดกำลังจะมาเยือนแล้ว
ก็ดูเ้าเพื่อนเกลอสองคนนั่นปะไร ตัวใหญ่กว่าเขาแท้ ๆ แต่ดันมายืนตัวสั่นเทาแอบอยู่ข้างหลังเขาเสียนี่ โธ่
คนที่ได้สติกว่าเพื่อนก็คือสตรีชุดขาว ที่ในขณะนี้ยืนตัวตรง ในมือกุมกระบี่สีขาวเรียวยาว
แต่มันจะไหวหรือ หน้าซีดออกอย่างนั้น แล้วพวกทหารนั่นก็มีจำนวนมากกว่าเสียด้วย
“คุณหนูเอียน…ในที่สุดเราก็พบกันอีก” ทหารคนหนึ่งเดินก้าวออกมาจากแถวและเรียกชื่อหญิงสาวชุดขาวราวกับคุ้นเคยกันเป็อย่างดี
หวูไว่ไม่รู้จะพูดอะไรดีได้แต่มองหน้าสตรีแปลกหน้าและทหารชุดดำสลับไปมา
“จะเอายังไง…” แม่นางที่ถูกเรียกขานว่าคุณหนูเอียนถามออกมา และมือขยับกระบี่ เหมือนกับเตรียมพร้อมที่จะชักออกจากฝักได้ทุกเมื่อ
นายทหารคนนั้นเงยหน้าหัวเราะเสียงดัง
“ข้าว่าคุณหนูยอมให้พวกข้าจับตัวกลับไปเสียดี ๆ ท่านคนเดียวไม่มีทางสู้พวกข้าได้หรอก ข้ารู้ว่าท่านได้รับาเ็อีกด้วย”
“แล้วก็…” นายทหารพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ และยกดาบขึ้นชี้มาทางหวูไว่และพวก
“คิดว่าสวะพวกนี้จะช่วยท่านได้หรอกหรือ…ฮ่า”
สวะเหรอ ได้ยินอย่างนั้นหวูไว่รู้สึกเหมือนเืขึ้นหน้า
“พวกเ้าแน่มากหรือไง” เด็กหนุ่มะโ
ครั้นแล้วนายทหารคนนั้นก็ชักดาบออกจากฝัก เสียงเหล็กเสียดสีกับเหล็ก ช่างบาดหูเสียเหลือเกิน และในจังหวะเดียวกันนั้นทหารที่ยืนอยู่ข้างหลังทั้งหมดก็ชักดาบออกจากฝักโดยพร้อมเพรียงกันอีกด้วย
ในขณะที่คุณหนูเอียนก็ชักกระบี่ออกจากฝักเช่นกัน ประกายจากดาบสะท้อนแสงอาทิตย์ส่องเป็ประกายเจิดจ้า
เออ ทำไงกันล่ะ คราวนี้ หวูไว่คิดในใจ
รอดจากโดนม้าเหยียบ แต่ต้องมาตายใต้คมดาบของพวกทหารเหล่านี้เรอะ ซวยชะมัดยาดเลย
ทันใดนั้น มีประกายวาววับชนิดหนึ่งลอยแหวกอากาศผ่านหวูไว่และพวกพุ่งปักเข้าที่ลำคอของทหารคนหนึ่งในกลุ่มเสียงดังฉึก แบบไม่มีใครทันได้เห็นว่า มันพุ่งมาจากไหนและเป็ฝีมือใครกันแน่
แต่ทหารเคราะห์ร้ายคนนั้นเอามือกุมคอตัวเองและกลิ้งลงบนพื้น ไม่ส่งเสียงอะไรออกมาอีกเลย
หวูไว่เบิกตากว้างเมื่อเห็นเหตุการณ์ระทึกขวัญต่อหน้าต่อตา
“ใครกัน…ใครกันที่ลงมือ” นายทหารที่เป็ผู้นำกลุ่มะโออกมา พร้อมกับกวัดแกว่งดาบไปมาอย่างโกรธแค้น
เหมือนมีลมกระโชกผ่านด้านข้างหวูไว่วูบหนึ่ง เห็นอีกทีเด็กหนุ่มก็มองเห็นร่างหนึ่งปรากฏขึ้นมาและกำลังประจันหน้ากับพวกทหารอัศวินดำ
มองจากด้านหลัง หวูไว่เห็นร่างนั้นอยู่ในชุดนักพรตสีเขียวสด ในมือขวาถือแส้ ร่างนั้นบอบบาง สูงเพรียว ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่นะหรือคนที่ปลิดชีวิตทหารอัศวินดำเมื่อชั่วครู่
ร่างในเสื้อนักพรตค่อย ๆ ผินหน้ามาทางหวูไว่ ทำให้เด็กหนุ่มเห็นใบหน้านั้นได้อย่างเต็มตา เป็ใบหน้าของนักพรตชรา มีหนวดเครายาวสีเทา ดวงตายิบหยี และส่งรอยยิ้มอันเปี่ยมด้วยเมตตาออกมา
“หวูไว่…พวกเ้าพาคุณหนูผู้นี้ไปก่อน ทางนี้ข้ารับมือเอง”
เด็กหนุ่มแห่งหมู่บ้านเซียงอู่ตะลึง เพราะนี่เป็การเจอกันเป็ครั้งแรกระหว่างเขากับนักพรตเฒ่าแท้ๆ แต่ทำไมเล่า ทำไมถึงรู้จักเขาและเรียกชื่อเขาได้ถูกนะ
“มีคนมาช่วยแล้ว เราไปกันเถอะ” เรียว ที่ยืนเกาะอยู่ข้างหลังหวูไว่ตั้งนานนมสะกิด
ความจริงแล้ว เด็กหนุ่มอยากจะอยู่ดูต่อว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป แต่เหลือบไปดูอาการของคุณหนูเอียนแล้วก็ต้องเปลี่ยนใจ ใบหน้าซีดขาว และต้องใช้กระบี่ยืนค้ำเพื่อไม่ให้ล้มลงไปของนางน่ะ ทำให้เขาต้องเปลี่ยนใจ
ในขณะที่ทหารอัศวินดำกลุ่มนั้นก็พากันถอยกรูดจับบังเหียนม้าไว้ในมือ ดูราวกับจะทราบความเป็มาของนักพรตผู้นี้เป็อย่างดี
ท่านเป็ใครกันแน่
“ขอบคุณท่านนักพรต” หวูไว่หันไปกล่าวขอบคุณ และเข้าไปพยุงคุณหนูเอียนขึ้นม้า และทยอยเดินจากมา ทิ้งปัญหายุ่งยากและคำถามที่อยากรู้เอาไว้เื้ั
ดวงตาคู่นั้นพริ้มหลับ แต่ดูเหมือนไม่หลับสนิทเสียทีเดียวนัก เพราะขนตาสั่นระริกตลอดเวลา
หวูไว่เฝ้ามองวงหน้าบนเตียงนั้นอย่างไม่รู้เบื่อ คุณหนูเอียนคนนี้ มีความงาม และเสน่ห์ประหลาด ไม่เหมือนกับผู้หญิงในหมู่บ้านเซียงอู่ของเขา ไม่เหมือนกับสาวงามประจำหมู่บ้านอย่างอาหลิงด้วย
เสียอย่างเดียวที่นางพูดน้อย ระหว่างหลบหนีจากทหารอัศวินดำมายังหมู่บ้านของเขาก็นับว่าไกลโขอยู่ แต่คุณหนูเอียนที่นั่งอยู่บนหลังม้าพูดกับเขานับคำได้ นอกจากถามชื่อของเขาและเพื่อนทั้งสองคนก็แทบไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ก็อีกนั่นแหละ นางาเ็อยู่จะมีแก่ใจพูดอะไรได้เล่า
ในยามหลับเช่นนี้ หญิงสาวดูผ่อนคลาย ไม่ดุร้ายเหมือนตอนจับกระบี่อยู่ในมือสักนิด เป็ความงามที่จะเปรียบกับอะไรดีนะ อ้อ! รู้แล้ว เหมือนดาวบางดวงที่เขาไม่รู้จักชื่อ ที่ดาษสะพรั่งอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืนนั่นไง มันส่งประกายงดงาม ซึ่งมีไว้สำหรับจ้องมอง แต่ยากที่จะััถึง
“หยุดนะ!…”
อยู่ดี ๆ หญิงสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียงก็ละเมอขึ้นมา ในขณะที่มือไม้ก็ปัดป่ายไปมาในอากาศเป็พัลวัน จนเผลอไปปัดโดนขวดน้ำบนโต๊ะข้างเตียง หล่นลงกับพื้นเป็เสียงดังขึ้นมา
แล้วคุณหนูเอียนก็ตื่นขึ้นมา
หญิงสาวค่อย ๆ ผลุดลุกขึ้น ตวัดผ้าห่มออกจากร่าง แล้วมองไปรอบๆห้องด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะมองมาที่หวูไว่แล้วร้องถามออกมาด้วยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน
“ที่นี่คือที่ไหนกัน…”
“หมู่บ้านเซียงอู่ และนี่ก็ห้องนอนของข้า คุณหนูปลอดภัยแล้วขอรับ”
นางมีสีหน้าขวยอายเมื่อพบว่าตัวเองสลบไสลไม่รู้ตัว ในขณะที่เ้าของเตียงมานั่งเฝ้าอยู่อย่างไม่วางตา
“ขอบคุณเ้า…แล้วก็เอ่อ”
“อย่าเรียกข้าว่าคุณหนู ข้าชื่อเอียนซี”
“เอียนซี…เหรอ” หวูไว่พูดทวนคำ
หญิงสาวพยักหน้าแล้วยิ้ม
เป็รอยยิ้มที่ทำให้หวูไว่ตะลึง รู้สึกเหมือนโลกสว่างไสวขึ้นมาทันที
“หน้าตาของเ้าดูเหมือนคนไม่ได้นอนนะ” ลุงส่งเสียงทักในขณะที่เด็กหนุ่มสาละวนเทยาสมุนไพรจากหม้อบนเตาลงบนชามกระเบื้องอย่างระมัดระวัง
กว่าครึ่งค่อนวันได้แล้วกระมังที่หวูไว่เฝ้าอยู่หน้าเตาในห้องครัวและเคี่ยวยาสมุนไพรจากพืชพันธุ์หลายชนิดจนได้ยาสีเขียวคล้ำในชามกระเบื้อง สรรพคุณของมันจะช่วยล้างพิษ ขับเหงื่อ ส่วนข้างๆ ชามกระเบื้อง เป็ซองยาผงกลิ่นฉุนกึกซึ่งใช้โรยแผลสดให้สมานสนิทได้เร็วขึ้น
“นี่ถ้าใช้ยาสมานแผลกับาแบนแขนขวาของนาง แล้วให้ดื่มยาในถ้วยนั้นจนหมด ข้าว่าอีกไม่นานอาการของนางทุเลาลงมาก หวูไว่เ้านี่จะเก่งกว่าลุงอีกละมั้งเนี่ย”
เด็กหนุ่มหัวเราะ
“ข้ายังไม่เก่งถึงปานนั้น…ท่านลุง”
พูดเสร็จหวูไว่ก็รู้สึกเหมือนหัวใจตกวูบลง ถ้านางอาการดีขึ้นย่อมหมายความว่าใกล้เวลาที่หญิงสาวลึกลับผู้นี้ต้องจากเซียงอู่ไปแล้วน่ะสิ
“ยาได้ที่แล้วละมั้ง รีบเข้าไปให้นางดื่มได้แล้ว ลุงเตือนหลังจากเหลือบตาลงดูยาสมุนไพรในชาม และหันมาตบบ่าเด็กหนุ่มเบา ๆ
“แล้วก็…”
“แล้วก็อะไรขอรับ ท่านลุง”
“ก็ไม่มีอะไรหรอก…เพียงแต่ลุงคิดว่าถ้านางทุเลากว่านี้ บางทีเราน่าจะคุยกับว่าจะเอายังไงกันต่อ ลุงก็อยากรู้พอ ๆ กับเ้าว่านางชื่ออะไร และ้าทำอะไรต่อไป แล้วทำไมไปมีเื่กับพวกทหารที่พวกเ้าเล่าให้ฟังนั่นอีก”
หวูไว่มองหน้าท่านลุงที่กำลังเอามือลูบหนวดแต่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร
“หรือว่าเ้าจะให้นางนอนอยู่ในห้องนั่น แล้วให้เ้าป้อนยาไปตลอดชีวิต…หือ” ชายสูงวัยกว่าว่าอย่างนึกขัน
“โธ่…ท่านลุง” เด็กหนุ่มตีหน้าปูเลี่ยนแล้วยิ้มอย่างเขิน ๆ ก่อนจะรวบห่อยาผงสมุนไพรไว้ในอกเสื้อ แล้วค่อย ๆ ยกชามกระเบื้องขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“อ้อ…อีกอย่าง”
เด็กหนุ่มเลิกคิ้วรอว่าท่านลุงมีอะไรจะบอกอีก
“ข้าว่า หลังจากนี้เ้าควรจะหาเวลาพักผ่อนบ้างนะ อย่างน้อย ๆ ่นี้ข้าไม่ค่อยเห็นเ้าออกไปชมตะวันตกดินที่ชะง่อนผาเหมือนเคยเลย”
หวูไว่พยักหน้าหงึกหงักยอมรับ นับั้แ่พาเอียนซีคนนี้หลบหนีพวกทหารอัศวินดำที่ตามไล่ เขาก็ใช้เวลาดูแลนางไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ชอบทำเลย อย่างมากก็แค่ชวน อากิกับเรียว มานั่งคุยเล่นที่บ้านเท่านั้น
“ความจริง ถ้าอีกไม่กี่วันนางพอจะลุกจากห้องไปไหนมาไหนได้บ้างแล้ว ถึงตอนนั้นเ้าก็ชวนนางขึ้นไปบนชะง่อนผาซิ ข้าว่านางคงชอบดูพระอาทิตย์ตกดินเหมือนเ้า”
“อีกอย่าง…” ลุงพูดและเหลือบตามองมา “่นี้ลุงปวดเมื่อยเนื้อตัว เดินเหินไม่สะดวก คงเป็เพื่อนขึ้นเขาไปกับเ้าไม่ได้หรอก”
“นี่ป้าของเ้าไปทำอะไรอยู่ที่ไหนนี่ อยากให้มาบีบนวดให้ลุงเสียหน่อย…เมื่อยจริง ๆ” พูดเสร็จลุงก็เดินออกไปหน้าบ้าน ส่งเสียงโหวกเหวกเรียกหาป้าเป็การใหญ่
หวูไว่ได้แต่ยิ้มพลางคิด ดูพระอาทิตย์ตกดินที่ชะง่อนผาเหรอ
เด็กหนุ่มรู้สึกเขินอายนัก ในขณะที่เดินพาเอียนซี-หญิงสาวลึกลับเดินออกจากบ้านแล้วต้องเดินผ่านตลาด ดูเอาเถิด-พวกพ่อค้า แม่ค้า และชาวบ้านในตลาดจ้องมองกันไม่วางตา ยิ่งคนไหนสนิทกับเขาหน่อย ก็ส่งสายตาล้อเลียนเป็การใหญ่ ไม่เว้นแม้กระทั่งอาหลิงด้วย
ไม่มีอะไรสักหน่อยเด็กหนุ่มอยากจะแก้ตัวเหลือเกิน
หญิงสาวชุดขาวอาการทุเลาลงมากแล้ว สามารถเดินเหินได้ตามปกติ แต่ก็ยังคงเงียบไม่ค่อยพูดจาอยู่ดี แต่ถึงอย่างนั้นหวูไว่ก็ไม่รู้สึกอะไรเสียแล้ว มีบางอย่างในตัวของเอียนซี ที่ทำให้เขารู้สึกว่านางไม่เหมือนกับสาวในหมู่บ้าน ยิ่งนึกถึงดวงตาที่บางครั้งวาวโรจน์อย่างประหลาดด้วยแล้ว หวูไว่ยิ่งรู้สึกว่าแม่นางผู้นี้คงมีความเป็มาที่ไม่ธรรมดา
ในขณะนี้ เอียนซี อยู่ในชุดเสื้อผ้าชาวบ้าน เป็เสื้อยาวสีน้ำตาลเนื้อหยาบ และกระโปรงสีกรมท่าที่ถูกปะชุนหลายจุด โชคดีนะที่รูปร่างของนางมีขนาดพอดีกับอาหลิง จึงสวมเสื้อผ้ากันได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ
“ข้าจะได้มีคู่แฝดไงล่ะ หวูไว่” อาหลิง พูดตอนที่นำเอาเสื้อผ้าบางชุดมาให้ที่บ้าน เด็กหนุ่มได้แต่หัวเราะแห้งๆ และกล่าวขอบอกขอบใจเป็การใหญ่ที่ให้เอียนซีสาวลึกลับได้ยืมเสื้อผ้าใส่
แต่ถึงจะใส่เสื้อผ้าชุดเดียวกัน ทั้งสองคนก็มีความงามที่แตกต่างกันมากอยู่ดี แตกต่างกันตรงไหนเหรอ เด็กหนุ่มก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
ความงดงามของอาหลิงน่าจะอยู่ที่ความมีชีวิตชีวา เหมือนกล้วยไม้ป่าที่มีสีสันอันเปล่งปลั่ง และกลิ่นหอมอวลจมูก
ส่วนเอียนซี งามเหมือนดอกเบญจมาศที่ยามออกดอกเหลืองอร่ามอยู่ในสวนดอกไม้ เจิดจ้า สง่างามราวกับเบ่งบานอยู่ในทุ่งทองคำ
เด็กหนุ่มหยุดความคิดไว้เพียงแค่นั้น เมื่อเดินนำหญิงสาวแปลกหน้าออกห่างจากตลาดและหมู่บ้าน ผ่านสุมทุมพุ่มไม้ที่คุ้นเคย กลิ่นหอมจากดอกไม้นานาพันธ์ฟุ้งมาเข้าจมูก และมองเห็นชะง่อนผาอยู่เบื้องหน้า
หวูไว่วิ่งขึ้นไปอย่างลืมตัว มันเป็ความรู้สึกที่มีความสุขอย่างประหลาดล้ำเมื่อเท้าััผืนหญ้าที่ชุ่มน้ำ และดอกไม้ดอกเล็กดอกน้อยที่โผล่แซมขึ้นมา ให้ความรู้สึกนุ่มเท้าจนแทบจะอยากถอดรองเท้าทิ้ง และเดินย่ำขึ้นไปด้วยเท้าเปล่าเสียนี่กระไร
ไม่นาน เด็กหนุ่มก็ขึ้นมาสูดลมหายใจเต็มปอดอยู่บนชะง่อนผา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสลับเป็แห่ง ๆโดยรอบ ในขณะที่อากาศเริ่มเย็น ท้องฟ้าสลัว และอาทิตย์บนฟ้าไกล ๆ โน่นเริ่มกำลังจะจมหายไปในไม่ช้านี้แล้ว
“ฮู้วว์…” เด็กหนุ่มะโเรียกเอียนซีที่เดินตามขึ้นมาอย่างช้า ๆ และพบว่านางกำลังส่งยิ้มให้แต่ไกล พร้อมโบกมือให้ด้วย เด็กหนุ่มโบกมือตอบแล้วหัวเราะอย่างขัดเขิน
ดูเหมือนว่า หญิงสาวลึกลับผู้นี้ดูจะตื่นตะลึงกับโลกรอบตัว ราวกับไม่เคยััความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เมื่อเดินขึ้นมาถึงชะง่อนผาที่หวูไว่นั่งพักรออยู่บนโขดหินใหญ่ เด็กหนุ่มสังเกตเห็นว่านางกำลังสูดลมหายใจลึก ๆ พลางหลับตาพริ้ม เสื้อสะบัดพลิ้วไปมาเพราะลมแรงบนชะง่อนผา
แล้วเอียนซีก็ลืมตาขึ้น ยิ้มกว้าง มองเห็นฟันที่เรียงสวยงามดุจไข่มุก
หวูไว่มองไปแล้วก็ได้แต่อ้าปากค้างกับภาพของหญิงสาวข้างหน้า
แม่นางผู้มีความเป็มาอันลึกลับย่นจมูกให้เด็กหนุ่ม
“นี่เ้าจะไม่ชวนข้านั่งหรือไง…”
นั่นแหละ เด็กหนุ่มจึงรู้สึกตัว ขยับตัวออกไปด้านหนึ่ง เพื่อให้หญิงสาวเขยิบขึ้นมานั่งบนโขดหินก้อนเดียวกัน และผินหน้าไปยังฟากฟ้าด้านที่ตะวันกำลังจะจมลงที่ขอบฟ้า
“สวยเหลือเกิน…ข้าไม่เคยเห็นตะวันตกดินสวยเหมือนที่นี่มาก่อนเลย” หญิงสาวพูดเสียงแ่
หวูไว่ไม่ได้พูดอะไรได้แต่พยักหน้าตอบ แล้วหันมามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆที่กำลังปล่อยใจดื่มด่ำกับพระอาทิตย์สีแดงกลมโตเบื้องหน้านั่น ใบหน้านั้นเรียบเฉย แต่สุกสกาวด้วยดวงตาคมคู่นั้น ผมยาวของนางสะบัดไปมาตามแรงลมอย่างช้า ๆ หญิงสาวหันมามองเด็กหนุ่มและส่งรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกถึงความสว่างไสว
“เ้าโชคดีมากหวูไว่…ที่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามเช่นนี้”
“ข้าชอบที่นี่มาก”
หวูไว่ยิ้มกว้างเมื่อรู้สึกว่านางมีความสุขเช่นเดียวกับเขา
จากนั้นทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกเลย เฝ้ามองตะวันลับฟ้าไปด้วยใจอันเป็สุขอย่างเงียบ ๆ